Custom Search

อรัมภบท : มูลเหตุแห่งการประทานอายะฮฺอัลกุรอ่าน

بسم الله الرحمن الرحيم
الحمد لله والصلاة والسلام على رسول الله وعلى اله وصحبه اجمعين وبعد

“อัล กุรอ่าน”  (القرآن)  คื อพจนารถของอัลลอฮฺ (تعالى) ที่ทรงประทานลงมา ให้แก่ท่านนบีมุฮัมมัด (صلى الله عليه وسلم) โดยทยอยลงมาเป็นวาระ ตลอดช่วงอายุขัยของท่านนบีมุฮัมมัด (صلى الله عليه وسلم)  ซึ่งบางวาระ ก็ถูกประทานลงมา ในรูปของบท (ซูเราะฮฺ) ที่ครบสมบูรณ์จนจบบทนั้นๆ เช่น บท อัล-ฟาติหะฮฺ, บท อัล-มุดดัษษิรฺ เป็นต้น ในบางวาระ ก็ถูกประทานลงมา จำนวน 10 อายะฮฺ

เช่น ตอนเริ่มของบท อัล-มุอฺมิน เป็นต้น และบางทีก็มีจำนวน 5 อายะฮฺ หรือเป็นบางส่วนของอายะฮฺ อย่างนี้ก็มี การประทานอัลกุรอ่าน โดยทยอยลงมานั้น บ้างก็เป็นไปตามเหตุการณ์ และวาระโอกาสต่างๆ ที่ปรากฏในช่วงการประกาศศาสนา ของท่านนบีมุฮํมมัด (صلى الله عليه وسلم) บ้างก็เป็นคำตอบ ให้กับบรรดาคำถาม และให้ความกระจ่าง ในบรรดาข้อปัญหา ที่มีผู้ถาม หรือผู้สงสัย ในประเด็นข้อชี้ขาด เกี่ยวกับกรณี และสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นในยุคนั้น

และบางส่วนของอัลกุรอ่าน ที่ถูกประทานลงมา ในเบื้องแรก โดยไม่มีมูลเหตุเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่มุ่งหมายในการกำหนดข้อบัญญัติ และชี้นำสู่ทางนำอย่างนี้ก็มี เช่น ธรรมบัญญัติบางประการ และเรื่องราวของผู้คน ในยุคอดีตกาลเป็นต้น (ร่อวาอิอุ้ล-บะยาน ฟี อุลูม-อัลกุรอ่าน หน้า 17-18)

นักวิชาการ ได้แบ่งประเภทของอายะฮฺอัลกุรอ่าน ออกเป็น 2 ประเภท คือ

1) ประเภทที่ถูกประทานลงมาจากอัลลอฮฺ  (تعالى) ในเบื้องแรก โดยไม่มีความเกี่ยวเนื่อง กับมูลเหตุใดๆ  เป็นกรณีเฉพาะ ซึ่งการประทานอายะฮฺอัลกุรอ่านประเภทนี้ มุ่งหมายในการชี้นำมนุษยชาติ สู่สัจธรรม เป็นสำคัญ

2) ประเภทของอายะฮฺอัลกุรอ่าน ที่ถูกประทานลงมา โดยมีความเกี่ยวเนื่องกับมูลเหตุ เป็นกรณีฉพาะ (มะนาฮิล-อัลอุรฺฟาน ฟี อุลูมิลกุรอ่าน, อัซซัรกอนีย์ เล่ม 1 หน้า 106) และอายะฮฺอัลกุรอ่านประเภทที่สองนี้ คือเนื้อหาหลัก ในการเขียนหนังสือเล่มนี้

นิยามคำว่า ”มูลเหตุแห่งการประทานอายะฮฺอัลกุรอ่าน”

มูลเหตุแห่งการประทานอายะฮฺอัลกุรอ่าน เรียกในภาษาอาหรับว่า “สะบะบุน-นูซุ้ล (سبب النّزول)   ซึ่งนักวิชาการ ได้ให้คำนิยามว่า หมายถึง สิ่งซึ่งอายะฮฺ หรือหลายอายะฮฺ ได้ถูกประทานลงมา โดยกล่าวถึงสิ่งนั้น หรือ โดยอธิบายความอย่างชัดเจน ให้แก่ข้อชี้ขาดของสิ่งนั้น ในช่วงวันเวลาที่สิ่งนั้น เกิดขึ้น กล่าวคือ มีเหตุการณ์อย่างหนึ่ง เกิดขึ้นในสมัยของท่านนบีมุฮัมมัด (صلى الله عليه وسلم)  หรือมีคำถามอย่างหนึ่ง ที่ถูกถามขึ้นยังท่านนบีมุฮัมมัด (صلى الله عليه وسلم)  แล้วอายะฮฺหนึ่ง หรือหลายอายะฮฺ ก็ตาม ถูกประทานลงมาจากอัลลอฮฺ (تعالى) พร้อมด้วยคำอธิบายถึงสิ่งที่ผูกพัน เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นๆ หรือพร้อมด้วยคำตอบ ให้แก่คำถามนั้น

ทั้งนี้ ไม่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น จะเป็นกรณีที่เกี่ยวกับข้อพิพาท (เช่นการพิพาทกัน ระหว่างกลุ่มชน ในตระกูล “เอาส์” และกลุ่มชน ในตระกูล “ค็อซฺรอจญ์” ด้วยเหตุการณ์เสี้ยม และยุยงของชาวยะฮูดียฺ ดังปรากฏในบท อาลิ-อิมรอน เป็นต้น) หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นความผิดพลาด ที่มีผู้กระทำ หรือเหตุการณ์ที่เกิดนั้น เป็นความปรารถนาอันแรงกล้า ที่มีบุคคลประสงค์ให้เกิดขึ้น และไม่ว่าคำถามดังกล่าวนั้น ถูกพาดพิงไปยังนบีมุฮัมมัด (صلى الله عليه وسلم)  โดยเกี่ยวพันกับเรื่องราว ในยุคอดีต อาทิเช่น คำถามเกี่ยวกับ ซุ้ล-ก็อรฺนัยน์ เป็นต้น หรือเกี่ยวพันกับเรื่องราว ณ เวลาปัจจุบัน เช่น คำถามเกี่ยวกับวิญญาณ เป็นต้น หรือเกี่ยวพันกับเรื่องราว ในอนาคตเบื้องหน้า เช่น คำถามเกี่ยวกับวันสิ้นโลก เป็นต้น (อ้างแล้ว เล่ม 1/106-108)

คุณประโยชน์ในการรู้ถึงมูลเหตุแห่งการประทานอายะฮฺอัลกุรอ่าน มีดังนี้ :-

1)  รู้ถึงวิทยญาณ (ฮิกมะฮฺ) ของอัลลอฮฺ (تعالى)   ต่อการกำหนดเจาะจง ในสิ่งที่พระองค์ ได้ทรงวางข้อบัญญัติ ทางศาสนา ด้วยการประทานอัลกุรอ่านลงมา ซึ่งในสิ่งดังกล่าว เป็นคุณทั้งฝ่ายผู้ศรัทธา และผู้ไม่ศรัทธา กล่าวคือ ในฝ่ายผู้ศรัทธานั้น เมื่อรับรู้ถึงมูลเหตุ แห่งการประทานอายะฮฺอัลกุรอ่านลงมา ก็จะทำให้ความศรัทธาของตน เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น และมีความเพียร ในการปฏิบัติตามข้อชี้ขาด ของอัลลอฮฺ (تعالى)  และประพฤติตามคัมภีร์ของพระองค์ ในฝ่ายของผู้ไม่ศรัทธานั้น วิทยญาณที่ปรากฏชัด ในอายะฮฺที่ถูกประทานลงมา ก็จะนำพาผู้นั้น สู่การศรัทธา หากว่าผู้นั้น มีความเป็นกลาง และพร้อมต่อการยอมรับ ในสัจธรรม

2)  เป็นการช่วยให้ผู้ศึกษาอัลกุรอ่าน มีความเข้าใจในความหมาย และนัยของอายะฮฺนั้นๆ ได้อย่างถูกต้อง ตลอดจนเป็นการขจัดข้อปัญหา ที่อาจเกิดขึ้นได้ ในกรณีทีไม่รู้ถึงมูลเหตุ ของการประทานอายะฮฺอัลกุรอ่าน อัลวาหิดีย์ กล่าวว่า : “ความรู้ในการอรรถาธิบายอายะฮฺอัลกุรอ่าน ย่อมเกิดขึ้นมิได้ โดยไม่มีการยุติ อยู่ ณ  เรื่องราวอันเป็นที่มา ของอายะฮฺนั้น ตลอดจนการความกระจ่าง ในการประทานอายะฮฺนั้นลงมา” อิบนุตัยมียะฮฺ กล่าวว่า : การรู้ถึงมูลเหตุแห่งการประทานอายะฮิอัลกุรอ่าน ย่อมมีส่วนช่วยต่อการทำ ความเข้าใจอายะฮฺนั้นๆ เพราะการรู้ถึงมูลเหตุ ย่อมทำให้รู้ถึงผลที่เกิดขึ้น

3)  ทำให้ง่ายในการจดจำ สะดวกในการทำความเข้าใจ และตราตรึงสิ่งที่ถูกประทานลงมา ในจิตใจของผู้ที่รับฟังอายะฮฺนั้นๆ เมื่อเขารู้ถึงมูลเหตุ แห่งการประทานอายะฮฺนั้นลงมา

แนวทางในการรู้ถึงมูลเหตุ แห่งการประทานอายะฮฺอัลกุรอ่าน

การรู้ถึงมูลเหตุ แห่งการประทานอายะฮฺอัลกุรอ่าน มีเพียงแนวทางเดียว นั่นคือ การถ่ายทอดที่ถูกต้อง จึงไม่อนุญาตให้กล่าวถึงมูลเหตุ แห่งการประทานอายะฮฺอัลกุรอ่าน นอกจากต้องอาศัยการรายงาน (อัร-ริวายะฮฺ) และการรับฟัง จากบุคคลที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ประทานอัลกุรอ่าน ดังนั้น ถ้ามูลเหตุ แห่งการประทาน ถูกรายงานมาจาก เศาะฮฺหาบีย์ (สาวกของท่านนบีมูฮัมมัด (صلى الله عليه وسلم) )  สิ่งที่ถูกรายงานนั้น ย่อมเป็นที่ยอมรับ (มักบูล) ถึงแม้ว่าสิ่งที่ถูกรายงานนั้น จะไม่มีรายงานอื่น มาสนับสนุนก็ตาม

ทั้งนี้ เป็นเพราะว่าคำกล่าวของเศาะฮฺหาบีย์ ในกรณีที่ไม่มีการวิเคราะห์ ทางสติปัญญา เข้ามาเกี่ยวโยง ย่อมถือว่า มีสถานภาพเช่นเดียว กับสิ่งถูกอ้างอิงถึงท่านนบีมุฮํมมัด (صلى الله عليه وسلم)  เพราะเป็นเรื่องที่ห่างไกล จากข้อเท็จจริง ในการที่เศาะฮฺหาบีย์ ได้กล่าวสิ่งนั้น ตามอำเภอใจ ทั้งๆ ที่สิ่งนั้น เป็นการบอกเล่าที่ไม่มีที่มา นอกจากต้องอาศัย การรับฟัง และการรายงานถ่ายทอด หรือมีการอยู่ร่วม ในเหตุการณ์ และประจักษ์เห็น

ส่วน กรณีที่มูลเหตุแห่งการประทานนั้น ถูกรายงานด้วยหะดีษมุรสัล อันหมายถึง หะดีษที่มีเศาะฮฺหาบีย์ ตกไปจากสายรายงาน และการรายงานสุดสิ้น ยังชนรุ่นตาบีอีย์ (ผู้ที่อยู่ร่วมสมัยเศาะฮฺหาบีย์ แต่ไม่ทันพบท่านนบีมุฮัมมัด (صلى الله عليه وسلم) )  การรายงานเช่นนี้ จะไม่ถูกยอมรับ นอกเสียจาก มีสายรายงานที่ถูกต้อง และได้รับการสนับสนุน จากหะดีษมุรสัลอื่นๆ อีกทั้งผู้รายงานมูลเหตุ แห่งการประทานอายะฮฺอัลกุรอ่านนั้น เป็นผู้หนึ่งจากบรรดาอิหม่าม ในภาควิชาอรรถาธิบายอัลกุรอ่าน ที่รับเอาการอรรถาธิบายนั้น มาจาก ชนรุ่นเศาะฮฺหาบะฮฺ อาทิเช่น มุญาฮิด, อิกริมะฮฺ, สะอัด อิบนุ ญุบัยรฺ, อัลฮะซัน อัลบะเศาะห์รีย์, อะฎออฺ, เกาะตาดะห์ และ อัฎเฎาะหาก เป็นต้น (มานาฮิล อัลอุรฟานฯ เล่มที่ 1/114)

กาใช้สำนวน ในการรายงานมูลเหตุ แห่งการประทานอายะฮฺอัลกุรอ่าน

นักวิชาการ จะใช้สำนวนในการรายงานมูลเหตุ แห่งการประทาน แตกต่างกัน ดังนี้ :-

1)  มีคำว่า “มูลเหตุ” (السبب) ปรากฏชัดเจนในสำนวน เช่นกล่าวว่า :  (سبب نزول الايةكذا) “มูลเหตุแห่งการประทานอายะฮิลงมา คืออย่างนั้นอย่างนี้.....” การใช้สำนวนเช่นนี้ ถือเป็นตัวบท (نصّ) ในการระบุความเป็นมูลเหตุที่ชัดเจน ไม่อาจตีความเป็นอื่นได้

2)  ไม่มีคำว่า “มูลเหตุ” (السبب) ระบุเอาไว้อย่างชัดเจน แต่ในสำนวนมีอักษร ฟาอฺ (فإ) ที่นำหน้ากริยา ซึ่งที่กระจายคำมาจากกริยา (نَزَلَ) “ลง” เช่น (فانزل الله) “ดังนั้น อัลลอฮฺจึงประทานลงมาว่า...” เป็นต้น ซึ่งโดยมากจะมาหลังจากการสาธยาย ถึงเหตุการณ์หนึ่ง ที่เกิดขึ้น การใช้สำนวนเช่นนี้ จึงเหมือนกับการใช้สำนวนในข้อที่ 1 ในการมีนัยบ่งถึงความเป็นมูลเหตุ เช่นกัน

3) ในบางกรณีท่านนบีมุฮัมมัด  (صلى الله عليه وسلم)  ถูกถามถึงปัญหาข้อหนี่ง แล้วอัลลอฮฺ (تعالى)   ก็ทรงมีวะฮีย์มายังท่านนบี  (صلى الله عليه وسلم)  และท่านนบี  (صلى الله عليه وسلم)  ก็ตอบตามสิ่งที่ถูกประทานลงมา ซึ่งในสำนวนไม่มีคำว่า “มูลเหตุ” ปรากฏอยู่และไม่มีอักษร “ฟาฮฺ” ดังเช่นข้อที่ 2 แต่ความเป็นมูลเหตุนั้น ถูกเข้าใจได้อย่างแน่นอน จากท้องเรื่อง อาทิเช่น การรายงานของ อิบนุ มัสอู้ด (ร.ฎ.) ขณะที่ท่านนบี  (صلى الله عليه وسلم)  ถูกถามถึงเรื่องของวิญญาณ เป็นต้น ข้อชี้ขาด ของสำนวนที่ถูกเข้าใจได้ จากท้องเรื่องนี้ มีข้อชี้ขาดเช่นเดียวกับตัวบท ที่ระบุถึงความเป็นมูลเหตุนั่นเอง

4) ใช้สำนวนในการรายงานว่า  (نزلت هذه الايةفيكذا)   “อายะฮฺนี้ลงมาในเรื่องนั้นเรื่องนี้” เป็นต้น การใช้สำนวนเช่นนี้ มิใช่เป็นตัวบทถึงความเป็นมูลเหตุ หากแต่ตีความได้ว่า เป็นมูลเหตุก็ได้ เป็นเรื่องอื่นก็ได้ กล่าวคือ เป็นการอธิบายความถึงหลักการทางบัญญัติศาสนา ที่อายะฮฺนั้นๆ ประมวลเอาไว้ กรณีแวดล้อม (قرية)  เท่านั้น จะเป็นสิ่งที่เจาะจงการตีความอย่างหนึ่งอย่างใด จากสองกรณีนั้น หรือ จะเป็นเป็นสิ่งที่ให้น้ำหนักว่า กรณีใดมีน้ำหนักมากกว่ากัน

ดังนั้น เมื่อมีสำนวน 2 สำนวนรายงานมาในเรื่องเดียวกัน สำนวนหนึ่ง เป็นตัวบท ระบุถึงความเป็นมูลเหตุ สำหรับการประทานอายะฮฺ หรือหลายอายะฮฺ อีกสำนวนหนึ่ง มิใช่เป็นตัวระบุความเป็นมูลเหตุ สำหรับการประทานอายะฮฺ หรือ หลายอายะฮฺ ก็ให้ยึดสำนวน ที่เป็นตัวบท ระบุถึงความเป็นมูลเหตุ และให้ตีความอีกสำนวนหนึ่งว่า เป็นการอธิบายความ สำหรับนัยของอายะฮฺนั้น โดยถือตามหลักเกณฑ์ที่ว่า “ตัวบทที่ระบุถึงนัยบ่งชี้ ย่อมมีความแข็งแรง มากกว่าสิ่งที่อาจตีความได้”

ตัวอย่าง   มุสลิมได้บันทึกรายงานจากญาบิร (ร.ฎ.) ว่า : พวกยะฮูดีย์กล่าวกันว่า: “ผู้ใดร่วมสังวาสกับภรรยา ในทวารหน้า จากทางด้านทวารหลัง ก็ย่อมได้บุตรที่ตาเหล่” ดังนั้น อัลลอฮฺ (تعالى)  จึงประทานลงมาว่า   (نساﺆكم حرث لكم ﻔﺄتواحرثكم انّى شئتم...الاية)   ภรรยาของสูเจ้าทั้งหลายนั้น คือที่นาสำหรับพวกสูเจ้า ดังนั้น พวกสูเจ้าจงมายังที่นาของพวกสูเจ้า อย่างไรก็ได้ ตามที่พวกสูเจ้าประสงค์” (จากบท อัล-บะเกาะเราะฮฺ) และบุคอรีย์ ได้บันทึกรายงานจากอิบนุ อุมัร (ร.ฎ.) ว่า  :  (نساؤكم حرث لكم)  ถูกประทานลงมา ในเรื่องการร่วมสังวาสกับภรรยา ในทวารหลังของพวกนาง”

สิ่งที่ถูกยึดถือเป็นหลัก ในเรื่องการแจ้งถึงมูลเหตุ แห่งการประทานอายะฮฺนี้ คือ รายงานแรกของท่านญาบิร (ร.ฎ.) เพราะมีการใช้สำนวน ที่ปรากฏชัดในการบ่งชี้ถึงมูลเหตุ ส่วนรายงานของอิบนุ อุมัร (ร.ฎ.) นั้น ตีความได้ว่า เป็นการอธิบายความถึงข้อชี้ขาด ในการร่วมสังวาสกับภรรยาในทวารหลังของนาง อันเป็นสิ่งต้องห้าม โดยเป็นการวิเคราะห์ของอิบนุ อุมัร (ร.ฎ.) เอง (อ้างแล้ว เล่ม 1/115)

บางทีอาจมี 2 รายงาน ในเรื่องมูลเหตุแห่งการประทานอายะฮฺอัลกุรอ่าน รายงานหนึ่ง มีสายรายงาน ที่ถูกต้อง (ศ่อฮีฮฺ) แต่อีกรายงานหนึ่ง มีสายรายงานที่ไม่ถูกต้อง ก็ให้ยึดเฉพาะรายงานที่มีน้ำหนักมากกว่า ในการระบุถึงมูลเหตุ และสิ่งที่ให้น้ำหนักในกรณีนี้ คือการที่หนึ่งในสองรายงานนั้น มีสายรายงานที่ ถูกต้องมากกว่า อีกรายงานหนึ่ง หรือปรากฏว่าผู้รายงานหนึ่ง ในสองรายงานนั้น เป็นผู้ที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น เป็นต้น

แต่ ถ้าสองรายงานนั้นเสมอกัน ในระดับความถูกต้องของสายรายงาน และไม่มีสิ่งที่ให้ น้ำหนัก แก่สายรายงานหนึ่งใด จากสองสายรายงาน โดยสามารถรวมระหว่างสองรายงานเข้าด้วยกันว่า เป็นมูลเหตุ ที่เกิดขึ้นทั้งคู่ และอายะฮฺนั้นๆ ก็ประทานลงมา ภายหลังเกิดมูลเหตุทั้งสองพร้อมกัน เนื่องด้วยมี เวลาไล่เลี่ยกัน ข้อชี้ขาดในกรณีนี้คือ ให้ถือว่าเรื่องนั้น มีมูลเหตุเกิดขึ้นหลายครั้ง เพราะเป็นสิ่งที่ปรากฏชัด และไม่มีข้อห้าม อิบนุ ฮะญัร กล่าวว่า :  “ไม่มีข้อห้ามว่ามูลเหตุแห่งการประทาน จะมีหลายครั้งก็ได้”

ส่วน กรณีที่ทั้งสองรายงานเสมอกัน ในระดับความถูกต้องของสายรายงาน โดยไม่มีสิ่งให้น้ำหนัก แก่รายงานหนึ่งรายงานใด พร้อมกับเป็นไปไม่ได้ ในการยึดเอาทั้งสองรายงาน เนื่องจากมีช่วงระยะเวลาที่ห่างกัน ระหว่างมูลเหตุต่างๆ ก็ให้ตีความว่า มีการประทานอายะฮฺนั้นๆ ลงมาซ้ำ ตามจำนวนของบรรดามูลเหตุ ซึ่งทั้งสองรายงานกล่าวถึง ทั้งนี้ เป็นการนำเอาทุกรายงาน มาใช้ในการอธิบายความ โดยไม่มีข้อห้ามแต่อย่างใด

อัซซะมัคชะรีย์ กล่าวว่า : “บางทีสิ่งหนึ่ง อาจประทานลงมาถึงสองครั้ง เพื่อชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ สิ่งนั้น และเป็นการย้ำเตือน ขณะเกิดมูลเหตุนั้น เนื่องจากเกรงว่าจะมีความหลงลืมเกิดขึ้น” ในทำนองนี้อายะฮฺเดียว อาจมีมูลเหตุมากกว่าหนึ่ง ในการประทานอายะฮฺนั้นลงมา และบางทีเรื่องเดียว อาจจะเป็นมูลเหตุในการประทานสองอายะฮฺ หรือหลายอายะฮฺลงมาก็ได้  (ร่อวาอิอุ้ลบะยานฯ 67,68)

http://www.alisuasaming.com

ถัดไป

หน้าหลัก

สิงหาคม 22, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

 

จำนวนผู้เข้าชม