Custom Search

กรณีพิพาทระหว่างท่านคอลีฟะฮฺ อะลี อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ) และท่านมุอาวียะฮฺ อิบนุ อบีสุฟยาน (ร.ฎ)

الحمدلله والصلاة والسلام على رسول الله وعلى آله وصحبه أجمعين وبعد

ช่วงการปกครองระบอบคิลาฟะฮฺ ภายหลังท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม)  นับแต่ปี ฮ.ศ. 11 – ฮ.ศ. 40 ซึ่งกินระยะเวลา 30 ปี ตามที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม) เคยระบุไว้ในสุนนะฮฺของท่านในหมวดดะลาอิลุ้ลนุบูวะฮฺ มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น เช่น

การดำรงตำแหน่งของเคาะลีฟะฮฺอบูบักร อัศศิดดีก (ร.ฎ.) การทำสงครามกับอะฮฺลุรฺริดดะฮฺ การดำรงตำแหน่งของเคาะลีฟะฮฺ อุมัร อัลฟารูก (ร.ฎ.) สมรภูมิ อัลกอดิสียะฮฺ อันเป็นความปราชัยของจักรวรรดิเปอร์เซีย, สมรภูมิอัล-ยัรมูก, อันเป็นความปราชัยของจักรวรรดิไบเซนไทน์, การพิชิตนครอัล-กุดสฺ , การลอบสังหารท่านเคาะลีฟะฮฺ อุมัร อัล-ฟารูก (ร.ฎ.) ในปีฮ.ศ. 23 / ค.ศ.644,

การดำรงตำแหน่งของเคาะลีฟะฮฺ อุษมาน ซุนนูรอยนฺ (ร.ฎ.), การพิชิตแอฟริกาเหนือ, การรวบรวม กิรออะฮฺของอัล-กุรอาน, การลอบสังหาร เคาะลีฟะฮฺ อุษมาน (ร.ฎ.) ในปีฮ.ศ. 35/ ค.ศ. 656 , การดำรงตำแหน่งของเคาะลีฟะฮฺ อาลี อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.), สมรภูมิอูฐ ปีฮ.ศ.36 / ค.ศ.656 ,สมรภูมิศิฟฟีน ปี ฮ.ศ. 37 / ค.ศ. 657, การตัดสินข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ (อัต-ตะหฺกีม) และการลอบสังหารท่านเคาะลีฟะฮฺ อะลี (ร.ฎ.) ปีฮ.ศ.40 / ค.ศ. 661 เป็นต้น

ดูเหมือนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงการดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺของท่านอะลี อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.) นั้น จะเป็นช่วงวิกฤตที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ยุคต้นอิสลามซึ่งเป็นผลพวงมาจากความวุ่นวายในช่วงปลายสมัยของเคาะลีฟะฮฺ อุษมาน อิบนุ อัฟฟาน (ร.ฎ.) และเป็นจุดเริ่มต้นอย่างชัดเจนของประดาปัญหาทั้งปวงตลอดสมัยการเป็นเคาะลีฟะฮฺของท่าน อะลี (ร.ฏ.) เพราะก่อนหน้านั้นรัฐอิสลามในระบอบคิลาฟะฮฺ มิได้มีปัญหาภายในที่รุนแรงเฉกเช่นในสมัยของเคาะลีฟะฮฺ อะลี (ร.ฎ.)

บรรดาเศาะหาบะฮฺก่อนหน้านั้น ตลอดจนประชาคมมุสลิมในรุ่นตาบีอีนยังคงรักษาเสถียรภาพและความเป็นปึกแผ่นของรัฐอิสลามแห่งนครมะดีนะฮฺเอาไว้อย่างมั่นคง แต่สถานการณ์ได้แปรเปลี่ยนไปภายหลังการลอบสังหารเคาะลีฟะฮฺ อุษมาน (ร.ฎ.) การเข้ามาของท่านอะลี  (ร.ฎ.) ในฐานะ เคาะลีฟะฮฺ ในช่วงเวลานั้น ( ฮ.ศ. 35 – ฮ.ศ. 40) จึงถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งยวดในการสืบสานภารกิจของเหล่าเคาะลีฟะฮฺก่อนหน้าท่าน

สถานการณ์ที่อืมครึมและสุ่มเสี่ยงย่อมเป็นอุปสรรคสำคัญที่เคาะลีฟะฮฺ อะลี (ร.ฎ.) ต้องเผชิญกับมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้ว่าการดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺของท่านอะลี (ร.ฎ.) ในเวลานั้น จะชอบด้วยหลักนิติธรรมอิสลาม ว่าด้วยรัฐศาสตร์การปกครองและในเวลานั้นไม่มีเศาะหาบะฮฺท่านใดจะมีความเหมาะสมยิ่งไปกว่าท่านอะลี (ร.ฎ.) ในการเป็นเคาะลีฟะฮฺอีกแล้วก็ตาม

แต่ดูเหมือนว่า สถานการณ์มิได้เป็นใจแก่ท่านอย่างที่ควรจะเป็น มีข้อจำกัดมากมายและซับซ้อนซึ่งอยู่เหนือการควบคุมของท่านเคาะลีฟะฮฺ และเป็นผลพวงมาจากเหตุการณ์ที่ท่านเคาะลีฟะฮฺ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับมันแต่อย่างใดเลย หากแต่ท่านเคาะลีฟะฮฺกลับต้องรับ ผลพวงเหล่านั้นโดยตรง ผลพวงที่ว่านี้ก็คือ การสังหารท่านเคาะลีฟะฮฺ อุษมาน อิบนุอัฟฟาน (ร.ฎ.) ซึ่งกลายเป็นข้อเรียกร้องสำคัญของเศาะหาบะฮฺบางส่วน ในการนำเอาผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีความและกิศอศตามโทษานุโทษที่ก่อเอาไว้ จริงๆแล้ว บรรดาเศาะหาบะฮฺในขณะนั้นมีความเห็นในเรื่องนี้ต่างกัน

ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า สิ่งแรกที่ประชาคมมุสลิมโดยการนำของ เคาะลีฟะฮฺต้องดำเนินการก็คือ การกิศอศผู้กระทำผิด

ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า เสถียรภาพและความเป็นปึกแผ่น คือสิ่งที่สมควรยิ่งกว่า และจำต้องอดทน รอจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย แล้วค่อยดำเนินการเอาผิดกับเหล่าอาชญากรให้ถึงที่สุด

ฝ่ายที่สามเห็นว่า การที่เคาะลีฟะฮฺ อุษมาน (ร.ฎ.) ต้องทนแบกรับการปิดล้อมที่อธรรมนั้นก็เพื่อเป็นการรักษาไว้ซึ่งชีวิตของผู้คน และมิให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลายมากไปกว่านั้น จึงเป็นเรื่องสมควรสำหรับบุคคลในขณะนั้นที่ต้องสงวนท่าทีไม่เข้าร่วมกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่มีความเห็นต่างกัน โดยถือเอาบรรดา อัล-หะดีษ ที่ระบุห้ามจากการสู้รบในยามที่เกิดฟิตนะฮฺ เป็นสรณะ  (ดูรายละเอียดเรื่องนี้ใน “ชัรหุ เศาะฮีหฺ มุสลิม” ; อัน-นะวาวียฺ เล่มที่ 15 หน้า 149 )

สิ่งที่รับรู้และเห็นพ้องกันในหมู่นักรายงานและนักประวัติศาสตร์ก็คือ การพิพาทระหว่างท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) กับท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ก็เหมือนกับการพิพาทระหว่างท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ฝ่ายหนึ่งกับท่านฏอลหะฮฺ (ร.ฎ.), ท่านอัซซุบัยรฺ (ร.ฎ.) และท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฏ.) อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งสาเหตุของการพิพาทเกิดจากการเรียกร้องให้มีการกิศอศเหล่าทรชนที่สังหารท่านเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) โดยเร็ว  และการที่บุคคลทั้ง 3  ออกไปยังเมืองอัล-บัศเราะฮฺก็มีจุดมุ่งหมายในเรื่องนี้ ( อัฏเฏาะบะรียฺ ; ตารีค อัรรุสุล วัลมุลูก เล่มที่ 4 หน้า 449-450 ตรวจทานโดย มุฮัมมัดอบุลฟัฎลฺ อิบรอฮีม ; ไคโร ดารุลมะอาริฟ พิมพ์ครั้งที่ 4 1979 )

กล่าวได้ว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺ (ร.ฎ.) มีความเห็นตรงกันต่อกรณีการดำเนินคดีกิศอศ กับบรรดาผู้ร่วมสังหารท่านเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) แต่ความเห็นที่ต่างกันของบรรดาเศาะหาบะฮฺอยู่ในประเด็นที่ว่าควรดำเนินคดีโดยเร็วเสียก่อนหรือควรผัดผ่อนไปก่อนตราบเมื่อสถานการณ์มีความเหมาะสมจึงค่อยดำเนินคดี

ฝ่ายท่านฏอลหะฮฺ อัซซุบัยรฺ , ท่านหญิงอาอิชะฮฺ และท่านมุอาวียะฮฺเห็นว่าต้องเร่งรัดคดีให้ถึงที่สุด บรรดาอาชญากรต้องถูกลงโทษนับแต่เบื้องแรก ในขณะที่เคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) และผู้ที่สนับสนุนท่านเห็นว่าควรประวิงเวลาออกไปก่อน จนกว่าศูนย์อำนาจของเคาะลีฟะฮฺจะมีเสถียรภาพมั่นคง เมื่อสถานการณ์เป็นใจแล้วจึงให้บรรดาทายาทของเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) นำเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีความตามขั้นตอน เพราะบรรดาผู้กระทำผิดมีเป็นจำนวนมาก และเป็นคนของเผ่าต่างๆ

ทั้งนี้หากเร่งรัดการดำเนินคดีกับผู้คนจำนวนมากเหล่านี้ โดยไม่มีการผ่านขั้นตอนวิธีพิจารณาคดีความนับจากการฟ้องร้องของเหล่าทายาทของเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) ต่อหน้าเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) การสอบพยานและการตัดสินคดีความด้วยการกิศอศ แน่นอนการดำเนินการ ที่ไม่ผ่านขั้นตอนดังกล่าว ย่อมนำไปสู่มิคสัญญี และความวุ่นวายจากสงครามกลางเมือง ที่อาจมีผู้บริสุทธิ์ล้มตายเป็นจำนวนมาก เหตุนี้ความเห็นของท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และชอบด้วยหลักการมากว่าความเห็นของฝ่ายที่มีเศาะหาบะฮฺทั้ง 4 ท่านเป็นผู้นำในการเรียกร้อง

อย่างไรก็ตามความเห็นของทั้ง 2 ฝ่ายเป็นความเห็นอันเกิดจากการวิเคราะห์ ( อิจญติฮาด) ซึ่งอาจจะถูกต้องหรือผิดพลาดก็ได้ ดูเหมือนว่า ฝ่ายที่เรียกร้องให้เร่งรัดคดีมีความเชื่อและเข้าใจว่า การสังหารท่านอุษมาน (ร.ฎ.) เป็นความผิดที่ใหญ่หลวง และการขจัดสิ่งที่ผิดมหันต์นั้น เป็นสิ่งที่ผู้มีความสามารถกระทำได้ ในฐานะฟัรฎูกิฟายะฮฺ โดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของอิมาม

ซึ่งจริงๆ แล้วการขจัดสิ่งที่ผิดมหันต์นี้ เป็นเรื่องที่ผูกพันอยู่กับหลักการกิศอศกับผู้กระทำผิด ซึ่งต้องได้รับการอนุมัติจากอิมาม ตลอดจนต้องผ่านกระบวนการฟ้องร้อง ของทายาทผู้ที่ถูกสังหารเสียก่อน จึงจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดได้ การดำเนินการกิศอศโดยไม่ผ่านขั้นตอนดังกล่าว จึงเป็นสิ่งที่ไม่อนุญาตให้กระทำตามหลักนิติศาสตร์อิสลาม ( อัล-กุรฏุบียฺ ; อัล-ญามิอฺ ลิอะหฺกาม อัล-กุรอาน เล่มที่ 2 หน้า 256 )

ถัดไป

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม