Custom Search

สงครามครูเสด

โดย... อ.กามาล อับดุลวาฮาบ

จุดเริ่มต้นของสงครามครูเสด

เมื่อพวกซัลจู๊คเข้ามามีอำนาจในโลกอิสลาม ได้ครอบครองซีเรีย และเอเชียไมเนอร์ของไบแซนไทน์  ชัยชนะของซัลจู๊คในการยุทธที่มานซิเคอร์ทในปี ค.ศ.1071 นั้น เป็นการขับไล่อำนาจของไบแซนไทน์ออกจากเอเชียไมเนอร์ และอีกไม่กี่ปีต่อมาคือ ในปี ค.ศ. 1092 ซัลจู๊คก็ตีเมืองนิคาเอจากไบแซนไทน์ได้อีก ซึ่งทำให้จักรพรรดิแห่งไบแซนไทน์ตื่นตระหนก เพราะอิสลามกำลังเข้าใกล้กรุงคอนสแตนติโนเปิ้ลเข้าไปทุกที จักรพรรดิอเล็กซิอุส คอนเนนุส แห่งไบแซนไทน์ ได้ขอความช่วยเหลือไปยังโป๊ปเกรกอรีที่ 7 แห่งกรุงโรม ให้ชาวคริสเตียนปราบเติร์ก ซึ่งสันตะปาปาก็ตอบรับการขอความช่วยเหลือ เพราะนั่นเท่ากับว่าจักรพรรดิแห่งไบแซนไทน์ เป็นผู้นำของศาสนาคริสต์นิกายออ โธดอกซ์ยอมรับอำนาจของสันตะปาปา ซึ่งเป็นผู้นำของนิกายโรมันคาทอลิกโดยสิ้นเชิง โป๊ปได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน อันเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามครูเสด

หากเราพิจารณาในวงแคบลงมาแล้ว ในความรู้สึกของชาวยุโรปนั้น ตนถูกรุกรานจากพวกตะวันออก คือโลกมุสลิมมาโดยตลอด นับตั้งแต่ ค.ศ. 632 เป็นต้นมา อิสลามได้ขยายอำนาจของตน เข้าไปในเขตแดนที่ตะวันตกเคยมีอำนาจ เช่น ซีเรีย อียิปต์ แอฟริกาเหนือ ตลอดจนคาบสมุทรไอบีเรีย ( สเปน และโปรตุเกส ) ซ้ำยังคุกคามจักรวรรดินิยมที่ยิ่งใหญ่ในโลกตะวันตกคือไบแซนไทน์ และสร้างความสั่นสะเทือน ให้แก่สถาบันที่เป็นหัวใจของวัฒนธรรมตะวันตก และ คริสต์ศาสนา นั่นก็คือกรุงโรม โดยมุสลิมสามารถยึดครอบครองบางส่วนของอิตาลี ตลอดสมัยนี้การค้ากับตะวันออก ตกอยู่ในมือของอิสลาม สงครามครูเสด จึงเป็นความพยายามของชาวตะวันตก ที่จะล้มอำนาจของตะวันออก ที่เป็นมุสลิม หลังจากที่แพ้มาโดยตลอด

แรงจูงใจสำคัญ ที่ทำให้ชาวยุโรปเดินทางฝ่าอันตราย ไปยังโลกอิสลาม คือ ความต้องการของชาวยุโรป ในแต่ละระดับ กษัตริย์ฝรั่งเศส และเยอรมัน ต้องการดินแดนเพิ่ม บรรดาอัศวินและขุนนาง ต้องการผจญภัยแสดงความกล้าหาญ ตามอุดมคติของอัศวินที่ดี พวกทาสต้องการเป็นอิสระ เสรีชนต้องการความร่ำรวย และแสดงความศรัทธาต่อศาสนา รวมทั้งความพยายามของโป๊ป ในอันที่จะรวมคริสต์ศาสนานิกายออร์โธดอกซ์ ให้เข้ากับนิกายโรมันคาทอลิก ภายใต้การบังคับบัญชาของตนแต่เพียงผู้เดียว ประกอบกับสมัยนั้น อำนาจของอิสลามเอง ก็ได้อ่อนแอลงเนื่องจากความแตกแยกภายใน คือภายหลังที่ซัลจู๊คเสื่อมอำนาจลง โลกอิสลาม ได้ถูกแบ่งแยกออกเป็นแคว้นเล็กแคว้นน้อย ปราศจากศูนย์กลางอีกครั้ง คอลีฟะฮฺแห่งฟาฏีมียะฮฺเอง ก็ตกอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ และพยายามจำกัดอำนาจของตน อยู่เฉพาะในอียิปต์เท่านั้น

โป๊ปได้ทำการเรียกร้องให้ทำสงครามครูเสด กล่าวถึงความจำเป็นที่จะต้องทำ เพราะเป็นคำสั่งของพระเจ้า แต่ทว่าเกรกกอรีที่ 7 ได้เสียชีวิตลงเสียก่อน ที่จะปฏิบัติตามสัญญาในปี ค.ศ.1095 จักรพรรดิแห่งไบแซนไทน์ ได้ขอร้องทำนองเดียวไปยังโป๊ปคนใหม่ คือเออร์บานที่ 2 ซึ่งโป๊ปคนนี้ก็ได้ตอบรับการเรียกร้องทันที โป๊ปได้จัดประชุมกันที่เคลมองต์ ( Clerment ) ในประเทศฝรั่งเศส เรียกร้องให้ประชาชนทำสงครามครูเสด เพื่อกอบกู้สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ คือ กรุงเยรูซาเล็มคืนจากอิสลาม คำปราศรัยของโป๊ปมีใจความว่า :

“Let the truce of god be observed at home and let the arms of the Christians be directed to congue tring the infidels.”

“ด้วยบัญชาของพระเจ้า ให้เจ้าหยุดยั้งการทำสงครามกันเอง และให้เขาเหล่านั้น หันมาถืออาวุธมุ่งหน้าไปทำลายผู้ปฏิเสธ ( มุสลิม )”

ปรากฏว่าโป๊ปรวบรวมคนได้ถึง 150,000 คน  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวฝรั่งเศสไปร่วมทำสงครามครูเสด จะเห็นว่าในบรรดาชายชาวยุโรปที่กระเหี้ยนกระหือรือในการทำสงครามครูเสดมาก ที่สุดก็เห็นจะได้แก่ ชาวฝรั่งเศส ดังนั้น การจัดตั้งรัฐต่างๆ ในตะวันออกกลาง ภายหลังที่พวกครูเสด สามารถปกครองดินแดนนี้ จึงเป็นรัฐของฝรั่งเศส บาทหลวง บรรดาเจ้าชาย อัศวิน และนักรบล้วนแต่เป็นชาวฝรั่งเศสเสียส่วนใหญ่

ในขณะที่ทัพครูเสด กำลังจะยกมารบกับอิสลาม ก็ได้มีกองทัพของประชาชนผู้มีศรัทธาแรงกล้า เดินทัพมาก่อนแล้วในปี ค.ศ.1094 ตามคำชักชวนของ ปีเตอร์ นักพรต ( Peter of Amines ) เขาผู้นี้ได้เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วยุโรป เพื่อป่าวประกาศเรื่องราวการกดขี่ของชาวเติร์ก ต่อชาวคริสเตียนในปาเลสไตน์ ซึ่งหาได้เป็นความจริงไม่  ! กล่าวได้ว่ากองทัพนี้ เป็นกองทัพของประชาชน มากกว่ากองทัพของทหาร ที่จะไปทำสงคราม เพราะมีผู้นำที่เป็นบาทหลวง และสามัญชนธรรมดาปราศจากความรู้ในการรบ และมิได้มีอาวุธที่ครบครัน ปรากฏว่ากองทัพนี้ส่วนใหญ่มาถึงเพียงฮังการี เพราะเมื่อขาดอาหารลง ก็จะทำการปล้นสะดม จึงถูกประชาชนแถบนั้นต่อต้าน และส่วนใหญ่จะตายเสียตามทาง ที่เหลือรอดมาซึ่งมีจำนวนเล็กน้อย เมื่อเผชิญกับพวกซัลจู๊ค จึงถูกตีแตกพ่ายกลับไป สงครามครั้งนี้มิได้ก่อให้เกิดผลสะท้อนใดๆ นอกจากจะกระตุ้นให้ชาวยุโรป มีความเกลียดชังมุสลิมมากขึ้นไปอีก

สงครามครูเสดครั้งที่ 1

สงครามครั้งนี้นำโดย กอดเฟรย์ แห่งบุยยอง ( Godfrey of Buillon ) เรย์มอนด์ แห่งตูลุส ( Reymond of Toulous ) และโบเฮมุน ( Bohemund ) กองทัพทั้งสามกองนี้ เดินทางมารวมพลกันที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลในปี ค.ศ.1097 มีประมาณ 300,000 คน ประกอบด้วยกองทัพของประชาชนที่มีศรัทธาแรงกล้า บรรดาเจ้าชายที่ต้องการดินแดนเพิ่ม อัศวินที่ต้องการแสดงความกล้าหาญ นักเดินทางที่ต้องการการผจญภัย ทาสที่ต้องการความเป็นไท และสามัญชนธรรมดาที่ต้องการความร่ำรวย จักรพรรดิอเล็กซิอุสแห่งไบแซนไทน์ ไม่คาดคิดว่าต้องเลี้ยงดูกองทัพมหึมาขนาดนี้ จึงรีบส่งกองทัพเหล่านั้น ข้ามช่องแคบฟอสฟอรัสไปยังเอเชียไมเนอร์ ขณะนั้นดินแดนดังกล่าวเป็นของอาณาจักรซัลจู๊คโรม

พวกครูเสดได้เข้ายึดเมืองนิคาเอ ขณะนั้นผู้ปกครองเมืองนี้คือ สุไลมาน อิบนุ กอฏเลมุช บิดาของกอเลจญ์ อัรซะลาน สุลต่านแห่งซัลจู๊คโรม เมืองนี้ได้ตกอยู่ในมือของพวกครูเสดในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1097 ภายหลังที่ปิดล้อมอยู่เป็นเวลาหนึ่งเดือน ต่อจากนั้นกองทัพของครูเสด ก็ได้รุกคืบหน้าไปทางตะวันออกเรื่อยๆ ตลอดทางพวกครูเสด ไม่ได้รับการต่อต้านที่เข้มแข็งจริงจังจากมุสลิมเลย นอกจากที่ อัสกา ชะฮฺร แต่พวกซัลจู๊ค ก็ไม่อาจต้านทานการรุกรานของกองทัพอันมหึมานี้ได้ กองทัพครูเสดภายใต้การนำของบอลด์วิน ( Boldwin ) เดินทางต่อไปยังเมือง อัรรูฮะฮฺ ( Edessa ) และยึดเมืองนี้ได้ในปีค.ศ. 1098 ที่เมืองนี้ พวกครูเสดได้จัดตั้งอาณาจักรของตนขึ้นเป็นแห่งแรกในตะวันออกกลาง โดยมีบอลด์วินเป็นผู้นำ สำหรับส่วนที่เป็นแคว้น ซิลีเซีย ปกครองโดยพวกนอร์แมนด์ (พวกนี้มาจากตอนเหนือของทวีปยุโรป) ดินแดนดังกล่าวประกอบด้วยชาวอาร์เมเนียน และกรีก ซึ่งเป็นคริสเตียนเสียส่วนใหญ่

ส่วนกองทัพครูเสดภายใต้การนำของโบเฮมุนด์ มุ่งสู่เมืองอันตากียะฮฺ ( Antioch ) ซึ่งขณะนั้นปกครองโดย อะมีรยาฆี ซีนาน แม่ทัพของพวกซัลจู๊ค พวกครูเสดได้เริ่มปิดล้อมเมืองนี้ในวันที่ 21 ตุลาคม ค.ศ.1097 อะมีรยาฆีได้ขอความช่วยเหลือ ไปยังคอลีฟะฮฺแห่งอับบาซียะฮฺ แต่คอลีฟะฮฺก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ส่วนคอลีฟะฮฺแห่งฟาฏีมียะฮฺ ก็ได้ทำสนธิสัญญาสันติภาพกับพวกครูเสดเสียแล้ว ขณะเดียวกันนั้น เมืองใกล้เคียงคือฮะลับ ซึ่งปกครองโดย ริฎวาน อิบนุ ตุตุซ ก็เป็นศัตรูกับยาฆี เมืองอันตากียะฮฺจึงถูกปล่อยให้อยู่โดดเดี่ยว

แต่อย่างไรก็ตาม ทหารของอะมีรยาฆี ก็ได้ต้านทานการรุกรานของพวกครูเสดอย่างเข้มแข็ง ในที่สุดอะมีรยาฆี ก็ต้องยอมแพ้ในวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ.1098 เพราะนายทหารของอะมีร ซึ่งเป็นชาวอาร์เมเนียนได้แอบเปิดประตูเมืองให้พวกครูเสด พวกครูเสดจึงเข้าเมืองได้ และยึดเมืองนี้ไว้เป็นที่มั่น ปรากฏว่าภายหลังพวกครูเสดยึดเมืองนี้ได้นั้น พวกครูเสดได้กระทำการทารุณกรรม และสังหารประชาชนในเมืองนี้เป็นจำนวนมาก พร้อมกับตะโกนว่า Dien le veut ( พระเจ้าประสงค์เช่นนั้น ) พวกเขาได้กระทำในสิ่งที่พวกเขาถือว่าเป็นบุญกิริยา และความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า

ต่อมาพวก ครูเสดได้ยกมาตีเมืองรอมละฮฺ นับเป็นดินแดนแห่งแรกในปาเลสไตน์ ที่ตกเป็นของพวกครูเสด วันที่  7 มิถุนายน ค.ศ. 1099 กองทัพของครูเสดก็ยกมาถึงเมืองเยรูซาเล็ม พวกครูเสดมีประมาณ 40,000 คน เป็นนักรบเสียเพียง 20,000 คน ได้ล้อมเมืองนี้อยู่นาน 5 สัปดาห์ วันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ.1099 พวกครูเสดจึงบุกเข้าเมืองได้ ทหารของฟาฏีมียะฮฺประมาณ 1,000 คน ซึ่งป้องกันเมืองนี้ ต้องยอมแพ้แก่พวกครูเสด เมื่อเข้าเมืองได้ ปรากฏว่า พวกครูเสดได้ก่อโศกนาฏกรรมอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการสังหารประชาชนในเมือง ซึ่งมีทั้งมุสลิม ยิว และคริสเตียนที่นอกคอกจำนวนถึง 60,000 คน เป็นเวลานาน 8 วัน โดยไม่ละเว้นแม้กระทั่ง เด็กสตรี และคนชรา

หลังจากนั้นพวกครูเสด ก็ได้ยกไปตีเมืองอื่นๆต่อไปอีก เบรุต และไซคอน ตกเป็นของพวกครูเสด ในปี ค.ศ. 1101 คอยซาเรียในปี ค.ศ.1101 และยังได้ยกกองทัพลงไปทางใต้จนถึงเมืองอัสเกาะลาน  ถึงตอนนี้ซีเรีย และปาเลสไตน์ได้ตกไปอยู่ในมือของพวกครูเสดโดยสิ้นเชิง พวกครูเสดได้ส่งมอบ ส่วนที่เป็นเอเชียไมเนอร์ ให้ไบเเซนไทน์ปกครอง และจัดตั้งอาณาจักรของตนขึ้นในตะวันออกกลางคือ

1. อาณาจักรเอเดสสา ( อัรรูฮะฮฺ ) สถาปนาขึ้นในปี ค.ศ.1098 มีบอลด์วินเป็นกษัตริย์ปกครองเหนือแคว้นซิลิเซีย

2. อาณาจักร เยรูซาเล็ม สถาปนาขึ้นในปี ค.ศ.1099 ครอบคลุมอาณาเขตตั้งแต่เมืองเบรุตจนถึงริมฝั่งทะเลแดงทางตอนใต้ มีกอดเฟรย์เป็นกษัตริย์ แต่หลังจากนั้นเพียงปีเดียว กอดเฟรย์ก็ได้ตายลง จึงได้มีการคัดเลือกให้บอลด์วินกษัตริย์แห่งโอเดสสาเป็นกษัตริย์แห่ง เยรูซาเล็มด้วย

3. อาณาจักรอันตากียะฮฺ สถาปนาขึ้นในปี ค.ศ.1098 โดยมีโบเฮมุนด์เป็นผู้ปกครอง

ขณะเดียวกันกษัตริย์แห่งเยรูซาเล็ม ก็ได้สั่งให้เรย์มอนด์ทำการพิชิตเมืองทริโปลี ปรากฏว่ากองทัพเรือของพวกครูเสด ได้ยกมาตีเมืองญุไบล์ทางใต้ของทริโปลี ในปี ค.ศ.1104 และจากเมืองนั้น พวกครูเสด ก็คืบคลานเข้าสู่ทริโปลี ชาวเมืองทริโปลี ต่อต้านการรุกรานของพวกครูเสดอยู่จนถึงปี ค.ศ.1109 เมืองนี้แตกในวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ.1109 เรย์มอนด์จึงได้สถาปนาอาณาจักรทริโปลีขึ้นทั้ง 4 อาณาจักรนี้ ขึ้นตรงต่อกษัตริย์แห่งเยรูซาเล็ม  ส่วนในแถบเทือกเขาของเลบานอนนั้น เป็นเขตอิทธิพลของพวกอัซซาชูน มีผู้นำชื่อรอชีดุดดีนซีนาน ซึ่งเป็นพันธมิตรกับพวกครูเสด

สงครามครูเสดครั้งที่  2

หลังจากสงครามครั้งที่ 1 แล้ว อิสลามเริ่มตระหนักถึงหายนะ อันมีต่ออารยธรรมของตน และเริ่มปรองดองกันในอันที่จะร่วมมือ เพื่อต่อต้านภยันตรายดังกล่าว ทางฝ่ายคริสเตียนเริ่มประสบพบเห็นด้วยตาตนเอง จึงได้รู้ว่า อิสลามมิได้เป็นคนป่าเถื่อนไร้ศีลธรรม ดังที่ได้ยินจากคำเล่าลือในยุโรป ชาวยุโรปซึ่งมีวัฒนธรรมโดยทั่วไป ที่ต่ำกว่าอิสลาม ได้มาสัมผัสกับวัฒนธรรม ที่สูงส่งกว่าในโลกอิสลาม พระเยซูนั้น มุสลิมก็ยอมรับว่า เป็นศาสดาคนหนึ่งของตน เช่นเดียวกันกับศาสดามุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ( มุสลิมเรียกพระเยซูว่า อีซา ) ยอมรับว่าคริสเตียนและยิว เป็นผู้เจริญ และเรียกคริสเตียนและยิวว่า เป็นชาวคัมภีร์ ( อะฮฺลุลกีตาบ ) สงครามครูเสด ได้นำฝรั่งจำนวนนับหมื่นนับแสน ให้มาพบเห็นความเจริญ เห็นวัฒนธรรมอันสูงส่ง และศีลธรรมอันดีงามของอิสลาม ทำให้ความศรัทธาในศาสนา และวัฒนธรรมของตนลดน้อยลงไป

ผลสะท้อนที่เกิดจากสงครามครั้งนั้นใหญ่หลวง และกว้างขวางมาก ชาวยุโรปเมื่อกลับไปถึงบ้านเมืองของตนแล้ว ก็ได้ทำให้ยุโรปซึ่งหลับใหลมาเป็นศตวรรษให้กลับตื่นขึ้นมา จิตใจของคนมีความดิ้นรน ต้องการปัญหาความรอบรู้ และชีวิตใหม่ สิ่งที่ตามมาจากความเคลื่อนไหวทางจิตใจอันรุนแรงเช่นนี้ ทำให้ประวัติศาสตร์ของยุโรป ต้องเปลี่ยนไปโดยไม่มีใครคาดคิด

ซึ่งได้แก่สิ่งที่เราเรียกว่า “Renaissance” เรอเนซซองส์ คือการกลับฟื้นคืนชีพแห่งปัญญา ทางด้านวัฒนธรรรม และศิลปะวิทยาการต่างๆ และทำให้ความศรัทธาในศาสนาของตน ที่ได้สั่งสอนกันมาลดน้อยลง ซึ่งผลทำให้เกิดการแตกนิกายในที่สุด นับตั้งแต่พวกครูเสดได้ปกครองซีเรีย และปาเลสไตน์เป็นต้นมา ได้นำลัทธิเจ้าผู้ครองนคร (ฟิวดัลลิสม์) มาใช้ มุสลิมมีฐานเพียงทาส และถูกกดขี่ทารุณต่างๆนานา บัยตุลมักดิส สถานอันศักดิ์สิทธิ์ของมุสลิม ถูกเหยียดหยามด้วยการถูกใช้เป็นคอกม้า

ในปี ค.ศ.1127 ได้เกิดมีวีรบุรุษมุสลิมคนหนึ่งปรากฏขึ้น ชื่อ อิมาดุดดีน ซังกี ได้รวบรวมกำลังพลอยู่ที่เมืองมูศิล และได้ยกทัพเข้าตีเมืองต่างๆ ของพวกครูเสด ในปี ค.ศ. 1130 เขาสามารถตีป้อมเมืองอัลอะซาริบใกล้เมืองฮะลับได้ ต่อมาในปี ค.ศ.1144 เขาก็ยึดเมืองอัรรูฮะฮฺ (Edessa) มาได้อีก ภายหลังที่ล้อมเมืองนี้อยู่เป็นเวลา 4 สัปดาห์ จนกระทั่งอาณาจักรเอเดสสาทั้งหมด ตกไปเป็นของมุสลิม ซังกีเป็นผู้ที่มีความสามารถในการรบ แต่เขาไม่สามารถรวบรวมกำลังของอิสลาม เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจากการแตกแยกและแก่งแย่งชิงดีกัน ในที่สุดซีงกี ได้ถูกมุสลิมด้วยกันลอบฆ่าตายในวันที่ 14 กันยายน ค.ศ.1146

ในระหว่างที่มุสลิมเกิดความขัดแย้งกันนี้ พวกครูเสดภายใต้การนำของโยสเซลิน ( Jocelin ) ก็ยึดเมืองอัรรูฮะฮฺคืนได้ แต่นูรูดดีน มะมูด บุตรชายคนที่ 2 ของซังกี ก็สามารถตีเมืองนี้คืนมาได้ ความสูญเสียของเมืองอัรรูฮะฮฺครั้งนี้ ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกครั้งใหญ่ขึ้นในยุโรป พวกคริสเตียนหวั่นวิตกว่า เยรูซาเล็ม กำลังถูกมุสลิมคุกคาม จึงได้มีการปลุกระดม เพื่อทำสงครามครูเสดอีกครั้ง คราวนี้ปรากฏว่ามีกษัตริย์ที่สำคัญๆของยุโรปร่วมด้วย คือ กษัตริย์หลุยส์ที่ 7 แห่งฝรั่งเศส ( Louis VII ) กษัตริย์คอนราดที่ 3 ( Conrad III ) แห่งเยอรมัน เริ่มออกเดินทางในปี ค.ศ. 1141 ส่วนใหญ่เดินทางมาทางทะเล เพราะไม่ได้รับการสนับสนุนจากไบแซนไทน์

ในระหว่างที่ครูเสดยกทัพมานี้ นูรุดดีนได้ใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวด ในอันที่จะยึดเมืองอันตากียะฮฺ เขาได้รวบรวมกำลังทหาร เข้าทำสงครามอย่างเป็นแบบแผน ไม่ใช่เฉพาะอย่างที่เป็นมา ปรากฏว่าเมื่อพวกครูเสดยกทัพมาถึง จึงถูกตีแตกพ่ายยับเยิน กองทัพของคอนราดถูกทำลายที่เมืองลาตากียะฮฺ ( Latakia ) ส่วนกองทัพของพระเจ้าหลุยส์ที่ 7 ก็ถูกตีแตกที่เมืองคัดมุส ผู้ที่หนีรอดจากสมรภูมิทั้งสองแห่ง ได้มารวมพลกันอยู่ที่เมืองอันตากียะฮฺ และได้ยกเข้าตีดามัสกัสแต่ไม่สำเร็จ เพราะนูรุดดีนได้ยกทัพมาช่วย ทั้งกษัตริย์หลุยส์ที่ 7 และคอนราดที่ 3 ได้เลิกทัพกลับยุโรปพร้อมกับความผิดหวัง สงครามครูเสดครั้งที่ 2 จึงยุติลง

ภายหลังสงครามครูเสดครั้งนี้แล้ว นูรุดดีนมิได้ปล่อยให้โอกาสอันสำคัญนี้ให้หลุดลอยไป เขาได้มุ่งมั่นที่จะตีพวกครูเสดให้พ้นออกไปจากเอเชียไมเนอร์ ในระหว่างการรบใกล้กับอันเนบ เจ้าชายเรย์มอนด์แห่งอันตากียะฮฺถูกฆ่าตาย และอีกหนึ่งปีต่อมาคือในปี ค.ศ.1151 นูรุดดีนก็จับศัตรูตัวฉกาจคือโยสเซลินได้ และในปี ค.ศ.1164 นูรุดดีนก็บุกเข้าไปในเมืองอันตากียะฮฺ จับโบเฮมุนด์ที่ 3 และเรย์มอนด์ที่ 3 ได้อีก

ในปี ค.ศ.1154 เขาได้ผนวกเมืองดามัสกัสเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐอะตาเบคฮะลับ ซึ่งในขณะนั้นปกครองโดยมะญีรุดดีน แห่งรัฐอะตาเบคดามัสกัส การกระทำเช่นนี้ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ดามัสกัส ตกเป็นของพวกครูเสดที่กำลังบุกเข้าโจมตีอยู่ เขาได้แต่งตั้งอัยยูบ อิบนุ ชาดี เพื่อนสนิทของบิดาเป็นผู้ปกครองเมืองนี้ ส่วนซีเรียนอกเหนือจากดามัสกัสนั้น ให้ชีกูรเป็นผู้ปกครอง ถึงตอนนี้พวกครูเสด ถูกต่อต้านอย่างเข้มแข็งจากมุสลิม ทั้งด้านเหนือและด้านทิศตะวันออก ทางเดียวที่จะขยายอำนาจออกไปได้ คือบุกลงไปทางใต้ซึ่งก็คืออียิปต์

ขณะนั้นอียิปต์อยู่ภายใต้การปกครองของผู้ปกครองที่อ่อนแอคือ คอลีฟะฮฺอัลอาฎิด แห่งฟาฏิมียะห์ ซึ่งขณะนั้นวะซีร์ของเขาเกิดขัดแย้งกันเอง นูรุดดีนเห็นถึงความจำเป็น ในอันที่จะต้องแทรกแซงอียิปต์โดยเร็ว เพื่อป้องกันการรุกรานของพวกครูเสด เขาได้ส่งกองทัพโดยมีชีกูร เป็นแม่ทัพบุกเข้าอียิปต์ถึง 3 ครั้ง ทุกครั้งเขาได้รับชัยชนะกลับมาเสมอ ในที่สุดค่อลีฟะฮฺอัลอาฎิด ก็ได้แต่งตั้งชีกูรให้เป็นวะซีร์ ( รัฐมนตรี ) ประจำอียิปต์ แต่หลังจากนั้นอีก 2 เดือน เขาก็ตายลง ตำแหล่งวะซีย์จึงตกเป็นของลูกของพี่ชายที่ชื่อ ศอลาฮุดดีน อัยยูบ ผู้ได้รับสมญานามว่า อัลมะลิกูน นาซิร3

ตอนต่อไป>>>>Click 

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม