Custom Search

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

เป้าหมายต่างๆ ของสูเราะฮฺ อัล-อันอาม


ฟุอาด ซัยดาน

มวลการสรรเสริญ เป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ พรอันประเสริฐและความศานติ จงมีแด่ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และบรรดาเครือญาติ ตลอดจนบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านทั้งหลาย และข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียว โดยไม่มีการตั้งภาคีใดๆ ต่อพระองค์ และข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่า มุหัมมัดคือบ่าวและศาสนทูตของพระองค์

เป้าหมายของสูเราะฮฺ

การให้เอกภาพแด่อัลลอฮฺ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทั้งในด้านหลักศรัทธา และวิถีดำเนินชีวิต สูเราะฮฺอัล-อันอาม ถือเป็นสูเราะฮฺมักกียะฮฺ สูเราะฮฺแรก ในการจัดอันดับสูเราะฮฺของอัลกุรอาน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ได้มีการนำเสนอสูเราะฮฺมะดะนียะฮฺต่างๆ  และถือเป็นสูเราะฮฺแรก ที่มีการเริ่มต้น ด้วยการสรรเสริญแด่อัลลอฮฺ

﴿ ٱلۡحَمۡدُ لِلَّهِ ٱلَّذِي خَلَقَ ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَٱلۡأَرۡضَ ١﴾ ]سورة الأنعام : 1

ความว่า “การสรรเสริญทั้งหลายนั้น เป็นสิทธิของอัลลอฮฺ ผู้ทรงสร้างบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดิน” (สูเราะฮฺอัล-อันอาม : 1)

ในจำนวนความพิเศษของสูเราะฮฺนี้นั้น คือ มันถูกประทานลงมา ในค่ำคืนเดียวทั้งสูเราะฮฺ โดยมีบรรดามลาอิกะฮฺ เป็นผู้ติดตามมากถึง 70,000 ท่าน และด้วยเหตุที่สูเราะฮฺนี้ มีความพิเศษอันมากมายนั้นเอง มันจึงได้ประมวลหลักฐานต่างๆ ถึงความเป็นเอกภาพ ความยุติธรรม (ของอัลลอฮฺ) การเป็นศาสนทูต (ของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ) การฟื้นคืนชีพ การลบล้างแนวคิดที่ผิดๆ แห่งความเชื่อที่นอกรีต และปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย

ท่านอิมามอัล-กุรฏุบีย์ เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า “อันที่จริง เดิมทีสูเราะฮฺนี้ เป็นการตอบโต้ชาวมุชริกีน และ (แนวคิด) อื่นๆ แห่งความเชื่อที่นอกรีต รวมทั้งผู้ที่ปฏิเสธ ในการฟื้นคืนชีพ และนี่เอง จึงเป็นเหตุจำเป็น ที่ต้องประทานลงมาในรวดเดียว ทั้งสูเราะฮฺ” (ดูใน ตัฟสีร อัล-กุรฏุบีย์ เล่ม 6 หน้า 383)

และการที่สูเราะฮฺนี้ ถูกประทานลงมาในช่วงเวลาค่ำคืน ก็เนื่องด้วยช่วงเวลานี้ เป็นช่วงที่จิตใจ มีความสงบสุข  และทำให้เกิดการครุ่นคิด และใคร่ครวญ ในความเกรียงไกร และความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ ตะอาลา โดยที่เนื้อหาของสูเราะฮฺอัล-อันอาม ได้กล่าวถึงประเด็น ที่เป็นหลักการพื้นฐานของหลักยึดมั่น และหลักศรัทธาต่างๆ ที่สำคัญ ซึ่งสามารถสรุปประเด็นข้างต้น ได้ดังนี้  1. ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเป็นพระเจ้า 2. ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอัล-วะหฺยู (โองการอัลกุรอาน) และอัร-ริสาละฮฺ (สาส์น) 3.ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นคืนชีพ และการตอบแทน

อนึ่ง เนื้อหาของสูเราะฮฺนี้ วนเวียนกล่าวถึงหลักการพื้นฐานต่างๆ ของการเรียกร้องเชิญชวน ผู้คน โดยที่เราสามารถพบเครื่องมือต่างๆ ในนั้น ทั้งที่เป็นข้อโต้แย้ง และเหตุผลทั้งหลาย รวมทั้งหลักฐานอันชัดเจน ที่เป็นตัวโน้มน้าว (จิตใจของผู้คน-ผู้แปล-) ด้วยเหตุเพราะว่าสูเราะฮฺนี้ ได้ถูกประทาน ที่เมืองมักกะฮฺ แก่ชาวมุชริกีนนั่นเอง 

และจากการพินิจพิจารณาเนื้อหาในสูเราะฮฺ ที่มีเกียรตินี้ เราสามารถพบได้อีกว่า มันมีการนำเสนอสองวิธีการ ที่เป็นเอกลักษณ์ อันโดดเด่นไว้ด้วยกัน จนเราแทบไม่สามารถพบในสูเราะฮฺอื่นอีก ที่มีการนำเสนอวิธีการทั้งสอง ที่มากมาย เช่นในสูเราะฮฺนี้ นั่นคือ “ตักรีร” (การแจ้งประกาศิต) และ “ตัลกีน” (การสอนและเตือนแบบเน้นย้ำ) และเรายังพบอีกว่า ทั้งสองวิธีการข้างต้นนี้ ก็จะมีเนื้อหาที่ติดต่อกัน อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงมีอายะฮฺต่างๆ ที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้นำเสนอแก่เรา เพื่อเป็นข้อพิสูจน์ถึงความยิ่งใหญ่ และความเกรียงไกรของพระองค์ ในการสร้างสรรค์สรรพสิ่งทั้งหลาย หลังจากนั้นอายะฮฺต่าง ๆ ก็จะดำเนินเรื่อง เพื่อเป็นการตอบโต้ชาวมุชริกีน และหลักความเชื่อที่นอกรีต และห่างไกลจากการให้เอกภาพแด่อัลลอฮฺ

วิธีการ “ตักรีร” (การแจ้งประกาศิต) อัลกุรอานได้นำเสนอหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับการให้เอกภาพ แด่อัลลอฮฺ และหลักฐานต่างๆ ที่สามารถพิสูจน์ ถึงการมีอยู่ของพระองค์ ความสามารถของพระองค์ อำนาจการปกครองของพระองค์ และพลานุภาพของพระองค์ ในรูปแบบที่เป็นข้อพิสูจน์ ที่จำต้องยอมจำนน ด้วยเหตุนี้ จึงมีการใช้สรรพนามบุรุษที่สาม เพื่อเป็นการกระตุ้นให้หัวใจได้ตื่นตัว โดยที่มันจะไม่มีข้อกังขาใดๆ อีก สำหรับหัวใจที่บริสุทธิ์ และสติปัญญา ที่มีความปราดเปรื่องว่า อัลลอฮฺ ตะอาลา นั้น คือผู้สร้างสรรค์สรรพสิ่งต่างๆ ทั้งยังเป็นเจ้าของ แห่งความกรุณาปรานี และความโปรดปรานทั้งหลาย ดังนั้น การที่มีสำนวนว่า “هو ” (พระองค์อัลลอฮฺ) ก็เป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงการเป็นผู้สร้าง ผู้บริหารจัดการ ที่ทรงปรีชาญาณนั่นเอง

ในส่วนเนื้อหาของอายะฮฺต่างๆ นั้น ก็มีการฉายภาพลักษณ์ของอัลกุรอาน ถึงศิลปะอันวิจิตรโวหาร ซึ่งทำให้คนที่อ่านอายะฮฺเหล่านั้น มีความรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ และความเกรียงไกรของอัลลอฮฺ และประหนึ่งว่าอายะฮฺเหล่านั้น เป็นฉากสด ที่ถูกนำเสนอเบื้องหน้าสายตาของเรา โดยที่สำนวน “هو ” ได้ปรากฏในสูเราะฮฺนี้ มากถึง 38 ครั้ง ในจำนวนอายะฮฺเหล่านั้น คือ

﴿ٱلۡحَمۡدُ لِلَّهِ ٱلَّذِي خَلَقَ ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَٱلۡأَرۡضَ وَجَعَلَ ٱلظُّلُمَٰتِ وَٱلنُّورَۖ ثُمَّ ٱلَّذِينَ كَفَرُواْ بِرَبِّهِمۡ يَعۡدِلُونَ ١﴾]سورة الأنعام : 1 [

ความว่า “การสรรเสริญทั้งหลายนั้น เป็นสิทธิของอัลลอฮฺ ผู้ทรงสร้างบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดิน ได้ทรงให้มีบรรดาความมืด และแสงสว่าง แต่แล้วบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธานั้น ก็ยังให้ (สิ่งอื่น) เท่าเทียมกับพระเจ้าของเขาอยู่” (สูเราะฮฺอัล-อันอาม : 1)

﴿هُوَ ٱلَّذِي خَلَقَكُم مِّن طِينٖ ثُمَّ قَضَىٰٓ أَجَلٗاۖ وَأَجَلٞ مُّسَمًّى عِندَهُۥۖ ثُمَّ أَنتُمۡ تَمۡتَرُونَ ٢﴾  ]سورة الأنعام : 2 [

ความว่า “พระองค์คือ ผู้ที่ทรงบังเกิดพวกเจ้าจากดิน แล้วได้ทรงกำหนดเวลาแห่งความตายไว้ และกำหนดที่ถูกระบุไว้ อีกกำหนดหนึ่งนั้น อยู่ที่พระองค์ แต่แล้วพวกเจ้าก็ยังสงสัยกันอยู่” (สูเราะฮฺอัล-อันอาม : 2)

﴿وَهُوَ ٱللَّهُ فِي ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَفِي ٱلۡأَرۡضِ يَعۡلَمُ سِرَّكُمۡ وَجَهۡرَكُمۡ وَيَعۡلَمُ مَا تَكۡسِبُونَ ٣﴾  ]سورة الأنعام : 3

ความว่า “และพระองค์นั้นคือ อัลลอฮฺ ทั้งในบรรดาชั้นฟ้า และในแผ่นดิน ทรงรู้สิ่งเร้นลับของพวกเจ้า และสิ่งเปิดเผยของพวกเจ้า และทรงรู้สิ่งที่พวกเจ้าขวนขวายกันอยู่” (สูเราะฮฺอัล-อันอาม : 3)
 
﴿وَهُوَ ٱلۡقَاهِرُ فَوۡقَ عِبَادِهِۦۚ وَهُوَ ٱلۡحَكِيمُ ٱلۡخَبِيرُ ١٨﴾ ]سورة الأنعام : 18

ความว่า “และพระองค์คือผู้ทรงชนะ เหนือปวงบ่าวของพระองค์ และพระองค์คือผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงรอบรู้ อย่างละเอียดถี่ถ้วน” (สูเราะฮฺอัล-อันอาม : 18)

﴿۞وَعِندَهُۥ مَفَاتِحُ ٱلۡغَيۡبِ لَا يَعۡلَمُهَآ إِلَّا هُوَۚ وَيَعۡلَمُ مَا فِي ٱلۡبَرِّ وَٱلۡبَحۡرِۚ وَمَا تَسۡقُطُ مِن وَرَقَةٍ إِلَّا يَعۡلَمُهَا وَلَا حَبَّةٖ فِي ظُلُمَٰتِ ٱلۡأَرۡضِ وَلَا رَطۡبٖ وَلَا يَابِسٍ إِلَّا فِي كِتَٰبٖ مُّبِينٖ ٥٩﴾ ]سورة الأنعام : 59 [

ความว่า “และที่พระองค์นั้น มีบรรดากุญแจแห่งความเร้นลับ โดยที่ไม่มีใครรู้กุญแจเหล่านั้น นอกจากพระองค์เท่านั้น และพระองค์ทรงรู้สิ่ง ที่อยู่ในแผ่นดิน และในทะเล และไม่มีใบไม้ใดร่วงหล่นลง นอกจากพระองค์จะทรงรู้มัน และไม่มีเมล็ดพืชใด ซึ่งอยู่ในความมืดของแผ่นดิน และไม่มีสิ่งที่เปียกชื้นใดๆ และสิ่งที่แห้งใดๆ นอกจากจะอยู่ในบันทึกอันชัดแจ้ง” (สูเราะฮฺอัล-อันอาม : 59)

﴿وَهُوَ ٱلَّذِي يَتَوَفَّىٰكُم بِٱلَّيۡلِ وَيَعۡلَمُ مَا جَرَحۡتُم بِٱلنَّهَارِ ثُمَّ يَبۡعَثُكُمۡ فِيهِ لِيُقۡضَىٰٓ أَجَلٞ مُّسَمّٗىۖ ثُمَّ إِلَيۡهِ مَرۡجِعُكُمۡ ثُمَّ يُنَبِّئُكُم بِمَا كُنتُمۡ تَعۡمَلُونَ ٦٠﴾  ]سورة الأنعام : 60

ความว่า “และพระองค์คือผู้ที่ทรงให้พวกเจ้าตาย ในเวลากลางคืน และทรงรู้สิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำขึ้น ในเวลากลางวัน แล้วก็ทรงให้พวกเจ้าฟื้นคืนชีพ ในเวลานั้น เพื่อว่าเวลาแห่งอายุ ที่ถูกกำหนดไว้นั้น จะได้ถูกใช้ให้หมดไป แล้วยังพระองค์นั้น คือการกลับไปของพวกเจ้า แล้วพระองค์จะทรงบอกแก่พวกเจ้า ในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน” (สูเราะฮฺอัล-อันอาม : 60)

﴿وَهُوَ ٱلۡقَاهِرُ فَوۡقَ عِبَادِهِۦۖ وَيُرۡسِلُ عَلَيۡكُمۡ حَفَظَةً حَتَّىٰٓ إِذَا جَآءَ أَحَدَكُمُ ٱلۡمَوۡتُ تَوَفَّتۡهُ رُسُلُنَا وَهُمۡ لَا يُفَرِّطُونَ ٦١﴾  ]سورة الأنعام : 61

ความว่า “และพระองค์คือผู้ทรงชนะ เหนือปวงบ่าวของพระองค์ และทรงส่งบรรดาผู้บันทึกความดี และความชั่ว มายังพวกเจ้าด้วย จนกระทั่งเมื่อความตายได้มายังคนใด ในพวกเจ้าแล้ว บรรดาทูตของเรา ก็จะรับชีวิตของพวกเขาไป  โดยที่พวกเขาจะไม่ทำให้ภารกิจดังกล่าว บกพร่องแม้แต่น้อย” (สูเราะฮฺอัล-อันอาม : 61)

﴿وَهُوَ ٱلَّذِي خَلَقَ ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَٱلۡأَرۡضَ بِٱلۡحَقِّۖ وَيَوۡمَ يَقُولُ كُن فَيَكُونُۚ قَوۡلُهُ ٱلۡحَقُّۚ وَلَهُ ٱلۡمُلۡكُ يَوۡمَ يُنفَخُ فِي ٱلصُّورِۚ عَٰلِمُ ٱلۡغَيۡبِ وَٱلشَّهَٰدَةِۚ وَهُوَ ٱلۡحَكِيمُ ٱلۡخَبِيرُ ٧٣﴾  ]سورة الأنعام : 73 [

ความว่า “และพระองค์คือ ผู้ที่ทรงสร้างบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดินด้วยความสัจจริง และวันที่พระองค์ตรัสว่า เจ้าจงเป็นขึ้น แล้วมันก็จะเป็นขึ้น พระดำรัสของพระองค์คือความจริง และอำนาจทั้งหลายนั้น เป็นของพระองค์ ในวันที่จะถูกเป่าเข้าไปในแตร พระผู้ทรงรอบรู้ในสิ่งเร้นลับ และในสิ่งเปิดเผย และพระองค์คือผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดถี่ถ้วน” (สูเราะฮฺอัล-อันอาม : 73)

﴿وَهُوَ ٱلَّذِي جَعَلَ لَكُمُ ٱلنُّجُومَ لِتَهۡتَدُواْ بِهَا فِي ظُلُمَٰتِ ٱلۡبَرِّ وَٱلۡبَحۡرِۗ قَدۡ فَصَّلۡنَا ٱلۡأٓيَٰتِ لِقَوۡمٖ يَعۡلَمُونَ ٩٧﴾ ]سورة الأنعام : 97 [

ความว่า “และพระองค์คือ ผู้ที่ทรงให้มีแก่พวกเจ้าซึ่งดวงดาวทั้งหลาย เพื่อพวกเจ้าจะได้รับการชี้นำ ด้วยดวงดาวเหล่านั้น ทั้งในความมืดแห่งทางบก และทางทะเล แน่นอนเราได้แจกแจง โองการทั้งหลาย ไว้แล้ว สำหรับกลุ่มชนที่รู้” (สูเราะฮฺอัล-อันอาม : 97)

﴿وَهُوَ ٱلَّذِي جَعَلَكُمۡ خَلَٰٓئِفَ ٱلۡأَرۡضِ وَرَفَعَ بَعۡضَكُمۡ فَوۡقَ بَعۡضٖ دَرَجَٰتٖ لِّيَبۡلُوَكُمۡ فِي مَآ ءَاتَىٰكُمۡۗ إِنَّ رَبَّكَ سَرِيعُ ٱلۡعِقَابِ وَإِنَّهُۥ لَغَفُورٞ رَّحِيمُۢ ١٦٥﴾   ]سورة الأنعام : 165 [

ความว่า “และพระองค์นั้น คือผู้ที่ทรงให้พวกเจ้า เป็นผู้สืบแทนในแผ่นดิน และได้ทรงเทิดบางคนของพวกเจ้า เหนือกว่าอีกบางคนหลายขั้น เพื่อที่พระองค์จะทรงทดสอบพวกเจ้า ในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงประทานแก่พวกเจ้า แท้จริง พระเจ้าของเจ้านั้น เป็นผู้รวดเร็วในการลงโทษ และแท้จริง พระองค์นั้น เป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเอ็นดูเมตตา” (สูเราะฮฺอัล-อันอาม : 165)

วิธีการ “ตัลกีน” (การสอน และการเตือนแบบเน้นย้ำ) นับเป็นวิธีการ ที่สามารถเห็นได้อย่างเด่นชัด ในการที่อัลลอฮฺสอนท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ให้ท่านได้รู้จักใช้หลักฐาน เพื่อการโต้แย้ง จนกระทั่งทำให้คู่กรณีต้องรับฟัง (ในสิ่งที่ท่านได้นำเสนอ) และสามารถพิชิตหัวใจของพวกเขาได้ โดยที่พวกเขาไม่สามารถที่จะรอดพ้น หรือเล็ดลอดออกจากหลักฐานต่างๆ เหล่านั้นได้เลย ซึ่งวิธีการนี้ จะมาในรูปแบบของการถามตอบ โดยที่ท่านได้ถามพวกเขา แล้วพวกเขาก็ตอบ และจากการที่ได้พินิจเนื้อหาในสูเราะฮฺนี้ เราจะพบว่ามีการใช้คำว่า (قُلْ ) “จงกล่าวเถิด โอ้ มุหัมมัด” อย่างมากมาย ซึ่งปรากฏในสูเราะฮฺนี้มากถึง 42 ครั้ง และเช่นนี้เอง ที่เนื้อหาของสูเราะฮฺอันมีเกียรตินี้ ได้นำเสนอ เพื่อเป็นการสนทนาโต้ตอบกับชาวมุชริกีน และทำให้พวกเขายุติการโต้เถียง ด้วยหลักฐานที่กระจ่างแจ้ง และข้อโต้แย้งที่เด็ดขาด อันทำให้ความมดเท็จ ได้แตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ

2  3

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม