Custom Search

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

การลงโทษเชิงตักเตือนและสั่งสอน (อัต-ตะอฺซีร)

มุหัมมัด บิน อิบรอฮีม อัตตุวัยญิรีย์

อัตตะอฺซีร  หมายถึง  การลงโทษต่อผู้ที่ฝ่าฝืนโดยไม่มีบทกำหนดอย่างแน่นอน  ไม่มีการกำหนดโทษ  ไม่ใช่การชดใช้ชีวิต (กิศอศ)  และไม่ใช่การชดเชย (กัฟฟาเราะฮฺ)

การลงโทษต่อผู้กระทำผิดมี 3 ประเภท  ดังต่อไปนี้

1.  การฝ่าฝืน ที่ถูกกำหนดจำนวนของบทลงโทษ  เช่น  การผิดประเวณี  การลักขโมย  การฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  ลักษณะความผิดที่กล่าวมา ไม่มีค่าชดเชย และไม่มีการตักเตือน
2.  การฝ่าฝืน ที่ต้องจ่ายค่าชดใช้ แต่ไม่กำหนดบทลงโทษ  เช่น  การร่วมประเวณี ขณะที่ครองเอี๊ยะรอม หรือในตอนกลางวัน ของเดือนเราะมะฎอน  และการฆ่าโดยไม่ได้เจตนา
3.  การฝ่าฝืน ที่ไม่มีบทลงโทษ และไม่มีการชดใช้  ดังนั้น ลักษณะนี้ การลงโทษ คือการตักเตือนสั่งสอน

วิทยปัญญาที่มีบทบัญญัติ ให้มีการลงโทษแบบตักเตือน

อัลลอฮฺได้ทรงกำหนดบทการลงโทษ โดยระบุบทกำหนดอย่างแน่นอน ไม่มีการเพิ่ม  ไม่มีการลดหย่อน จากอาชญากรรมที่ได้กระทำขึ้น ซึ่งเพื่อเป็นมาตรฐานแก่ประชาชาติ เป็นการปกปักษ์รักษาศาสนา  เลือดเนื้อชีวิต  ทรัพย์สินสมบัติ  เกียรติยศศักดิ์ศรี  และสติปัญญา  ด้วยเหตุดังกล่าว บทบัญญัติจึงได้กำหนดบทลงโทษ เพื่อเป็นการห้ามปราม  นับเป็นหัวใจสำคัญที่ประชาชาติ ไม่สามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้ นอกจากด้วยการรักษาความจำเป็นทั้งห้าด้าน โดยการดำรงไว้ซึ่งบทลงโทษต่างๆ ที่อัลลอฮฺกำหนด บทการลงโทษที่กล่าวมานี้ มีเงื่อนไขและข้อปฏิบัติต่างๆ  บางกรณีมีเงื่อนไขไม่ครบถ้วน บทการลงโทษที่ถูกกำหนด ก็จะเปลี่ยนไปเป็นบทลงโทษ ที่ไม่ถูกกำหนดตามการพิจารณา หรือตีความของผู้นำ (อิมาม)  ซึ่งเรียกว่า  การตักเตือนหรือสั่งสอน  (อัตตะอฺซีร)

บทบัญญัติว่าด้วยการตักเตือน หรือสั่งสอน (อัตตะอฺซีร)

นับเป็นความจำเป็น ต่อผู้ที่กระทำผิด ที่ไม่ถึงขั้นได้รับบทลงโทษ หรือต้องจ่ายชดใช้  ไม่ว่าการกระทำผิดนั้น เกิดจากการละเมิดข้อห้าม หรือละเลยต่อข้อบังคับ  อาทิเช่น  การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง (อิสติมตาอฺ) ซึ่งไม่มีการกำหนดโทษ  การลักขโมยที่ไม่ถึงขั้นต้องตัดมือ  การประทุษร้าย ที่ไม่ถึงขั้นต้องชดใช้ด้วยชีวิต  การมีสัมพันธ์สวาทระหว่างผู้หญิงกับผู้หญิง  การใส่ร้ายผู้อื่น นอกจากการใส่ร้ายว่าด้วยกระทำผิดประเวณี  ฯลฯ  หรือการเมินเฉย ต่อการทำหน้าที่ ทั้งที่มีความสามารถ  อาทิเช่น  การชดใช้หนี้สิน  การคืนของฝาก  การคืนของที่ปล้นชิงเขามา  การคืนสิ่งของที่อธรรมเขามา  ฯลฯ  และผู้ที่ได้ทำการฝ่าฝืน ซึ่งไม่ขั้นที่มีการกำหนดโทษ ต่อจากนั้นเขาได้สารภาพผิด  เสียใจต่อเหตุการณ์ที่ผ่านมา  ก็ไม่จำเป็นต้องตักเตือนหรือสั่งสอน

ประเภทของการตักเตือนหรือสั่งสอน (อัตตะอฺซีร)

การตักเตือนหรือสั่งสอนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

1.  การตักเตือนที่เป็นการลงโทษ และอบรมสั่งสอน  เช่น  พ่ออบรมสั่งสอนลูก  สามีอบรมสั่งสอนภรรยา  เจ้านายอบรมสั่งสอนคนรับใช้  ในความผิด ที่ไม่ได้ฝ่าฝืนบทบัญญัติ  กรณีเช่นนี้ไม่อนุญาตให้เฆี่ยนตีเกิน 10 ครั้ง  เนื่องจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม  กล่าวว่า

«لا تَـجْلِدُوا فَوْقَ عَشْرَةِ أَسْوَاطٍ إلا فِي حَدٍّ مِنْ حُدُودِ الله ٬»

ความหมาย  “ท่านทั้งหลายอย่าได้เฆี่ยนตี เกินจำนวน 10 ครั้ง ยกเว้นในกรณีที่ลงโทษหนึ่งโทษใด จากบทลงโทษของอัลลอฮฺ”  (บันทึกโดยอัลบุคอรียฺ หมายเลขหะดีษ 6850 สำนวนหะดีษเป็นของท่าน และมุสลิม หมายเลขหะดีษ 1708)

2.  การตักเตือน เนื่องจากการกระทำฝ่าฝืน  ในกรณีนี้ เป็นที่อนุญาต ให้เพิ่มจำนวนการลงโทษ ตามที่ผู้ปกครองเห็นว่าสมควร และตามความจำเป็น  โดยพิจารณาจากน้ำหนักการฝ่าฝืนมาก หรือน้อยย เพราะไม่มีบทลงโทษที่กำหนดตายตัว  ส่วนกรณีที่การฝ่าฝืน มีการระบุจำนวนบทลงโทษไว้  เช่น  การผิดประเวณี  การลักขโมย  เป็นต้น  กรณีเช่นนี้ ไม่ต้องมีการตักเตือนหรือสั่งสอน

ชนิดของการตักเตือนหรือสั่งสอน

การตักเตือนหรือสั่งสอน มีการลงโทษหลายรูปแบบ โดยเริ่มด้วยการตักเตือน  ชี้แนะ  คว่ำบาตร (ทอดทิ้ง)  ตำหนิ  ข่มขู่  คาดโทษ  หรือถอดถอนจากตำแหน่ง  และลงท้ายด้วยโทษสถานหนัก  เช่น กักขัง  เฆี่ยนตี  และบางทีถึงขั้นต้องฆ่า เพื่อเป็นการสั่งสอน เมื่อเห็นว่าเป็นประโยชน์โดยภาพรวม  เช่น การฆ่าสายลับ  ผู้ทำบิดอะฮฺ  และผู้ที่ก่อความผิดร้ายแรง  หรือบางครั้งการสั่งสอน โดยการประจาน  ปรับเงิน  หรือเนรเทศ

การลงโทษแบบสั่งสอน

การลงโทษแบบสั่งสอนนั้น ไม่ถูกระบุตายตัว   สำหรับผู้ปกครอง (หากิม) มีสิทธิเลือกการลงโทษ ที่เห็นว่าเหมาะกับผู้กระทำความผิด ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว  โดยมีเงื่อนไขว่า ไม่ได้ออกไปจากสิ่งที่อัลลอฮฺ ทรงใช้หรือสิ่งที่อัลลอฮฺทรงห้าม  โดยดังกล่าว จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสถานที่  วันเวลา  บุคคล  ความผิด  และสภาพการณ์

การไถ่โทษ (กัฟฟาเราะฮฺ) ของคนที่จูบผู้หญิงอื่น ที่ไม่อนุญาตแก่เขา และเขาได้เสียใจ
จากอิบนิมัสอูด  กล่าวว่า  

ความหมาย  แท้จริงชายคนหนึ่ง ได้จูบผู้หญิงคนหนึ่ง และเขามาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม  และได้บอกเรื่องราวกับท่าน  ดังนั้น อัลลอฮฺได้ประทานอัลกุรอานลงมา ความว่า  “และเจ้าจงดำรงไว้ซึ่งการละหมาด ตามปลายช่วงทั้งสองของกลางวัน และยามต้นจากกลางคืน  แท้จริงความดีทั้งหลาย ย่อมลบล้างความชั่วทั้งหลาย  นั่นคือข้อเตือนสำหรับบรรดาผู้ที่รำลึก”  (ฮูด : 114 )  ชายคนนั้นก็กล่าวว่า :  โอ้ท่านรอสูลุลลอฮฺ ดังกล่าว หมายรวมถึงฉันด้วยใช่ไหม?  ท่านตอบว่า  “หมายรวมถึงทุกคน ที่เป็นประชาชาติของฉัน (บันทึกโดยอัลบุคอรียฺ หมายเลขหะดีษ 526 สำนวนหะดีษเป็นของท่าน และมุสลิม หมายเลขหะดีษ 2763 )  

แปลโดย : ยูซุฟ อบูบักรฺ
ผู้ตรวจทาน : ฟัยซอล อับดุลฮาดี


IslamHouse.com

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม