Custom Search

การประนีประนอมที่ "อัลฮุดัยบียะห์"

หลังจากบรรดามุสลิม ได้อพยพมาอยู่ที่มะดีนะฮ์ 6 ปี พวกเขาถูกตัดขาดมิให้เยี่ยมเยือนมัสญิด อัล ฮะรอม และการฏอวาฟ ที่บัยตุลลอฮ์ ทั้งๆ ที่พวกเขามีสิทธิ์ในการเยี่ยมเยือน และทำการดูแลมากกว่าพวกมุชริกีน ครั้นเมื่ออัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงให้บรรดามุสลิมมีความเข้มแข็ง มีกำลังมากขึ้น และทรงทำให้ฝ่ายมุชริกีน อ่อนกำลังหลังจากสมรภูมิสนามเพลาะจบลง จึงถึงเวลาที่บรรดามุสลิม จะได้ไปเยี่ยมเยือนมัสญิด อัล ฮะรอม เหมือนกับชาวอาหรับอื่นๆ สิ่งที่ทำให้ท่านเราะซูล ต้องทำเช่นนั้น คือ ท่านได้ฝันเห็นว่าท่าน และบรรดาศอฮาบะฮ์ ทำการฏอวาฟอุมเราะฮ์ ที่บัยติลลาฮิลฮะรอม

“แท้จริง อัลลอฮ์ ได้ทรงทำให้ความฝันนั้นเป็นจริงแก่เราะซูลของพระองค์ด้วยความเป็นจริง แน่นอน พวกเจ้าจะได้เข้าสู่มัสญิดอัล ฮะรอม อย่างปลอดภัยตามที่อัลลอฮ์ ทรงประสงค์โดย (บางคน) ของพวกเจ้าโกนผมและ (อีกบางคน) ตัดผม พวกเขาไม่มีความหวาดกลัวใด ๆ เพราะอัลลอฮ์ ทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเจ้าไม่รู้ ดังนั้น พระองค์จึงได้ทรงกำหนดชัยชนะอื่นจากนั้น ด้วยกับชัยชนะอันใกล้นี้”   (อัลฟัตฮ์ 48 : 27)

ท่านนะบี ได้คาดการณ์แล้วว่า พวกกุเรชจะขัดขวางมิให้เข้าสู่มักกะฮ์  ท่านจึงพยายามรวบรวมมุสลิมให้ได้มากที่สุด มีบรรดามุสลิมีนที่ไปพร้อมกับท่านถึง 10,400 คน (*1*)   และได้แสดงให้ชาวกุเรชเห็นว่า เจตนาของท่านนั้นบริสุทธิ์ใจ มิได้ออกไปเพื่อทำสงครามด้วย ท่านได้ต้อนฝูงสัตว์ ที่จะเชือดในการทำพิธีให้อยู่หน้าขบวน และพร้อมทั้งสวมชุดอิฮราม เพื่อทำอุมเราะฮ์ และเมื่อได้ทราบข่าวในระหว่างทางว่า ชาวกุเรชเตรียมขัดขวางไม่ให้เข้ามักกะฮ์ และมีเจตนาที่จะทำสงคราม ท่านจึงเปลี่ยนเส้นทางเดิน เพื่อหลบเลี่ยงการปะทะ จนเดินทางไปถึงที่ “ อัลฮุดัยบียะฮ์ ” และลงพักที่ตรงนั้น

การทำสัตยาบัน  “อัรริฎวาน”

สถานที่อัล ฮุดัยบียะฮ์นี้เอง ท่านนะบี ได้ส่ง อุษมาน บิน อัฟฟาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เป็นตัวแทนเพื่อเจรจากับพวกกุเรช และพยายามที่จะให้พวกเขาเปิดเส้นทางให้บรรดามุสลิม เข้าสู่มัสญิดอัล ฮะรอม และ ทำอุมเราะฮ์ แต่ว่าพวกกุเรชได้กักขังหน่วงเหนี่ยวอุษมาน แล้วปล่อยข่าวว่า ได้ทำการสังหารอุษมานเสียแล้ว   ท่านเราะซูล จึงให้บรรดาซอฮาบะฮ์ทำสัตยาบัน ในการร่วมเป็นร่วมตายด้วยกัน บรรดาซอฮาบะฮ์จึงจับมือทำสัตยาบันร่วมกับบท่านนะบี และเรียกการทำสัตยาบันครั้งนี้ว่า “บัยอะตุรริฎวาน” ซึ่งทำกันใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงชมเชยผู้ที่เข้าทำสัตยาบันในครั้งนี้ ด้วยโองการที่กล่าวว่า :

“แท้จริง อัลลอฮ์ ทรงพอพระทัยต่อบรรดาผู้ศรัทธา ขณะที่พวกเขาให้สัตยาบันแก่เจ้า (มุฮัมมัด) ใต้ต้นไม้ (ที่ฮุดัยบียะฮ์) พระองค์ทรงรอบรู้ดีถึงสิ่งที่มีอยู่ในจิตใจของพวกเขา พระองค์จึงได้ทรงประทานความสงบใจ ลงมาบนพวกเขา และได้ทรงตอบแทนให้แก่พวกเขา ซึ่งชัยชนะอันใกล้นี้”  (อัลฟัตฮ์ 48 : 18)

เมื่อพวกกุเรชได้ล่วงรู้ถึงการทำสัตยาบัน พวกเขาจึงปล่อยท่านอุษมาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ แล้วส่งตัวแทน เพื่อเจรจาต่อรองกับท่านนะบีมุฮัมมัด ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันแก่ชาวกุเรชว่า ท่านนะบีมุฮัมมัด กับบรรดาศอฮาบะฮ์นั้น มิได้มาเพื่อสู้รบ หากแต่ว่ามาเพื่อทำการเยี่ยมเยือน (ซิยาเราะฮ์) อัลบัยตัลฮะรอม แต่พวกกุเรชไม่ยอมอนุญาตให้ตามที่ได้แจ้งไป เพราะการอนุญาตนั้น พวกเขาถือว่าเป็นการทำลายศักดิ์ศรีของพวกเขา ต่อหน้าชาวอาหรับ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงคิดหาทางออก และทำให้เกิดการประนีประนอม เพื่อรักษาหน้าไว้ และแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของมุสลิม จากข้อตกลง  ท่านเราะซูล ได้ตกลงร่วมกับพวกเขาคือ ;

  • ให้มุสลิมเดินทางกลับในปีนี้ โดยไม่เข้ามักกะฮ์เพื่อทำอุมเราะฮ์ แล้วปีหน้าให้กลับไปทำใหม่
  • ให้ยุติสงครามระหว่างทั้งสองฝ่าย เป็นระยะเวลา 10 ปี
  • ใครที่เป็นมุสลิมออกจากมักกะฮ์ไปอยู่มะดีนะฮ์ให้ส่งกลับมักกะฮ์
  • ใครออกจากการเป็นมุสลิมแล้วกลับไปมักกะฮ์ ชาวกุเรชจะไม่ส่งคืนเขาให้กับมุสลิม
  • บุคคลในเผ่าต่าง ๆ ที่จะเข้ารวมกับมุฮัมมัดหรือกุเรช พวกเขาก็ย่อมทำได้ และให้แต่ละฝ่ายเคารพให้เกียรติพันธมิตรอื่น ๆ ด้วย

เท่าที่พิจารณาในเงื่อนไขต่างๆ เท่ากับเป็นการบีบบังคับ หรือลิดรอนสิทธิ์ของมุสลิม จึงทำให้มุสลิมทั้งหลาย ได้ทักท้วงท่านเราะซูลุลลอฮ์ หลายครั้ง และแสดงความไม่เห็นด้วย ในข้อตกลงนั้น แต่ทว่า ท่านเราะซูล ได้กล่าวว่า :

          (( إِنِّيْ رَسُوْلُ الله وَلَنْ يُضَيِّعنِي الله ))

แท้จริง ฉันเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา แน่นอน อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา จะไม่ทรงทอดทิ้งฉันแน่นนอน

ในท้ายที่สุด ได้เป็นที่ประจักษ์แก่บรรดามุสลิมว่า เงื่อนไขต่างๆ ได้กลับกลายเป็นผลดีกับบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหมด จนทำให้ชาวกุเรช ได้ขอยกเลิกข้อตกลง ที่บรรดามุสลิมเคยคิดว่าเป็นการบีบบังคับ และลิดรอนสิทธิ์ของพวกเขาออกไป

ผลลัพธ์ของการประนีประนอมที่ “อัลฮุดัยบียะฮ์”

          อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงเรียกการประนีประนอมครั้งนี้ว่า ชัยชนะ (ฟัตฮัน)  พระองค์ได้ประทานดำรัส ให้กับศาสนทูตในขณะที่ท่านเดินทางกลับว่า :

“แท้จริง เราได้ให้ชัยชนะแก่เจ้าซึ่งเป็นชัยชนะอย่างชัดแจ้ง”   (อัลฟัตฮ์ 48 : 1) (*2*)

มีชายคนหนึ่งถามท่านนะบี ว่า :มันเป็นชัยชนะใช่ไหม?

ท่านนบี ตอบว่า :
         
          (( نعم ، والذِيْ نَفْسِيْ بِيَدِهِ إِنَّهُ لَفَتْحٌ ))
 
ใช่แล้ว ขอสาบานด้วยผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ว่า แน่นอน มันคือชัยชนะที่แท้จริง (*3*) 
 
ผลลัพธ์จากการประนีประนอมนั้นมีดังนี้ : -

  1. ใน การประนีประนอมครั้งนี้ ชาวกุเรชได้ยอมรับต่อการมีเสถียรภาพและเขตแดนของมุสลิม ในขณะที่มีการเซ็นสัญญาตกลงกัน ทำให้บางเผ่าได้เข้าร่วมเป็นมิตรกับบรรดา มุสลิม อย่างเปิดเผย อย่างไม่หวาดเกรง หรือต้องเอาใจชาวกุเรชอีกต่อไป เช่น ที่ เผ่าคุซาอะฮ์ได้กระทำ
  2. การยุติสงครามกับชาวกุเรช ได้เปิดโอกาสให้บรรดามุสลิมไปจัดการกับศัตรูฝ่ายอื่นๆ จึงทำให้การกวาดล้างพวกยิวในเมือง “คอยบัร” เสร็จสมบูรณ์และสามารถยึดครองได้ใน ปีที่ 7 แห่งฮิจญ์เราะฮ์ศักราช ตลอดจนการกวาดล้างเผ่า “ฆ็อต่อฟาน” ทางหัวเมือง “นัจด์” ในสงครามที่ชื่อว่า “ซาติรร่อก็ออ์” รวมถึงการส่งกองกำลังไปที่เมือง “มุอ์ตะฮ์” ซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือของคาบสมุทรอาหรับและสุดท้ายของการกวาดล้าง คือสงครามที่ชื่อว่า “ซาตุสสะลาซิล” เพื่อเป็นบทเรียนให้เผ่าต่างๆ
  3. การประนีประนอมในครั้งนี้ ได้เปิดโอกาสให้มุสลิม มีเวลาในการเผยแพร่อิสลาม ท่านเราะซูล ได้ส่งตัวแทนไปยังเจ้าเมืองต่าง ๆ และบรรดาผู้นำประเทศในคาบสมุทรอาหรับ ทำการเชิญชวนพวกเขาให้เข้ารับอิสลาม การประนีประนอมนี้ ได้ให้โอกาสแก่เผ่าต่างๆ กล้าที่จะมีสัมพันธ์ติดต่อกับบรรดามุสลิม และรับทราบเรื่องราวของอิสลาม  เป็นการชี้ให้เห็นว่าอิสลามนั้น ได้แผ่ขยายไปอย่างรวดเร็วในระยะเวลาเพียง 2 ปี ของการทำสัญญาประนีประนอม ทำให้มีนักต่อสู้เดินทางพร้อมกับท่านเราะซูล เพื่อพิชิตเมืองมักกะฮ์ถึง 10,000 คน  เช่นเดียวกัน ได้มีคนที่มีชื่อเสียงจำนวนหนึ่ง เข้ารับนับถืออิสลาม เช่น คอลิด บิน อัลวลีด และอัมรุบนุ้ลอ๊าซ-ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา- เป็นต้น

ดร.อัดุลลอฮฺ  อิบนุ อับดิรเราะฮ์มาน อัลค็อรอาน


  1. ซ่อ ฮี๊ฮฺ อัล บุคอรีย์ กิตาบุ้ลมะฆอซีย์ บาบ ฆ็อซวะตุ้ลฮุดัยบียะฮฺ ซ่อฮี๊ฮฺ มุสลิม กิตาบุ้ลอิมาเราะฮฺ บาบ อิสติฮฺบาบ “มุบายะอะฮฺ อัล อิมาม”
  2. ดู ความหมายของอายะฮฺในตัฟซีร อัฏฏอบรีย์ และอิบนิ กะซี๊ร
  3. มุสนัด อิมาม อะฮฺมัด 3/420 และอัลฮากิมใน “มุสตัดร็อก” ของท่าน 2/459 และท่านได้บอกว่าถูกต้อง (ซอฮี๊ฮฺ) อัซซะฮะบีย์ก็เห็นด้วย

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม