Custom Search

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

มาเข้าใจพระนามของอัลลอฮฺ “อัล-หะกีม” กันเถิด

ดร.อะมีน บิน อับดุลลอฮฺ อัช-ชะกอวีย์

อัลลอฮฺได้ตรัสในสูเราะฮฺอัล-อะอฺรอฟ  โองการที่  180  ความว่า “อัลลอฮฺทรงมีพระนามอันวิจิตรยิ่ง ดังนั้น พวกเจ้าจงวิงวอนขอต่อพระองค์ ด้วยพระนามเหล่านั้นเถิด  และพวกเจ้าจงเลี่ยง จากบรรดาผู้ที่เบี่ยงเบนพระนามของพระองค์  แล้วพวกเขาจะได้รับการตอบแทน จากสิ่งที่พวกเขาปฏิบัติ“ (อัล- อะอฺรอฟ  : 180)

มีรายงานจากอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เล่าว่า  ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

«إِنَّ لِلَّهِ تِسْعَةً وَتِسْعِينَ اسْمًا، مِائَةً إِلَّا وَاحِدًا مَنْ أَحْصَاهَا دَخَلَ الْجَنَّةَ» رواه البخاري ومسلم

ความว่า “แท้จริง สำหรับอัลลอฮฺนั้น มีพระนามอยู่ 99 พระนาม คือ 100 พระนาม เว้นเพียงแค่พระนามเดียวเท่านั้น ใครก็ตามที่เขาได้ท่องจำ เข้าใจ และปฏิบัติตามพระนามเหล่านั้น  แน่นอนเขาจะได้เข้าสวรรค์ “ (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ หมายเลขหะดีษ: 2736 และมุสลิม หมายเลขหะดีษ 4835 )

และพระนามหนึ่งของอัลลอฮฺ ที่มีกล่าวไว้ในอัลกุรอานจากหลายๆ พระนามของพระองค์ คือ อัล-หะกีม 

อิบนุ กะษีรฺ อธิบายว่า “อัล-หะกีม หมายถึง อัลลอฮฺทรงมีปรีชาญาณ ทั้งในถ้อยพระดำรัส และสิ่งที่พระองค์ทำ พระองค์ได้จัดวางทุกสิ่ง ได้อย่างเหมาะสม ด้วยความปรีชาญาณ และด้วยความยุติธรรมยิ่ง” (ตัฟซีร อิบนิ กะษีรฺ เล่ม 1 หน้า 184)

อนึ่ง คำว่า อัล-หะกีม  มีความหมายสองนัย คือ

ความหมายที่หนึ่ง  อัลลอฮฺทรงเป็นผู้พิพากษาอย่างเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียวในจักรวาลนี้ 

  1. อัลลอฮฺทรงกำหนดทุกสิ่งทุกอย่าง แก่ปวงบ่าวให้เป็นไป ตามความประสงค์ของพระองค์ 
  2. ทรงตัดสินในข้อพิพาท ระหว่างปวงบ่าวด้วยศาสนา และบัญญัติกฎหมายของพระองค์ 
  3. และจะทรงตอบแทนภาคผลบุญ แก่ปวงบ่าวในวันกิยามะฮฺ ด้วยความเมตตาและยุติธรรมยิ่ง ดังนั้น จึงมิบังควรแก่ปวงบ่าว ที่จะนำกฎระเบียบ และกฎหมายใดๆ มาบังคับใช้ อื่นจากกฎหมายของอัลลอฮฺ

 
ความว่า “พวกเขาปรารถนากฎหมาย ของญาฮิลียะฮฺอีก กระนั้นหรือ ทั้งที่กฏหมายของอัลลอฮฺ ดีกว่าสำหรับบรรดาผู้ที่มั่นใจ” (อัล-มาอิดะฮฺ : 50)

ความว่า “พวกเจ้าจงตัดสิน ในข้อพิพาทระหว่างกัน ด้วยกฎหมายของอัลลอฮฺเถิด นั่นแหละคืออัลลอฮฺ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าของฉัน  ซึ่งฉันมอบหมาย และพึ่งพิงพระองค์” (อัช-ชูรอ : 10)

ความหมายที่สอง คือ อัลลอฮฺเป็นผู้ทรงปรีชาญาณยิ่ง  (ซุล หิกมะฮฺ ) 

อัล-หิกมะฮฺ หมายถึง การจัดวางสิ่งต่างๆ ไว้ได้อย่างเหมาะสม สมดุลยิ่ง ดังนั้น กฎเกณฑ์ต่างๆ ของอัลลอฮฺทั้งหมด มีความเป็นธรรม และมีความสมดุลยิ่ง พระองค์จึงได้มีข้อใช้ และข้อห้าม มีการตอบแทนในความดี และลงโทษในความชั่ว ซึ่งล้วนแล้วจะต้องมีเหตุผลทั้งสิ้น

ความว่า “พวกเจ้าคิดหรือว่า เราสร้างพวกเจ้ามาโดยไร้เป้าหมาย โดยที่พวกเจ้าจะไม่กลับมายังเรา อัลลอฮฺทรงสูงส่งยิ่ง (จากคำกล่าวอ้างเช่นนั้น) ผู้ทรงปกครอง และทรงสัจจริงยิ่งนัก ไม่มีพระเจ้าอื่นใด ที่ควรแก่การภักดี นอกจากอัลลอฮฺองค์เดียว ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้าแห่งบัลลังค์อันทรงเกียรติ” (อัล-มุอ์มินูน : 115-116)

ความว่า “และเราไม่ได้สร้างชั้นฟ้า แผ่นดิน และทุกสิ่งทุกอย่างมาอย่างไร้เหตุผล นั่นเป็นความคาดเดาของบรรดาผู้ปฏิเสธ  ดังนั้น บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา จะได้รับความวิบัติแห่งไฟนรก เป็นสิ่งตอบแทน” (ศอด : 27) 

(ดู อัฎ-ฎิยาอุล ลามิอฺ มินัล คุเฏาะบิล ญะวามิอฺ :1/ 86-87)
       
อนึ่ง คำว่า “ อัล-หะกีม” มีปรากฏในอัลกุรอาน มากกว่า 90 ครั้ง ส่วนใหญ่จะมาคู่กับ “อัล-อะซีซ” และ ”อัล-อะลีม” ซึ่งหมายความว่า ความปรีชาสามารถของอัลลอฮฺ เกิดมาจากอำนาจ และความรอบรู้ที่สมบูรณ์แบบ

ความว่า “และไม่มีการช่วยเหลือใดๆ เว้นแต่ย่อมต้องมาจากอัลลอฮฺ ผู้ทรงเดชานุภาพ และทรงปรีชาญาณยิ่งเท่านั้น” (อาล อิมรอน   126)

ความว่า “เราจะยกฐานะ แก่ผู้ที่เราประสงค์ขึ้นหลายชั้น แท้จริงพระเจ้าของเจ้า เป็นผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงรอบรู้ยิ่ง” (อัล-อันอาม : 83)

ผลที่ได้รับจากการศรัทธา ต่อพระนามอัล-หะกีม

1- แท้จริง บทบัญญัติแห่งอิสลาม มาจากอัลลอฮฺ ผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงรอบรู้ยิ่ง บัญญัติกฎหมายของพระองค์มีมา เพื่อให้มนุษยชาติได้มีชีวิตที่ดีมีสุข ไม่มีกฎหมายใดในโลกใบนี้ ที่จะให้ความยุติธรรม ยิ่งไปกว่ากฎหมายของอัลลอฮฺ แก่ผู้ที่เข้าใจ ศรัทธา และเชื่อมั่น ซึ่งเขารู้ดีว่าอัลลอฮฺ เป็นผู้ตัดสินที่ดีที่สุด

ความว่า “มิใช่อัลลอฮฺดอกหรือ ที่เป็นผู้ตัดสินที่ดีเยี่ยม ในบรรดาผู้ตัดสินทั้งหลาย” (อัต-ตีน : 8)

ความว่า ”ดังนั้น จงอดทนเถิด จนกว่าอัลลอฮฺจะทรงชี้ขาดระหว่างเรา และพระองค์นั้น คือผู้ที่ดีเยี่ยมในหมู่ผู้ชี้ขาดทั้งหลาย” (อัล-อะอฺรอฟ : 87)

ความว่า “พระองค์ทรงเป็นผู้แต่งตั้งเราะสูล (ศาสนทูต) ขึ้นคนหนึ่ง ในหมู่ผู้ไม่รู้จักหนังสือ จากพวกเขาเอง เพื่อสาธยายโองการต่างๆ ของพระองค์แก่พวกเขา และขัดเกลาให้พวกเขาผุดผ่อง และได้สอนคัมภีร์และหิกมะฮฺ (ความรู้อันเป็นสุนนะฮฺ) แก่พวกเขา และแม้ว่าแต่ก่อนนี้ พวกเขาอยู่ในการหลงผิด อย่างชัดแจ้ง ก็ตาม” (อัล-ญุมุอะฮฺ : 2)

2. การลิขิต และการกำหนดความดี ความชั่วของอัลลอฮฺ รวมถึงการบริหารจัดการแก่ปวงบ่าว มีความปรีชาญาณ และเหตุผล ที่สมบูรณ์ยิ่งนัก

ความว่า “(ทั้งๆ ที่อัลกุรอานนี้) มีวิทยปัญญาอย่างลึกซึ้ง แต่การตักเตือนนั้น ไม่บังเกิดผล (แก่พวกเขา เนื่องจากพวกเขาผินหลังให้ และปฏิเสธ)” (อัล-เกาะมัรฺ : 5)
               
อิบนุล ก็อยยิมกล่าวว่า ”การกำหนดความดีและความชั่ว การภักดีและการฝ่าฝืน ที่อัลลอฮฺทรงกำหนดนั้น มีวิทยปัญญายิ่งนัก  เกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจได ้อย่างลึกซึ้ง หรือที่จะพูดได้อย่างละเอียด” (มะดาริญุสสาลิกีน : 1/ 439)
               
3. คำดำรัสของอัลลอฮฺ เต็มเปี่ยมไปด้วยวิทยปัญญา และรัดกุมยิ่ง ไม่มีคำพูดใดที่จะรัดกุม ไปกว่าคำดำรัสของอัลลอฮฺ  ได้มีบอกกล่าวถึงคุณลักษณะดังกล่าว ไว้ในอัลกุรอานถึงแปดโองการด้วยกัน อาทิเช่น

ความว่า “อลิฟ ลาม รออ์ นี่คือคัมภีร์ที่มีโองการรัดกุมชัดเจน และได้ถูกแจกแจง โดยผู้ทรงมีความปรีชาสามารถ ผู้ทรงรอบรู้ยิ่ง” (ฮูด : 1)

ความว่า “ยาสีน ขอสาบานด้วยอัลกุรอาน ที่มีคำสั่งอันรัดกุม”  (ยาสีน :1-2)

ดังนั้น เราจะพบว่าอัลกุรอานนี้

-  มีสำนวนที่สละสลวยมากและรัดกุมมาก
-  มีบัญญัติกฎหมายที่รัดกุมและครอบคลุม
-  มีการใช้และห้ามได้อย่างรัดกุมและรอบคอบ
-  มีเรื่องราว เรื่องเล่าและข่าวคราวที่ถูกต้องรัดกุม
-  และมีเนื้อหาที่รัดกุมในทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง

4. อัลลอฮฺจะให้วิทยปัญญา (อัล-หิกมะฮฺ) แก่ผู้ใดที่พระองค์ประสงค์

ความว่า “อัลลอฮฺจะให้วิทยปัญญา (อัล-หิกมะฮฺ) แก่ผู้ใดที่พระองค์ประสงค์ และผู้ใดที่ได้รับวิทยปัญญา แน่นอน เขาย่อมได้รับความดี อันมากมาย และไม่มีผู้ใด ที่ได้รับบทเรียน เว้นแต่เหล่าผู้มีสติปัญญาเท่านั้น” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 269)

นักอรรถาธิบายอัลกุรอาน ได้ชี้แจงคำว่า อัล-หิกมะฮฺ ด้วยนัยที่หลากหลาย เช่น บางท่าน ให้ความหมายว่า ”อัลลอฮฺจะให้ผู้หนึ่ง ได้พูดอย่างถูกต้อง (ถูกกาลเทศะ) และกระทำการใดๆ ด้วยความถูกต้อง ใครที่ได้รับประการดังกล่าว จากอัลลอฮฺ นั่นแสดงว่าเขาได้รับความดีงามอันมากมาย”

อัลลอฮฺได้กล่าว แก่ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม

ความว่า “และอัลลอฮฺได้ประทานคัมภีร์ลงมาและอัล-หิกมะฮ ฺ(คือสุนนะฮฺ ที่อธิบายความเข้าใจ ในบทบัญญัติแห่งคัมภีร์นั้นด้วย) และได้สอนเจ้า ในสิ่งที่เจ้าไม่เคยรู้มาก่อน และความกรุณาของอัลลอฮฺ ที่มีแก่เจ้านั้นใหญ่หลวงนัก”  (อัน-นิสาอ์ : 113)

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

«لَا حَسَدَ إِلَّا فِي اثْنَتَيْنِ، رَجُلٌ آتَاهُ اللَّهُ مَالًا فَسُلِّطَ عَلَى هَلَكَتِهِ فِي الْحَقِّ، وَرَجُلٌ آتَاهُ اللَّهُ الْحِكْمَةَ فَهُوَ يَقْضِي بِهَا وَيُعَلِّمُهَا» رواه البخاري ومسلم

ความว่า “อย่าได้อิจฉาริษยากัน นอกจากในสองเรื่องต่อไปนี้ หนึ่ง ผู้ที่อัลลอฮฺได้ให้เขามีทรัพย์สิน และได้ใช้จ่ายไปในหนทางแห่งความดี สอง ผู้มีความรู้ (วิทยปัญญา) ที่ได้ปฏิบัติตามความรู้ที่ตนมี และได้สอนแก่ผู้อื่น” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์  40/73 และมุสลิม 317 /816)

5. สิ่งที่อัลลอฮฺสร้างมาทั้งหมด มีความมั่นคงแข็งแรง ไร้ความบกพร่องใดๆ ทั้งสิ้น

ความว่า “และเจ้าจะเห็นขุนเขาทั้งหลาย ที่เจ้าจะคิดว่ามันติดแน่นอยู่กับที่ แต่มันล่องลอยไปเช่นการล่องลอยของเมฆ (นั่นคือ) การงานของอัลลอฮฺ ซึ่งพระองค์ทรงทำทุกสิ่งอย่างเรียบร้อย แท้จริง พระองค์เป็นผู้ทรงตระหนักยิ่ง ในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ” (อัล-นัมลฺ : 88)

ความว่า “ผู้ซึ่งสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง ด้วยความสวยงามยิ่ง และได้สร้างมนุษย์ผู้เริ่มแรก ขึ้นมาจากดิน” (อัส-สะญะดะฮฺ 7 : )

6. อัลลอฮฺได้สร้างทุกสิ่งทุกอย่างมา ด้วยเหตุผลที่สำคัญยิ่ง นั่นคือ เพื่อนอบน้อมภักดีต่อพระองค์

ความว่า “ข้ามิได้สร้างญิน และมนุษย์มาเพื่ออื่นใด  เว้นแต่เพื่อให้เคารพภักดีต่อข้า ข้าไม่ต้องการปัจจัยยังชีพจากพวกเขา และข้าก็ไม่ต้องการให้พวกเขา ให้อาหารแก่ข้า แท้จริง อัลลอฮฺ คือผู้ประทานปัจจัยยังชีพ อันมากหลาย ผู้ทรงพลัง ผู้ทรงมั่นคง”  (อัซ-ซาริยาต : 56- 58)
               
7. มิเป็นการสมควร ที่เราจะตั้งชื่อเรียกตนเองว่า อบุล หะกัม ดังมีปรากฏหะดีษฮานิอ์ บิน ยะซีด เล่าว่า ท่านพร้อมกับพรรคพวกของท่าน ได้เข้าหาท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม  โดยที่พรรคพวกเรียกตัวท่านว่า “อบุล หะกัม” ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงได้เรียกเขามาพบแล้วบอกว่า “อัลลอฮฺเป็นผู้ตัดสิน แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น การตัดสินทั้งหมด ขึ้นอยู่กับพระองค์ ดังนั้น เจ้าอย่าได้ตั้งชื่อว่า อบุล หะกัม” ฮานิอ์ กล่าวตอบว่าที่เป็นเช่นนี้ เพราะว่าเมื่อกลุ่มชนของฉัน มีข้อพิพาทระหว่างกัน พวกเขาจะพากันมาหาฉัน เพื่อตัดสิน เมื่อฉันตัดสินไปแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะมีความพอใจอย่างยิ่ง” ท่านเราะสูลกล่าวว่า “อะไรมันจะช่างดีขนาดนี้ แล้วเจ้ามีลูกชายหรือเปล่า ?” ฮานิอ์ ตอบว่าฉันมีลูกชายสามคน คือ ชุร็อยหฺ  มุสลิม และอับดุลลอฮฺ” ท่านเราะสูลถามว่า “แล้วใครเป็นคนโต?” ฮานิอ์ตอบว่าชุร็อยหฺ” ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงกล่าวว่า “ดังนั้น เจ้าก็คือ อบู ชุร็อยหฺ (แทนชื่อเดิม อบุล หะกัม)” (บันทึกโดยอบูดาวูด 536 : 4955) (ดูเพิ่มเติมในหนังสือ อัล-มันฮะญุล อัสมา ฟี ชัรหิ อัสมาอิลลาฮิล หุสนา 1/241- 257)

      والحمد لله رب العالمين ، وصلى الله وسلم على نبينا محمد وعلى آله وصحبه أجمعين .

แปลโดย : อับดุศศอมัด อัดนาน
ผู้ตรวจทาน : ซุฟอัม อุษมาน

IslamHouse.com

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม