Custom Search

สงครามยัรมูก

ชมรมนักวิชาการมุสลิมปทุมธานี

วันที่ 27 เดือน ญามาดิ้ลเอาวั้ล ปี ฮ.ศ 15 ตรงกับ ค.ศ. 636 การทำสงครามกับโรมัน ซึ่งเรียกว่าสงครามยัรมู๊ก หลังจากที่ท่านนบีมุฮัมมัด เสียชีวิตไปแล้ว 4 ปี ในช่วงที่คอลีฟะฮฺอบูบักร อัซซิดดิก ปกครองอยู่ ซึ่งมุสลิม มีกำลังประมาณสามหมื่นหกพันคน แต่ฝ่ายโรมันมีมากกว่ามุสลิมถึงห้าเท่า (ประมาณสองแสนห้าหมื่นคน) นอกจากนั้นพวกนั้นยังได้เปรียบมุสลิม ทางด้านอาวุธ อันมากมายอีกด้วย

ในการรบครั้งนี้ ท่านคอลิด อิบนิลวะลีด ผู้เป็นแม่ทัพเห็นว่า แม้มุสลิมจะด้อยกว่า ทั้งทางด้านกำลังคนและอาวุธก็ตาม แต่ด้วยพลังความอีหม่านเท่านั้น ที่จะทำให้มุสลิมเข้มแข็งกว่าฝ่ายข้าศึก ท่านคอลิด อิบนิลวะลีด ผู้เป็นแม่ทัพ จึงได้เห็นชัดว่า บุรุษเหล็กที่ใจเกร่งกล้านั้น มีอยู่สองคนด้วยกัน คือ ท่านอิกริมะฮฺ และ ท่านก็ออฺ บิน อัมรฺ อัตตะมีมียฺ 
        
ทั้งนี้ ก็เพราะในการประจันบานกับฝ่ายศัตรู ซึ่งหน้ากันนั้น ทั้งสองคนนี้ เป็นผู้จู่โจมเข้าใส่ศัตรู ดุจสายฟ้าแลบ ทำให้ศัตรูซึ่งมีจำนวนมากกว่า แตกพ่ายไป ในการทำสงครามครั้งนี้ ถ้ามุสลิมแพ้ ก็หมายความว่า อิสลามจะต้องสูญเสียอย่างใหญ่หลวงไปด้วย ซึ่งมุสลิมจะยอมไม่ได้เป็นอันขาด

ขณะที่ท่านอิกริมะฮฺเห็นสภาพการณ์เช่นนั้น จึงตะโกนขึ้นว่า "มีใครบ้างที่จะสละชีวิต เพื่อกอบกู้สถานการณ์ ที่กำลังเพลี่ยงพล้ำอยู่นี้"

มีผู้คนประมาณ 400 คน ได้ เสนอตัวขึ้นมา และได้ให้สัญญาแก่ท่านอิกริมะฮฺว่า จะสละชีวิตเพื่อการนี้ และในจำนวนคน 400 คนนี้ ก็มีญาติของท่านอิกริมะฮฺ กล่าวคือมี ลุง อา และลูกชายของท่านอิกริมะฮฺ ร่วมอยู่ด้วย ท่านอิกริมะฮฺได้พูดปลุกใจบรรดาทหารมุสลิมว่า

"ฉันนี่แหละ ได้ต่อสู้กับท่านร่อซูล ในทุกๆสมรภูมิ ในวิถีทางที่ผิด ซึ่งในขณะที่ฉันยังไม่ได้เป็นมุสลิม และในเมื่อเราต่อสู้ในวิถีทางของอัลลอฮฺ อันเป็นวิถีทางที่ถูกต้องแล้ว เรายังจะออมแรงเอาไว้ อีกกระนั้นหรือ ? "

อิกริมะฮฺยังพูดอีกว่า 

"ฉันเคยอุทิศชีวิตของฉัน เพื่อป้องกันเจว็ต รูปปั้นอัลล้าต และอัลอุซซามาก่อนแล้ว แล้วฉันจะต้องตระหนี่ชีวิตของฉัน เอาไว้ทำไมอีก ในเมื่อจะป้องกันศาสนาของอัลลอฮฺ "

การที่บุคคลอุทิศชีวิต เพื่อสู้รบในหนทางของอัลลอฮฺ และ ยอมตายเพื่อพระองค์นั้น คมหอกคมดาบจากฝ่ายศัตรู ที่เขาจะได้รับ ย่อมไม่ทำให้เขาประหวั่นพรั่นพรึง แต่อย่างใดเลย และด้วยพลังแห่งอีหม่านนี้เอง ที่ฝายข้าศึก (โรมัน) ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า จะประสบกับการต่อต้าน อย่างเหนียวแน่นเข้มแข็ง จนในที่สุดพวกโรมันเอง ต้องพ่ายแพ้แตกกระเจิงไปอย่างไม่เป็นขบวน บาดเจ็บและถูกฆ่าฟันล้มตายลงเป็นจำนวนมาก

จากการสู้รบในครั้งนี้ ทำให้อิสลามยืนอยู่ อย่างแข็งแกร่งต่อไป แม้จะต้องสูญเสียบุคคลเช่น อิกริมะฮฺ ไป ก็ตาม แต่ก็เป็นไปตามความปรารถนาของท่าน ที่จะเป็นชะฮีด เพื่อให้อิสลามยังคงอยู่ พร้อมกันนั้น อา ลูก และลุงของท่านอิกริมะฮฺ ก็เป็นชะฮีดในการรบครั้งนี้ด้วย เมื่อท่าน อิกริมะฮฺ จะสิ้นใจ ท่านคอลิด อิบนิลวะลีด ผู้เป็นแม่ทัพ ได้ยกศรีษะของท่านอิกริมะฮฺ มาพาดไว้ที่ขา เอาลูกชายของอิกริมะฮฺ มาพาดไว้ที่หน้าแข้ง และหยอดน้ำให้ทั้งสองคน จนกระทั่งชีวิตออกจากร่างไป

นี่เป็นประวัติศาสตร์ ที่ไม่อาจลืมได้ สงครามยัรมูก เป็นสงครามที่ชี้ชะตากรรมว่า มุสลิมจะอยู่หรือจะไป การที่ท่านอิกริมะฮฺ แสดงการอีหม่าน อันชัดแจ้งออกมา จึงสามารถกอบกู้สถานการณ์ไว้ได้ อย่างทันท่วงที และทำให้แสงสว่างของอัลลอฮฺ  ตกทอดสืบมาจนกระทั่งทุกวันนี้

แม้ว่าสมรภูมินี้ เกิดขึ้นในฮิจญเราะฮฺ ศักราชที่ 13 ในปลายสมัยของท่านคอลีฟะฮฺ อบูบักรฺ ก็ตาม แต่ประวัติศาสตร์ ก็ได้บันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ ผู้ที่เป็นมุสลิม ยังคงกล่าวถึง และสดุดีวีรกรรมของท่านอิกริมะฮฺ และผู้ต่อสู้เพื่ออิสลาม อยู่เสมอมิได้ขาด

เราในฐานะมุสลิม และเป็นประชาชาติของ นบีมุฮัมมัด และเป็นผู้ปฎิบัติ ตามแนวทางของท่านร่อซูล หากเราคำนึงถึง มรดกที่ท่านร่อซูล และบรรดาศอหะบะฮฺ ทิ้งไว้ให้ ด้วยการศึกษา เรียนรู้ และใส่ใจต่อกันอย่างจริงจังแล้ว แน่นอนเหลือเกินเราจะต้องต่อสู้  และป้องกันจนสุดความสามารถ ด้วยทุกวิถีทาง เพื่อให้ศาสนาอิสลาม ของเราตกทอดมาถึงลูกหลานของเราสืบไป

www.islammore.com

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม