พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับพสกนิกรชาวไทยมุสลิม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระเทพศิริ นทรา พระบรมราชินี ซึ่งมีพระนามเดิมว่า “หม่อมเจ้าหญิงรำเพย” ทรงเป็นพระธิดาในสมเด็จพระบรมราชมาตามหัยกาเธอ กรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ (พระองค์เจ้าศิริวงศ์) พระราชโอรสลำดับที่ ๖ ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และลำดับที่ ๑ ในเจ้าจอมมารดาทรัพย์ ซึ่งเป็นธิดาพระอักษรสมบัติ (หม่อมทับ) กับท่านผ่อง ซึ่งเป็นธิดาพระยาพัทลุง (ทองขาว) สกุลแขกสุนนีพัทลุง และมารดาของท่านผ่อง คือ ท่านปล้อง เป็นธิดาของพระยาราชวังสันเสนีย์ (หวัง) บุตรเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ (หมุด) ที่สมุหนายกในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

และท่านปล้อง ยังเป็นน้องนางพระชนนีเพ็ง ภรรยาของพระยานนทบุรีศรีมหาอุทยาน (บุญจัน) ซึ่งเป็นพระชนกชนนีของสมเด็จกรมพระศรีสุลาลัย (เจ้าจอมมารดาเรียม) พระราชชนนีพระพันปีหลวง ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งบรมราชจักรีวงศ์ เหตุนี้พระบรมราชชนนี ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในฝ่ายพระบิดา ซึ่งล้นเกล้าล้นกระหม่อม ทรงสถาปนาพระอัฐิขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมราชมาตามหัยกาเธอ กรมหมื่นมาตยาพิทักษ์จึงมีพระสายโลหิตเกี่ยวเนื่องด้วยราชินีกูล ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งบรมราชจักรีวงศ์ อันเป็นสายสกุลแขกสุนนีซึ่งสืบวงศ์มาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาในแผ่นดินสมเด็จ พระเอกาทศรถ

นอกจากนี้พระพี่เลี้ยงผู้ช่วยถวายอภิบาลพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ คือ พระพี่เลี้ยงหยา ภรรยาคุณพระสยามิธิการภักดี แห่งบ้านตลาดขวัญ แขวงเมืองนนทบุรี (เก็บความจาก สายสกุล สุลต่าน สุลัยมาน พ.ศ. ๒๕๓๑ พิมพ์ที่ บริษัท อมรินทร์ พริ้นติ้ง กรุ๊พ จำกัด,กรุงเทพฯ)

ความผูกพันระหว่าง พระพี่เลี้ยงหยา ซึ่งชาวบ้านตลาดขวัญเรียกท่านว่า โต๊ะย่าหยา กับสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงมีหลักฐานปรากฏชัดเจน คือการสร้างมัสยิด ฮิดายะตุลอุมมะฮฺ ที่บ้านตลาดขวัญ แขวงเมืองนนทบุรี ซึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใหม่ทดแทนมัสยิดหลังเก่าที่ถูกสร้างขึ้นมานับแต่แผ่นดินสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ และโปรดเกล้าฯให้พระสยามิธิการภักดี สามีพระพี่เลี้ยงหยาเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างในปี พ.ศ. ๒๔๓๓

นอกจากนี้ล้นเกล้าฯยังได้ทรงแสดงพระกตัญญูกตเวทิตาคุณต่อพระพี่เลี้ยงหยา ด้วยการพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ในการสร้างบ้านเรือนไทยอีก ๑ หลังบริเวณด้านหลังมัสยิดบ้านตลาดขวัญ เพื่อให้เป็นนิวาสถาน สำหรับพระพี่เลี้ยงหยาอีกด้วย หลักฐานที่แสดงถึงความผูกพันของล้นเกล้าฯ กับพระพี่เลี้ยงหยาสตรีชาวไทย มุสลิมแห่งบ้านตลาดขวัญ อีกประการคืออาคารครอบสุสานศิลปะแบบตะวันตกซึ่งเรียกในภาษาอาหรับว่า “มะกอม” ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเหนือสุสานของพระพี่เลี้ยงหยาเพื่อ เป็นอนุสรณ์แห่งสายใยผูกพันระหว่างพระพี่เลี้ยงหยากับพระองค์เมื่อครั้งทรงพระเยาว์

ในการเสด็จประพาสหัวเมืองภายในพระราชอาณาจักร ของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง โดยเฉพาะการเสด็จประพาสต้น อันหมายถึง การเสด็จส่วนพระองค์ซึ่งไม่มีหมายกำหนดการล่วงหน้า ไม่มีกระบวนเสด็จเป็นทางราชการ และคำว่า “ประพาสต้น” เรียกตามชื่อเรือต้นที่ทรงใช้ในกระบวนการเสด็จประพาส นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๔๗ จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๑ ผลจากการเสด็จประพาสต้นหลายครั้ง ทำให้พระองค์ทรงทราบถึงวิถีชีวิต และความเป็นอยู่ของเหล่าพสกนิกรได้อย่างแท้จริง

ตลอดจนเป็นการสร้างความใกล้ชิดระหว่างพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์กับเหล่าพสกนิกร ทุกหมู่ เหล่าที่อยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารอย่างไม่เคยมีมาก่อน และส่วนหนึ่งจากการเสด็จประพาสของพระองค์เมื่อ ร.ศ. ๑๒๖ (พ.ศ. ๒๔๕๐) คือการเสด็จประพาสคลองแสนแสบ ซึ่งมีปรากฏชื่อสถานที่ตลอดเส้นทางในพระราชหัตถเลขา หลายแห่งเป็นชุมชนของชาวไทยมุสลิมที่เข้ามาตั้งรกรากตลอดรายทางคลองแสนแสบ นับแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

ดังความตอนหนึ่งในพระราชหัตถเลขาระบุว่า : พอออกจากวัดปากบึง ประเดี๋ยวก็เข้าแดนเมืองมีนคลองตอนนี้หน้าตาเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ คือรากไม่เกาะยึด และมีต้นไม้ริมคลองมากขึ้นมีบ้านเรือนรายมาจนถึงหนองจอกเป็นหมู่ใหญ่...เห็นวัดสักวัดเดียวเท่านั้นเพราะแถบนั้นเป็นบ้านแขก คือแขกพวกหลวงอุดมทีเดียว มิใช่อื่นไกลเลย (ประยุทธ สิทธิพันธ์ : ประวัติศาสตร์ประพาสต้นของพระพุทธเจ้าหลวง ; พิมพ์ครั้งที่สอง โดยสร้างสรรค์บุ๊คส์ ; มีนาคม ๒๕๕๒ กรุงเทพฯ เล่มที่ ๒ หน้า ๔๖๓)

แขกที่พระองค์ทรงกล่าวถึงคือแขกมลายูที่ ถูกกวาดต้อนเทครัวมาจากหัวเมืองมลายูนับแต่รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๓ และถูกนำมาไว้ตลอดรายทางคลองแสนแสบในรัชกาลที่ ๓ ซึ่งรายละเอียดมีระบุไว้ในจดหมายเหตุหลวงอุดมสมบัติที่ถูกออกชื่อไว้ว่าเป็น แขกมลายูเช่นกัน ในพระราชหัตถเลขาเมื่อครั้งเสด็จประพาสคลองแสนแสบยังออกชื่อ บ้านสามแยกท่าไข่ ตำบลคู้ มีสุเหร่าใหญ่ บ้านแขกและสุเหร่าแขกอีก ๒ แห่ง คลองสามวา และ คลองนุ่น อีกด้วย (อ้างแล้ว หน้า ๔๖๔-๔๖๕ เล่มเดียวกัน)

มีเรื่องเล่ามุขปาฐะของบรรพบุรุษมุสลิมในแถบบ้านทรายกองดิน ซึ่งอยู่ริมคลองแสนแสบว่า เมื่อครั้งเสด็จประพาสคลองแสนแสบ ผ่านมาบริเวณหน้าสุเหร่าทรายกองดิน (มัสยิดกะมาลุลอิสลาม ปัจจุบัน) เรือพระที่นั่งได้เกิดเครื่องยนต์ขัดข้องที่บริเวณหน้าสุเหร่า แก้ไขอยู่นานก็ไม่สำเร็จ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงจึงทรงรำพึงขึ้นว่า หากในบริเวณนี้มีผู้มีบุญญาธิการสถิตอยู่ขอได้ช่วยให้เครื่องยนต์เดินได้ เป็นปกติตามเดิมด้วย พระองค์จะทรงสร้างอนุสรณ์สถานเป็นกุศลไว้แก่หมู่บ้านนี้ ทันใดนั้นเครื่องยนต์เรือพระที่นั่งก็เดินได้เป็นปกติ

พระองค์ จึงทรงมีพระกระแสรับสั่งให้ทหารมหาดเล็กขึ้นไปบนฝั่ง เพื่อสอบถามว่า กองหินกองทรายที่นำมากองไว้ริมคลองนั้นมีโครงการจะสร้างอะไร ก็ได้รับคำตอบจากผู้อาวุโสที่พำนักอยู่บริเวณนั้นว่า จะทำการสร้างอาคารสุเหร่า เมื่อทรงรับทราบแล้วจึงมีพระกระแสรับสั่งให้นำอิฐ หิน และทรายมาสมทบอย่างละ ๗ ลำเรือ เพื่อพระราชทานสมทบในการก่อสร้างอาคารสุเหร่าหลังใหม่ พร้อมทั้งยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานที่ดินจำนวน ๔๐ ไร่ เป็นใบเดินทุ่งให้กับทรัสตีสุเหร่าแห่งนี้ด้วย (อ้างจาก วารสาร มุสลิม กทม. ฉบับที่ ๗ ปีที่ ๒ ตุลาคม-พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ปกในอธิบายภาพปกมัสยิดกะมาลุลอิสลาม ทรายกองดิน)

ในพระราชนิพนธ์ เรื่องเสด็จประพาสต้น ครั้งที่ ๒ ร.ศ. ๑๒๕ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสทางชลมารคผ่านบริเวณชุมชนมุสลิมแถบคลอง ตะเคียน พระนครศรีอยุธยา ดังปรากฏข้อความในพระราชนิพนธ์ว่า : ...กลับมาลงเรือออกจากท้ายเกาะโมงครึ่งมาแวะคลองตะเคียนซื้อผ้าเวลาล่าไปฝนก็ตกลืมดูนาฬิกาจนหิว จึงรู้สึกจึงจอดทำกับข้าวกันที่แพซุงใกล้คลองตะเคียน...” (ประยุทธ สิทธิพันธ์ อ้างแล้ว เล่มที่ ๑ หน้า ๑๔๗)

คลองตะเคียนถือเป็นชุมชนเก่าแก่ที่ชาวมุสลิมตั้งรกรากอยู่นับแต่ครั้งกรุง ศรีอยุธยา มีมัสยิดเก่าแก่หลังหนึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากปากคลองตะเคียนนัก เรียกกันว่า มัสยิดกุฎีช่อฟ้า มีหลักฐานระบุว่า กุฎีช่อฟ้า เป็นนามพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เมื่อคราวเสด็จประพาสทางชลมารค พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินขึ้นเยี่ยมมัสยิด

และทรงทราบจากราษฎรที่เข้าเฝ้าในขณะนั้นว่า ชื่อสุเหร่ากุฎีเจ้าเซ็น พระองค์ตรัสถามว่า คนที่นี่เป็นแขกเจ้าเซ็นใช่หรือไม่ ผู้เข้าเฝ้าในขณะนั้นก็ทูลตอบว่า มิใช่แขกเจ้าเซ็นแต่เป็นแขกมาจากเมืองตานี พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เปลี่ยนชื่อเป็น สุเหร่ากุฎีช่อฟ้า เนื่องจากมัสยิดแห่งนี้มีหลังคาทรงจั่วมีช่อฟ้าใบระกาและหางหงส์ จึงทรงพระราชทานนามตามนั้น (ศิวราช กบิลคาม ; วัฒนธรรมอิสลามกับการดำเนินชีวิตของมุสลิมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ; ๒๕๔๙ หน้า ๘๐)

ในการเสด็จประพาสแหลมมลายู คราว ร.ศ. ๑๐๘ และ ร.ศ. ๑๐๙ นั้นเหล่าพสกนิกรชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูทุกหมู่เหล่าทั้งฝ่ายปกครองและ สามัญชนได้รอรับเสด็จทุกแห่งหนเพื่อชื่นชมพระบารมีของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ซึ่งนับเป็นพระเจ้าแผ่นดินสยาม พระองค์แรก ในประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่ทรงเสด็จประพาสหัวเมืองมลายู ซึ่งหมายรวมถึงกลันตันและตรังกานู ที่เคยเป็นของสยามมาก่อนอีกด้วย เหล่าข้าราชการและข้าราชบริพารฝ่ายปกครอง ที่เป็นชาวไทยเชื้อสายมลายูต่างก็ ได้มีโอกาสถวายการรับเสด็จฯอย่างใกล้ชิด

ถัดไป

Custom Search

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม