Custom Search

สมรภูมิอัล-อะห์ซาบ

สมรภูมินี้รียกว่า อัล-อะห์ซาบ  สืบเนื่องจากในปีที่ 5 ของการอพยพ ได้มีกลุ่มที่เป็นศัตรูของมุสลิมหลากหลายฝ่าย มีทั้งมุชริกีน ชาวยิว ตลอดจนพวกมุนาฟิกีน ซึ่งได้เข้าร่วมในสงครามครั้งนี้

สาเหตุของสมรภูมิอัล อะห์ซาบ

หลังจากที่ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ได้พยายามขับไล่ชาวยิวออกจากมะดีนะฮ์ บรรดาหัวหน้าเผ่าชาวยิว จากตระกูล อันนะฎี๊ร ได้ติดต่อกับชาวกุเรช และเผ่าต่างๆ ที่เป็นมุชริก และพยายามยุยงให้เผ่าต่างๆ ทำการสู้รบกับมุสลิม อีกทั้งชาวกุเรช ต้องการที่จะจัดการกับมุสลิมอยู่แล้ว รวมถึงความต้องการในเส้นทางทางการค้าขาย พวกเขาจึงตกลงที่จะร่วมมือ พร้อมทั้งทำการเชิญชวนเผ่าต่างๆทางเมืองนัจด์ และติฮามะฮ์ทางตอนใต้ ในขณะเดียวกันพวกยิว ได้สร้างความจูงใจให้ เผ่าฆ็อตฟาน ซึ่งเป็นเผ่าใหญ่ของเมืองนัจด์ ด้วยการแบ่งปันผลประโยชน์ครึ่งหนึ่งที่จะได้รับจากเมือง คอยบัร จึงทำให้นักรบที่ร่วมในสมรภูมินี้มีจำนวนถึง 10,000 คน

มุสลิมกับการขุดสนามเพลาะ

 เมื่อบรรดามุสลิมได้ทราบข่าวการยกทัพมาของเผ่าต่างๆ ท่านเราะซูล จึงได้ปรึกษากับบรรดาศอฮาบะฮ์  ซัลมาน อัล ฟาริซีย์ เราะ ฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เสนอความคิดเรื่องการขุดสนามเพลาะ ทางด้านเหนือของเมืองมะดีนะฮ์ เพราะเป็นด้านเดียวที่เปิดโล่งอยู่ ในขณะที่ด้านอื่น ๆ นั้น เต็มไปด้วยกำบังทางธรรมชาติ  ที่มีทั้งบ้านเรือนอย่างหนาแน่น และเรือกสวนต่างๆ ส่วนทางด้านอื่นมีแปลงหินภูเขาไฟ (หินสีดำไม่ราบ เรียบเป็นร่องรอยของภูเขาไฟระเบิด) ซึ่งเป็นการยากลำบาก ในการที่จะลุยผ่านเข้ามาได้ (*1*) ท่านเราะซูล และบรรดามุสลิมเห็นด้วย กับความคิดของซัลมาน  จึงได้เริ่มปฏิบัติการทันที  ท่านเราะซูล ได้จัดมุสลิมีนออกเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละ 10 คน ให้ขุดสนามยาว 40 ศอก (*2*)   มุสลิมพบอุปสรรคมากมาย ในการขุดสนามเพลาะ ทั้งระยะเวลาที่สั้น อากาศที่หนาวเหน็บ เสบียงที่น้อยนิด พื้นดินที่แข็ง และเครื่องมือที่ใช้ไม่แข็งแรงพอ แต่เนื่องจากท่านเราะซูล ได้เข้าร่วมขุดกับบรรดาศอฮาบะฮ์ด้วย จึงส่งผลต่อการทำงานอย่างยิ่งใหญ่ และการขุดคู หรือสนามเพลาะนั้น เป็นเรื่องที่แปลก ซึ่งชาวอาหรับไม่เคยทำแบบนี้ มาก่อนเลย ด้วยเหตุนี้ เมื่อพวกมุชริกีนได้มาถึง จึงเกิดความฉงน แล้วยืนอยู่หน้าสนามเพลาะนั้น พวกเขาไม่สามารถเดินผ่านได้ จึงตั้งทัพอยู่ตรงนั้น ท่านเราะซูล ได้จัดวางกำลังมุสลิมจำนวน 3,000 คน ทำหน้าที่เวรยามเฝ้าดูแลในเมืองมะดีนะฮ์ เพราะเกรงว่าพวกยิว และพวกมุนาฟิกีน ที่อยู่ในมะดีนะฮ์จะหักหลัง ส่วนกองกำลังที่เหลือ ได้เฝ้าดูสนามเพลาะ และคอยสกัดกั้นศัตรูที่จะบุกข้ามสนามมา

บรรดามุชริกได้พยายามหลายครั้ง ที่จะข้ามสนามเพลาะให้ได้ แต่กองกำลังของมุสลิม ได้สกัดกั้นเอาไว้ และเกิดการต่อสู้ด้วยการยิงธนูกัน และมุสลิมยังคงควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ จนกระทั่งได้เกิดวิกฤตขึ้นแก่มุสลิม เมื่อมุชริก ทำการเกลี้ยกล่อมยิวเผ่ากุรอยเซาะฮ์ ที่อยู่ภายในมะดีนะฮ์ ให้พวกเขาละเมิดสัญญา และประกาศทำสงครามกับมุสลิม มุสลิมจึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก  ท่านเราะซูล ได้โน้มน้าวจิตใจของบางเผ่า ให้ถอนตัวออกจากการสู้รบ  โดยยอมจ่ายผลผลิตจำนวนหนึ่งให้แก่พวกเขา แต่ชาวอันศ็อรไม่เห็นด้วย จึงพูดขึ้นว่า :

“ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ว่า ในสมัยญาฮิลียะฮ์พวกเรายังไม่เคยยอมอ่อนข้อให้พวกเขาเลย เมื่อความจริงได้มาแล้ว ทำไมเราถึงจะต้องยอมเขาด้วย”

สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เมื่อพวกมุนาฟิกีน  ได้ปล่อยข่าวว่ามุสลิม เกิดความหวาดกลัวไปทั่ว พร้อมทั้งเย้ยหยันพวกเขา  อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงแจ้งสภาพของบรรดาผู้ศรัทธา ขณะที่ตกอยู่ในภาวะคับขันว่า :

  “เมื่อพวกเหล่านั้น ได้ยกทัพมายังพวกเจ้า ทั้งจากทางด้านบนของพวกเจ้า และจากทางด้านล่างของพวกเจ้า และเมื่อนัยน์ตาได้เหลือกลาน และหัวใจได้มาจุกอยู่ที่คอหอย และพวกเจ้านึกคิดกันไปต่าง ๆ นานา เกี่ยวกับอัลลอฮ์” (อัลอะฮฺซาบ 39 : 10)

บรรดามุสลิม ได้ทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งหาต้นเหตุต่างๆ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น ได้เกินกำลังความสามารถของพวกเขา และแล้วการช่วยเหลือของอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้มาถึง ทั้งๆ ที่มุสลิมไม่เคยเผชิญกับกองกำลังที่เข้มแข็งอย่างนี้ มาก่อน แต่ความเสียหายกลับมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงทำลายความสัมพันธ์ระหว่างมุชริก กับพวกยิว โดยที่นะอีม บิน มัสอู๊ด ได้เข้ารับอิสลาม แต่พวกมุชริกและยิว นั้น ไม่รู้เรื่อง นะอีม ซึ่งมีความสนิทสนมกับทั้งสองฝ่าย เขาจึงทำการยุแหย ่ให้เกิดความเคลือบแคลงทั้งสองฝ่าย จนเกิดความแตกแยก ต่างฝ่ายไม่เชื่อใจซึ่งกันและกัน (*3*)  และอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงส่งกองกำลังของพระองค์ลงมายังเผ่าต่าง ๆ โดยที่พระองค์ตรัสว่า :

“โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย  ! จงรำลึกถึงความโปรดปรานของอัลลอฮ์ ที่มีต่อพวกเจ้า ขณะที่กองทัพข้าศึกเข้ามารุกรานพวกเจ้า แล้วเราได้ส่งลมพายุพัดใส่พวกเขา และเราได้ส่งกำลังทหาร ที่พวกเจ้ามองไม่เห็นลงมา และอัลลอฮ์ ทรงเห็นสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ (อัลอะฮ์ซาบ 39 :  9)

เผ่าต่าง ๆ จึงรีบเคลื่อนย้ายออกจากมะดีนะฮ์อย่างเสียขวัญ 

และ อัลลอฮ์ ทรงให้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา ถอยทัพกลับไปด้วยความเคียดแค้นของพวกเขา ทั้ง ๆ ที่พวกเขามิได้ประสบความดีแต่อย่างใด และอัลลอฮ์ ทรงพอเพียงแล้วสำหรับบรรดาผู้ศรัทธาในการสู้รบ และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงพลังเป็นผู้ทรงอำนาจอย่างเหลือหลาย (อัลอะฮ์ซาบ 39 : 25)

เมื่อสงครามสิ้นสุดลง บรรดามุสลิม จึงเปลี่ยนจากการที่ต้องปกป้องเมืองมะดีนะฮ์ เป็นการออกไปสู้รบกับบรรดามุชริกีน และเข้าโจมตีพวกเขาถึงถิ่นของพวกเขา ท่านเราะซูล ได้พูดถึงผลลัพธ์นี้ว่า ทันใดที่เผ่าต่าง ๆ ถอยร่นกลับไปโดยที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า :

           (( الآن نَغْزُوْهُمْ وَلاَ يَغْزُوْنَنَا ، نَحْنُ نَسِيْرُ إِلَيْهِمْ ))

ต่อไปนี้เราจะออกไปรบพวกเขา พวกเขาไม่ต้องมารบพวกเรา พวกเราจะเดินไปหาพวกเขาเอง

ดร.อัดุลลอฮฺ  อิบนุ อับดิรเราะฮ์มาน อัลค็อรอาน


  1. อิบนุ สะอ์ดฺ อัฏฏอบะก็อต อัล กุบรอ : 2/66,67. อัล อัมรียฺ : อัซซีเราะฮฺ อันนะบะวียะฮฺ อัซซอฮีฮะฮฺ 2/420
  2. ประมาณ 20 เมตร
  3. เรื่อง ของนะอีม บิน มัสอู๊ด ไปดูที่ ซีเราะฮฺ อิบนิ ฮิชาม ของ อัลวากิดีย์ เรื่อง อัล มะฆอซีย์ ที่อิบนิ กะษี๊ร อัซซีเราะฮฺอันนะบะวียะฮฺ 214

www.islammore.com

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม