Custom Search

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

หนึ่งบททบทวน กับสูเราะฮฺ อัล-มาอูน

ดร.อะมีน บิน อับดุลลอฮฺ อัช-ชะกอวีย์

มวลการสรรเสริญ เป็นสิทธิ์ของพระองค์อัลลอฮฺ พระผู้อภิบาลแห่งสากลจักรวาล ขอความสุขความจำเริญ และความสันติ จงประสบแด่ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ตลอดจนวงศ์วาน และมิตรสหายของท่านโดยทั่วกัน ฉันขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียว ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ และฉันขอปฏิญาณว่า มุหัมมัด เป็นบ่าวของพระองค์อัลลอฮฺ และเป็นศาสนทูตของพระองค์

สูเราะฮฺหนึ่งจากสูเราะฮฺทั้งหลาย ของอัลกุรอาน ที่เราได้ยินได้ฟังกันอยู่บ่อยๆ และจำเป็นที่เราจะต้องพิจารณา ใคร่ครวญ ในความหมาย ก็คือสูเราะฮฺอัล-มาอ ูน

อัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา ตรัสความว่า “เจ้าเห็นผู้ที่ปฏิเสธการตอบแทนแล้วมิใช่หรือ (1) นั่นก็คือผู้ที่ขับไล่เด็กกำพร้า (2) และไม่สนับสนุนให้อาหารแก่ผู้ขัดสน (3) ดังนั้น ความหายนะ จงมีแด่บรรดาผู้ทำละหมาด (4) ผู้ซึ่งพวกเขาละเลย ต่อการละหมาดของพวกเขา (5) ผู้ซึ่งพวกเขาโอ้อวดกัน (6) (และพวกเขาหวงแหนเครื่องใช้เล็กๆ น้อยๆ (7)” (อัล-มาอูน 1-6)

คำตรัสของพระองค์อายะฮฺแรก

ความว่า “เจ้าเห็นผู้ที่ปฏิเสธการตอบแทนแล้วมิใช่หรือ”

คือ โอ้มุหัมมัด เจ้าเห็นผู้ที่ไม่ศรัทธาต่อการตอบแทน ไม่เชื่อในรางวัลและการลงโทษ แล้วใช่หรือไม่ ..บางคนกล่าวว่า เป็นคำสื่อสารถึงทุกคนทั่วไป ที่อ่านอายะฮฺไม่ใช่เฉพาะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และบรรดาผู้ไม่ศรัทธา ก็คือบรรดาผู้ที่ผู้ที่ปฏิเสธการฟื้นคืนชีพ

ความว่า “และพวกเขาเคยกล่าวว่า เมื่อเราตายไปแล้ว และเราได้กลายเป็นดินผง และกระดูกป่น เราจะถูกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นอีก กระนั้นหรือ” (อัล-วากิอะฮฺ 47)

และมีบางคนจากบรรดาผู้ปฏิเสธกล่าว ความว่า “เขากล่าวว่า “ใครเล่าจะให้กระดูกมีชีวิตขึ้นมาอีก ในเมื่อมันเป็นผุยผงไปแล้ว” (ยาสีน 78)

คำตรัสของพระองค์อายะฮที่สอง

ความว่นั่นก็คือผู้ที่ขับไล่เด็กกำพร้า

คือ ผู้ที่บังคับ ขู่เข็ญ ละเมิดต่อสิทธิ ไม่ให้อาหาร และไม่ปฏิบัติดีต่อเด็กกำพร้า และเด็กกำพร้า คือผู้ที่พ่อของเขาเสียชีวิต และเขายังเป็นผู้ที่ยังไม่บรรลุศาสนภาวะ ไม่ว่าจะเป็นเด็กชายหรือหญิงก็ตาม 

คำตรัสของพระองค์อายะฮฺที่สาม

ความว่า และไม่สนับสนุนให้อาหารแก่ผู้ขัดสน

คือ ผู้ที่ไม่ช่วยเหลือให้อาหารคนขัดสน เนื่องด้วยความตระหนี่ถี่เหนียวของเขา หรือเนื่องด้วยการปฏิเสธ การตอบแทน ในโลกหน้าของเขา ดังที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา  ตรัส ความว่มิใช่เช่นนั้นดอก แต่ทว่าพวกเจ้า มิได้ให้เกียรติแก่เด็กกำพร้า*และพวกเจ้ามิได้ส่งเสริมกัน ในการให้อาหารแก่คนยากจนขัดสน (อัลฟัจญ์รฺ 17-18)

คำตรัสของพระองค์อายะฮฺที่สี่ และห้า

ความว่า ดังนั้น ความหายนะ จงมีแด่บรรดาผู้ทำละหมาด ผู้ซึ่งพวกเขาละเลย ต่อการละหมาด ของพวกเขา

ความหายนะ ความวิบัติ คือ การลงโทษนั้นจะประสบแก่พวกเขา นักตัฟสีรบางคน ได้กล่าวว่า พวกเขาคือบรรดาผู้ที่ทำการละหมาดล่าช้า พวกเขาจะละหมาด เมื่อเวลาได้ผ่านล่วง และหมดเวลาละหมาดนั้นๆ ไปแล้ว

ท่านอบูยะอฺลา ได้รายงานในหนังสือมุสนัดของท่าน จากหะดีษมุศอับ บิน สะอัด จาก -พ่อของเขา- สะอัด บิน อบีวักกอศ ได้กล่าวว่า ฉันได้กล่าวแก่พ่อของฉันว่า “โอ้คุณพ่อ ท่านเห็นดำรัสของอัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา อายะฮฺนี้ หรือไม่

ความว่า “ผู้ซึ่งพวกเขาละเลย ต่อการละหมาดของพวกเขา

แล้วใครในหมู่พวกเราบ้างล่ะ ที่จะไม่หลงลืม” คุณพ่อก็ตอบว่า “ไม่ใช่เช่นนั้นลูกเอ๋ย แต่ทว่า คือการทำให้เวลาล่วงเลย เพิกเฉยต่อเวลาละหมาด จนกระทั่งหมดเวลาไป” (เล่ม1/336 หะดีษที่700), (และอัล-มุนซิรียฺกล่าวไว้ ในหนังสืออัต-ตัรฆีบวัต-ตัรฮีบ เล่ม1/441 สายรายงานหะซัน)

อัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา ตรัสความว่า แล้วชนรุ่นชั่ว ก็ได้สืบต่อมาภายหลังจากพวกเขา พวกเขาได้ทิ้งละหมาด และปฏิบัติตามความใคร่ ต่อมาพวกเขาก็จะประสบความหายนะ (มัรยัม 59)

บางคนได้กล่าวว่า พวกเขาคือบรรดาผู้ที่ละทิ้งละหมาด ไม่ยอมทำการละหมาด มีรายงานว่า ท่านอิบนุอับบาส ได้กล่าวว่า พวกเขาคือพวกมุนาฟิกีน (พวกสับปลับ หน้าไหว้หลังหลอก เบื้องหน้าปฏิบัติตนเป็นมุสลิม เบื้องหลังเป็นผู้ปฏิเสธ) พวกเขาจะละทิ้งละหมาด เมื่ออยู่ลับตาคน (เมื่อไม่มีคนเห็น) และจะทำการละหมาด เมื่อยู่ในที่เปิดเผย (ทำอย่างโอ้อวด) (ตัฟสีรอิบนุกะษีร เล่ม4/557)

อิบนุกะษีร กล่าวว่า คือบรรดาผู้ที่ทำการละหมาดล่าช้า อยู่เป็นประจำ หรือบ่อยๆ หรืออาจกล่าวได้ว่า คือผู้ที่บกพร่องในการทำละหมาด บกพร่องต่อรุก่น เงื่อนไขของการละหมาด ทำการละหมาด อย่างไม่สมบูรณ์ตามแบบบัญญัติ หรือบกพร่องในการคุชัวอฺ และการพิจารณาความหมาย ของคำต่างๆ ในการละหมาด  และอายะฮฺนี้ ก็รวมทุกลักษณะที่กล่าวมาไว้ทั้งหมด และผู้ใดที่มีลักษณะหนึ่งลักษณะใด จากลักษณะที่กล่าวมา เขาก็รับเศษเสี้ยวหนึ่งของอายะฮฺนี้ และใครที่มีลักษณะดังกล่าวทั้งหมด เขาก็รับอายะฮฺนี้ไปเต็มๆ และเป็นมุนาฟิก ในทางปฏิบัติอย่างสมบูรณ์แบบ ดังหะดีษในเศาะหีหฺมุสลิม จากอนัส บินมาลิก แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า:

«تِلْكَ صَلاَةُ الْمُنَافِقِ ، يَجْلِسُ يَرْقُبُ الشَّمْسَ حَتَّى إِذَا كَانَتْ بَيْنَ قَرْنَيِ الشَّيْطَانِ ، قَامَ فَنَقَرَهَا أَرْبَعًا ، لاَ يَذْكُرُ اللَّهَ فِيهَا إِلاَّ قَلِيلاً»

ความว่า นั่นคือการละหมาดของมุนาฟิก (ละหมาดอัศรฺล่าช้า โดยไม่มีสาเหตุ) เขาจะนั่งรอดวงอาทิตย์ จนกระทั่งดวงอาทิตย์ อยู่ระหว่างเขาทั้งสองของชัยฏอน (เวลาดวงอาทิตย์กำลังตก หรือกำลังขึ้น แสดงให้เห็นว่า เขาจะรอคอยจนกระทั่งใกล้หมดเวลา และเวลานี้ เป็นเวลาที่พวกกุฟฟาร ทำการสุญูดต่อดวงอาทิตย์ – ผู้แปล) เขาก็ลุกขึ้น แล้วก็ผงกๆ จิกๆ สี่ครั้ง (ละหมาดอัศรฺ 4 ร็อกอะฮฺ อย่างเร่งรีบแบบนกจิก – ผู้แปล) โดยไม่รำลึกถึงอัลลอฮ ฺยกเว้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น (มุสลิม หน้า 246/ หะดีษที่ 266)

คือเวลาที่ไม่ชอบให้ทำการละหมาด (ขณะดวงอาทิตย์ขึ้น และตก) พวกเขาจะยืนขึ้นทำการละหมาด และจิกๆ แบบนกกา ไม่สงบนิ่ง ไม่ยำเกรง (ไม่มีเฏาะมะอ์นีนะฮฺ และไม่มีคุชัวอฺ) มีการรำลึกถึงอัลลอฮฺ ในละหมาดนั้น แค่เพียงน้อยนิด เหตุที่พวกเขาทำการยืนละหมาด ก็เพียงเพราะจะให้มนุษย์เห็นเท่านั้น ไม่ใช่เพราะหวังความเมตตา โปรดปรานใดๆจากอัลลอฮฺ และการละหมาดเช่นนั้น ก็มีค่าเท่ากับการไม่ละหมาดเลย โดยสิ้นเชิง อัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา  ตรัสความว่า แท้จริงบรรดามุนาฟิกนั้น กำลังหลอกลวงอัลลอฮฺอยู่ ขณะเดียวกัน พระองค์ ก็ทรงหลอกลวงพวกเขา และเมื่อพวกเขาลุกขึ้นไปละหมาด พวกเขาก็ลุกขึ้นในสภาพเกียจคร้าน โดยให้ผู้คนเห็นเท่านั้น และพวกเขาจะไม่กล่าวรำลึกพึงอัลลอฮฺ นอกจากเล็กน้อยเท่านั้น (อัน-นิสาอ์ 142)

และพระองค์ตรัสในสูเราะฮฺนี้ ความว่า ผู้ซึ่งพวกเขาโอ้อวดกัน

ถัดไป

หน้าหลัก

กันยายน 17, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม