Custom Search

ชุมชนมุสลิมบ้านสามอิน

“บ้านสามอิน” ตั้ง อยู่บริเวณถนนสุขุมวิท 71 (พระโขนง-คลองตัน) มีมัสยิดฮิดายาตุ้ลอิสลาม (สามอิน) เป็นศูนย์กลาง บรรพชนของ “บ้านสามอิน” อพยพมาจากปัตตานี และกรุงศรีอยุธยาบางส่วน (มุสลิมไทย ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (2547) หน้า 21) ลางที การอพยพของบรรพชนจากกรุงศรีอยุธยานี้น่าจะเกี่ยวพันกับกรณีของ “ชุมชนบ้านป่า” ซึ่งอยู่ในละแวกใกล้เคียง เรียกมุสลิมกลุ่มนี้ว่า “แขกเก่า” คือ อยู่มาแต่เดิมเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา 

ส่วนบรรพชนที่มาจากปัตตานี น่าจะเข้ามาสมทบภายหลัง เมื่อครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ที่มีการกวาดต้อนเชลยศึกจากหัวเมืองปักษ์ใต้ คำว่า “สามอิน” น่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า “ซัมมะอีน” ซึ่งน่าจะเป็นคนสำคัญที่ลงหลักปักฐานอยู่ ณ บริเวณชุมชนนี้ ภายหลังเรียกเพี้ยนอย่างสำเนียงไทยว่า “สามอิน”

คล้ายกับกรณีของ “คลองหลอแหล” ซึ่งน่าจะเพี้ยนมาจาก “เลาะห์”, “และห์” ในอดีต “ชุมชนบ้านสามอิน” มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น จนผู้แก่ผู้เฒ่าเล่าว่า “ไก่บินไม่ตกหลังคาบ้าน” เพราะมีบ้านเรือนสร้างติดต่อกันหนาแน่น และเป็นชุมชนมุสลิมล้วน ต่อมาบรรพชน “บ้านสามอิน” บางส่วนได้แยกย้ายกันออกไปตั้งรกรากอยู่แถบคลองตัน นวลน้อย ริมคลองลาดพร้าว คลองจั่น คลองหลอแหล ฯลฯ โดยประกอบอาชีพทำไร่ทำนาเป็นหลัก

ในชุมชนบ้านสามอินนั้น มีชาวมุสลิมตระกูลใหญ่บางตระกูลรับราชการ มีตำแหน่งเป็นนายท้ายเรือของพระเจ้าแผ่นดินในสมัยนั้น เช่น “โต๊ะกีแดง” มีราชทินนามว่า “หมื่นแผงวารี” ท่านมีความดีความชอบจนได้รับพระราชทานที่ดินย่านหัวหมาก 200 กว่าไร (ปัจจุบันอยู่ติดกับสถานีรถไฟหัวหมาก ด้านถนนพระราม 9 และถนนศรีนครินทร์)  ราชทินนาม “หมื่นแผงวารี” ที่ว่ามีตำแหน่งนายท้ายเรือของพระเจ้าแผ่นดินนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับตำแหน่งใน “กรมอาษาจาม” ซึ่งมีทั้งแขกจาม (เขมร) และแขกมลายู

และ เหตุที่ท่าน “โต๊ะกีแดง” (หมื่นแผงวารี) ได้รับพระราชทานที่ดิน 200 ไร่นั้นก็ไม่แปลก เพราะท่านมีศักดินาเป็น “หมื่นอาษาจาม” นาคล 200 (กฏหมายตามสามดวง เล่ม 1 หน้า 306-307) คือมีศักดินา 200 ไร่ และเขตที่ดินย่านหัวหมากก็เกี่ยวพันกับการกระจายหลักแหล่งของกลุ่มแขกจาม บ้านครัว ซึ่งมีทั้งแขกจาม (เขมร) และมลายูเดิมรวมถึงมลายูยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ปะปนกัน ในสมัยรัชกาลที่ 3 ปี พ.ศ. 2381 เชลยศึกจากหัวเมืองมลายูถูกกวาดต้อนเข้ามายังกรุงเทพมหานคร “แล้วรับสั่ง สั่งพระยาราชวังสรรค์ว่า ที่สุเหร่ามีกว้างขวางอยู่ พอจะผ่อนพักไว้ได้ก็รับเอาพักไว้พอให้มันสบายก่อนเถิด ถ้าข้างหน้ามีครอบครัวส่งข้าวไปอีกมากมาย แล้วจึงค่อยจัดแจงเอาไปตั้งที่แสนแสบ ข้างนอกทีเดียวๆ ...(จดหมายหลวงอุดมสมบัติ ฉบับที่ 9)

แต่ ชวน  ธนากรขำสุวัฒน์ (2514:21-22) ได้กล่าวถึงแขกครัวว่า “...เจ้าพระยาบดินทรเดชาได้กวาดต้อนครอบครัวเขมร รวม 3,000 คนเศษ ส่งเข้ามากรุงเทพฯ ผ่านทางเมืองปราจีนบุรี ได้แบ่งครอบครัวไว้สำหรับเมืองปราจีนบุรีบ้าง และที่เหลือนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดครอบครัวเขมรไปอยู่ที่คลองมหานาค ตลอดไปจนถึงลำคลองหัวหมาก บางกะปิ พร้อมทั้งพระราชทานที่บ้านที่สวนให้อยู่ทำมาหากินเป็นปกติ และให้เป็นพร่หลวงรักษาเรือรบตามริมคลองบางกะปิ...” (ชวน  ธนากรขำสุวัฒน์. เที่ยวเฟื่องเรื่องเมืองไทย, กรุงเทพฯ : เกษมบรรณกิจ, 2514)

การกวาดต้อนครัวเขมร รวม 3,000 คนเศษนี้ เป็นระลอกหลัง เพราะบ้านกองอาษาจามที่ชุมชนบ้านครัวนั้นมีมาก่อนแล้ว ซึ่งมีทั้งแขกและมลายูตั้งหลักแหล่งอยู่ร่วมกัน การจัดครอบครัวเขมรไปอยู่เขตนอกพระนครทางทิศตะวันออกตามที่ชวน  ธนากรขำสุวัฒน์  ระบุนั้น น่าจะเป็นการดำเนินตามที่ทรงมีพระบัญชาให้พระยาราชวังสรรค์ (ฉิม) นำแขกครัวจากบ้านครัวออกไปไว้ข้างนอกแถบทุ่งแสนแสบ ดังที่มีบันทึกในจดหมายหลวงอุดมสมบัติ และน่าจะเป็นแขกมลายู ซึ่งถูกกวาดต้อนเข้ามาแล้วเอามาพักไว้ที่บ้านครัว ภายหลังก็ย้ายออกมาข้างนอก ไม่น่าจะเป็นแขกจาม (เขมร) ซึ่งยังคงตั้งหลักแหล่งอยู่ในบ้านครัวเดิม

การที่ท่าน “หมื่นแผงวารี” ได้รับพระราชทานที่ดินตามศักดินาของกรมอาษาจาม ก็มิได้หมายความว่าท่านเป็นแขกจาม เพราะทหารในกรมอาษาจามนั้นมีแขกมลายูอยู่เป็นอันมาก และที่ดินพระราชทานในย่านหัวหมาก ก็เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับการจัดครัว แขกมลายูกระจายออกมาด้านนอกพระนคร ทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นที่ตั้งของทุ่งใหญ่ เช่น ทุ่งแสนแสบ ทุ่งบางกะปิ เป็นต้น

ท่านหมื่นแผงวารี (โต๊ะกีแดง) ได้สมรสกับ ฮัจยะฮฺทองคำ มีบุตรชายคนโต เรียกันว่า ท่านโต (อับดุลลอฮฺ  แฉล้มวารี) ภายหลังได้เป็นผู้ใหญ่บ้านของชุมชนบ้านสามอิน ต่อมาในรัชกาลที่ 5 ท่านโตได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น “ขุนวิจิตรทโนราษฎร์แฉล้มวารี” ท่านเสียชีวิตเมื่อมีอายุได้ 80 ปี นับได้ว่า “ชุมชนบ้านสามอิน” เป็นชุมชนมุสลิมที่เก่าแก่มากแห่งหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานคร และยังเป็นแหล่งของบรรพชน ที่ขยายวงศ์วานว่านเครืออกไป ตั้งชุมชนมุสลิมอื่นๆ อีกหลายชุมชนด้วยกัน อาทิเช่น ชุมชนมุสลิมสุเหร่าวัดตึก, วัดกลาง, คลองลาดพร้าว, บ้านหลอแหล และบ้านคลองสี่ (วังเล็ก) มีนบุรี เป็นต้น

ซึ่ง มีข้อความระบุว่า บรรพชนของหมู่บ้านเหล่านี้ เดิมตั้งหลักแหล่งอยู่ในหมู่บ้านสามอิน ซึ่งอพยพมาจากเมือง “ยามู” หรือ “ยะหริ่ง” ปัตตานี ในสมัยรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (วารสาร มุสลิม กทม. ประจำเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2547)

ชุมชนบ้านวัดตึก (วัดเทพลีลา) นั้นได้ก่อตั้งขึ้นราวปี พ.ศ. 2470 โดยกลุ่มชาวมุสลิมจากบ้านสามอิน บ้านคลองตัน บ้านคลองกะจะ เข้ามารวมตัวกันตั้งเป็นหมู่บ้านขึ้น ปัจจุบันนี้ มีมัสยิดยามิอุ้ลอิสลาม (มัสยิดหน้าราม) ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งคลองแสนแสบเป็นศูนย์กลางของชุมชน

จะเห็นได้ว่า การกระจายครัวเรือนของชาวมลายูจากหัวเมืองประเทศราชนั้น จะตั้งชุมชนเรียงรายตามคลองแสนแสบนับแต่คลองตัน ชุมชนวัดตึก ชุมชนวัดกลาง (คลองจั่น) บึงกุ่ม และคลองหลอแหล ซึ่งเป็นคลองซอยจากคลองแสนแสบจรดถึงมีนบุรี ล้วนแต่เป็นชุมชนมุสลิมที่เกี่ยวพันกัน คือ เป็นชาวมลายูที่ถูกกวาดต้อนมาจากหัวเมืองประเทศราชทั้งสิ้น หากจะกล่าวว่าชุมชนบ้านสามอินเป็นแหล่งบรรพชนเก่าแก่ของชาวมุสลิมบางกอกพลัด ถิ่นที่ขยายชุมชนออกไปยังที่ซึ่งห่างออกไปก็คงไม่ผิดนัก

http://www.alisuasaming.com

 

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม

จำนวนผู้เข้าชม