บทเรียนจากประวัติศาสตร์จากอัลกุรอ่านว่าด้วยจุดจบชาวปอมเปอี (Pompeii)

ตัดตอนและเรียบเรียงจากบางส่วนของหนังสือแปลเรื่อง ประชาชาติที่ถูกทำลาย- Perished Nation โดย ฮารูน ยะฮยา

ทำไมต้องศึกษาประวัติศาสตร์

นี่คือส่วนหนึ่งจากเรื่องราวของประชาชาติต่างๆที่เราได้บอกเล่าเรื่องราวของพวก เขาแก่เจ้า ส่วนหนึ่งพวกเขายังคงอยู่ และอีกส่วนหนึ่งก็สูญสลายไปแล้ว และเราไม่ได้อธรรมต่อพวกเขา แต่ทว่าพวกเขาอธรรมต่อพวกเขาเอง และพระเจ้าที่พวกเขาวอนขออื่นจากอัลลอฮฺ นั้น จะไม่อำนวยประโยชน์อันใดแก่พวกเขาเลย เมื่อพระบัญชาจากพระผู้เป็นเจ้าของเจ้ามาถึง และพระเจ้าเหล่านั้นมิได้เพิ่มพูนอันใดแก่พวกเขานอกจากความพินาศ (ซูเราะฮฺ ฮูด: 100- 101)

การบรรยายถึงประชาชาติก่อนๆมีระบุไว้ในอัลกุรอานเป็น สัดส่วนที่มากสุด ซึ่งแน่นอนอย่างยิ่งในประเด็นนี้จึงจำเป็นที่เรานำมาขบคิด พิจารณาใคร่ครวญ เห็นได้ชัดว่าหลักๆแล้วประชาชาติเหล่านี้ปฏิเสธบรรดาศาสนทูตที่พระผู้เป็น เจ้าได้ประทานลงมายังหมู่ชนของพวกเขา ยิ่งกว่านั้นหมู่ชนเหล่านั้นยังแสดงความเป็นปรปักษ์ต่อเหล่าบรรดาศาสนทูตอีกด้วย เนื่องจากความอหังการ์ของพวกเขาจึงกล้าท้าทายต่ออำนาจของอัลลอฮฺ พระองค์จึงทำลายล้างหมู่ชนเหล่านี้ให้หมดไปจากหน้าแผ่นดิน

อัลกุรอานได้บอกให้เรารู้ว่าทุกๆกรณีที่ความหายนะกำลังจะประสบแก่หมู่ชนใด หมู่ชนหนึ่ง หมู่ชนนั้นจะได้รับคำเตือนไว้ล่วงหน้า เพื่อให้คนในหมู่ชนนั้นได้สำนึก ตัวอย่างเช่น สิทธิหลังจากโองการที่ว่าด้วยการทำลายล้างแก่ยิวกลุ่มหนึ่งที่ทำการต่อต้าน อัลลอฮฺ ซึ่งมีระบุไว้ในอัลกุรอานว่า “ดังนั้น เราได้ทำให้จุดจบของพวกเขา เป็นการเตือนแก่บรรดาผู้คนในเวลานั้น และแก่คนรุ่นหลัง และเป็นข้อตักเตือน สำหรับผู้ที่สำรวมตนจากความชั่ว (ซูเราะฮฺ อัลบากอเราะฮ:66)”

บทความนี้ เราได้ฉายภาพสังคมในยุคโบราณที่ถูกทำลายลงไปเนื่องจากพวกเขาทำการท้าทายต่อ อำนาจของอัลลอฮฺ จุดประสงค์ของเราก็เพื่อชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้นั้น เป็นตัวอย่างที่ดีแก่คนทุกยุคสมัย เพื่อให้พวกเขาได้ตระหนักถึงคำเตือนจากพระผู้เป็นเจ้า

เหตุผลประการ ถัดมาเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าการทำลายล้างเหล่านั้นได้รับการบันทึกไว้ในอัลกุรอานอย่างชัดแจ้ง แสดงให้เห็นว่าอัลกุรอานนั้นสัจจริงตลอดกาล อีกทั้งเป็นคัมภีร์ที่ได้รับการรักษาไม่ให้มีการปลอมปน เปลี่ยนแปลง หรือการแก้ไขใดๆ

ในคัมภีร์อัลกุรอานได้รับรองไว้ว่าโองการต่างๆ ของพระองค์นั้น จะได้รับการรักษา และเป็นความจริงตลอดกาล สัญญาณต่างๆจะเริ่มปรากฏมาให้มนุษย์ได้เห็น “และจงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) บรรดาการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ พระองค์จะทรงให้พวกเจ้าเห็นสัญญาณทั้งหลายของพระองค์ แล้วพวกเจ้าก็จะรู้จักกัน และพระเจ้าของเจ้ามิได้เป็นผู้ทรงเพิกเฉย ต่อสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ” (ซูเราะฮฺ อัลนัมลุ์-93)

อีกทั้งเพื่อเป็นการให้ได้รู้ และจำแนกพวกเขาเหล่านั้น ว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่ยึดถือแนวทางใดมาใช้ในการดำเนินชีวิต แทบทุกมหันตภัยที่ทำลายล้างหมู่ชนต่างๆ จะมีความเชื่อมโยงกับสิ่งที่อัลกุรอาน ได้ “ระบุไว้” และ “ได้จำแนกไว้” เนื่องจากการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีในยุคสมัยใหม่

ในการศึกษานี้ เราได้ทำการเชื่อมโยงกับอีกบางหมู่ชนที่ได้อยู่ในกรณีศึกษาเดียวกันตามที่ ระบุไว้ในอัลกุรอานถึงการทำลายล้างหมู่ชนนั้นๆในลักษณะเดียวกัน (จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องกล่าวถึงบางสังคม ชุมชน ที่เชื่อมโยงกันกับเหตุการณ์ในอัลกุรอาน

แต่อัลกุรอานไม่ได้กล่าวถึง สังคมหรือชุมชนนั้นๆโดยตรง หนังสือเล่มนี้จะครอบคลุมในสังคมดังกล่าวเช่นกัน อัลกุรอานไม่ได้ระบุเวลาและสถานที่อย่างเจาะจงเฉพาะให้แก่หมู่ชนนั้นๆ แต่อัลกุรอานได้กล่าวถึงพฤติกรรมของหมู่ชนนั้นๆที่แสดงออกถึงการปฏิเสธและ ตั้งตนเป็นศัตรูต่อพระผู้เป็นเจ้าและศาสนทูตของพระองค์ มหันตภัยต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นการทำลายล้างประชาชาติเหล่านี้จากหน้าแผ่นดิน

ดังนั้น เราจึงจำเป็นที่จะต้องนำคำตักเตือนดังกล่าวมาขยายผลถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นกับหมู่ชนต่างๆ)
จุดประสงค์หลักของเรา เพื่อฉายภาพที่อัลกุรอานได้นำเสนอสัจธรรมเกี่ยวกับหมู่ชน เหล่านั้นโดยผ่านการคิดใคร่ครวญจนเกิดการค้นพบ และดังนั้นเพื่อแสดงให้เห็นว่าศาสนาของอัลลอฮฺ นั้นเป็นสัจธรรมแก่มนุษย์ทุกคนทั้งที่เป็นผู้ศรัทธาและปฏิเสธศรัทธา



  อัลกุรอานบอกให้เรารู้ว่าคำดำรัสในอัลกุรอานนั้นเป็นจริงอยู่เสมอไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงกฎหมายของอัลลอฮฺ ได้ ดังอายะฮที่ว่า " และ พวกเขาได้สาบานต่ออัลลอฮฺ ด้วยการสาบานอย่างแข็งขันว่า หากมีผู้ตักเตือนมายังพวกเขา แน่นอนพวกเขาก็จะเป็นประชาชาติหนึ่งที่อยู่ในแนวทางที่ถูกต้องยิ่ง (กว่าประชาชาติอื่นๆ) ครั้นเมื่อได้มีผู้ตักเตือนมายังพวกเขา มันมิได้เพิ่มสิ่งใดแก่พวกเขานอกจากการเตลิดหนี *

ด้วยการหยิ่งยะโสในแผ่นดิน และการวางแผนชั่ว แต่แผนชั่วนั้นจะไม่ห้อมล้อมผู้ใด นอกจากเจ้าของของมันเท่านั้น พวกเขาจะคอยอะไรอีกเล่า นอกจากแนวทางของบรรพชน ดังนั้น เจ้าจะไม่พบการเปลี่ยนแปลงในแนวทางของอัลลอฮฺ และเจ้าจะไม่พบการบิดเบือนในแนวทางของอัลลอฮฺ แต่ประการใด * (ซูเราะฮฺ อัลฟาฏิร 42-43)

แน่นอนที่สุดว่า “ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ การบิดเบือนใดๆ ในแนวทางหรือกฎหมายของอัลลอฮฺ”

ไม่ว่าใครก็ตามที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับกฎหมายของพระองค์และทำการต่อต้าน พระองค์ แน่นอนอย่างยิ่งพวกเขาต้องได้รับจุดจบเช่นเดียวกัน ชาวปอมเปอีก็เช่นกัน พวกเขาเป็นตัวแทนของความเสื่อมของอาณาจักรโรมัน พวกเขาลุ่มหลงในการสมสู่แบบวิปริต จุดจบของชาวปอมเปอีจึงมีลักษณะคล้ายกับประชาชนของลูฏ



  ภูเขาไฟฟิสยูเฟียสเป็นสัญลักษณ์ของประเทศอิตาลี ในเมืองเนพลัส (Naples) เป็นภูเขาไฟที่สงบมากว่าสองพันปี คำว่า ฟิสยูเฟียสมีความหมายว่า “ภูเขาแห่งคำตักเตือน” ซึ่งสมเหตุสมผลแล้วที่กล่าวเช่นนั้น มหันตภัยที่ประสบกับชาวโซดอมและโกโมรอฮ (Sodom and Gomorrah) มีความคล้ายคลึงกับมหันตภัยที่ทำลายชาวปอมเปอี

ทางขวาของแนวภูเขาไฟฟิสยูเฟียสนั้นเป็นที่ตั้งของเมืองเนพลัส และทางตะวันออกของภูเขาไฟเป็นที่ตั้งของเมืองปอมเปอี

เมื่อภูเขาไฟระเบิดลาวาและเถ้าถ่านจำนวนมหาศาล ไหลท่วมบริเวณโดยรอบ เหตุการณ์การระเบิดของภูเขาไฟฟิสยูเฟียสเกิดขึ้นเมื่อสองพันปีที่ผ่านมา ไหลท่วมคร่าชีวิตชาวเมืองดังกล่าว มหันตภัยครั้งนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนชาวเมืองไม่ทันตั้งตัว

ผู้คนในเมืองดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติในขณะที่เกิดลาวาไหลท่วมโดยที่ไม่ทัน รู้ตัว ทำให้เราสามารถเห็นวิถีชีวิตการเป็นอยู่ของพวกเขาเมื่อสมัยสองพันปีก่อนที่ อยู่ภายใต้การห่อหุ้มของลาวาราวกับว่าพวกเขาได้รับการแช่แข็งไว้ในสภาพดังกล่าว

การศึกษาสภาพสังคมของชาวปอมเปอีที่ถูกฝังไว้ใต้ลาวาที่แข็งตัวนั้นจะเห็นว่ามันเต็มไปด้วยสารัตถะ จากบันทึกทางประวัติศาสตร์แสดงให้เราทราบว่า เมืองดังกล่าวเป็นศูนย์กลางของความบันเทิงเริงรมย์และความวิตถาร เมืองดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันในนามเมืองแห่งโสเภณี ซึ่งมีซ่องจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วเมืองอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายเพศชายตาม ขนาดจริงจะถูกแขวนไว้ที่ประตูของซ่องโสเภณี วัฒนธรรมของชาวปอมเปอีมีพื้นฐานความเชื่อแบบ มิเธอิก (Mithraic) อวัยวะเพศและการร่วมประเวณีจะไม่มีการปิดบังแต่เป็นเรื่องเปิดเผย ธรรมดาทั่วไป
แต่ทว่าลาวาแห่งภูเขาไฟฟิสยูเฟียสได้ไหลท่วมไปทั้งเมืองทำ ให้เมืองทั้งเมือง ถูกลบออกไปจากแผนที่โลกโดยใช้เวลาเพียงประเดี๋ยวเดียว ประเด็นที่น่าสนใจอย่างมากในเหตุการณ์ครั้งนี้ก็คือไม่มีผู้ใดหลบหนีพ้น จากลาวาของภูเขาไฟฟิสยูเฟียสได้แม้เพียงคนเดียว ราวกับว่าพวกเขาไม่ทันได้สังเกตความหายนะที่กำลังจะมาประสบเลย

มีบางครอบครัวกำลังนั่งรับประทานอาหารถูกลาวาครอกกลายเป็นสุสานหินในบัดดล สุสานหินจำนวนมากที่ค้นพบมีลักษณะการร่วมเพศของร่างสองร่างเป็นเพศเดียวกัน อีกทั้งมีคู่ของเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงจำนวนหนึ่งอยู่ในลักษณะร่วมเพศกัน อีกด้วย ศพมนุษย์ปอมเปอีที่ถูกทำให้เป็นหินด้วยลาวาภูเขาไฟเหล่านี้มีสภาพสมบูรณ์มาก

ใบหน้าของศพบางศพแสดงออกว่าเขารู้สึกงงงวยและตกใจอย่างมาก ประเด็น ที่ยากจะเข้าใจต่อหายนะของชาวปอมเปอีในครั้งนี้ก็คือ ทำไมคนเป็นพันๆคนจึงรอให้เกิดมหันตภัยถึงแก่ชีวิตโดยไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ต่อสิ่งผิดปกติใดๆก่อนเลย ประเด็นการหายสาบสูญไปของชาวปอมเปอี คล้ายกันกับที่ได้นำเสนอไว้ในอัลกุรอาน เกี่ยวกับการทำลายล้างเพราะอัลกุรอานได้ชี้เฉพาะลงไปด้วยการใช้คำว่า “การทำล้างอย่างทันทีทันใด” ต่อการเกิดขึ้นของมหันตภัยดังกล่าว ตัวอย่างเช่น ในอัลกุรอานได้อธิบายไว้ในซูเราะฮฺยาซีนถึงการตายของ “ชาวเมือง” หมดสิ้นภายในครั้งเดียว ปรากฎการณ์ดังกล่าวได้บอกไว้ในอายะฮต่อมา ดังนี้

มันไม่ใช่อื่นใดเลย นอกจากเสียงกัมปนาทเพียงครั้งเดียว แล้วเมื่อนั้นพวกเขาก็ดับเงียบ ในอายะฮที่31 ซูเราะฮฺ อัลเกาะมัร ได้กล่าวเรื่องดังกล่าวไว้อีกครั้งถึง “การทำลายล้างอย่างทันทีทันใด” ในการทำลายล้างชาวษะมูต แท้จริง เราได้ส่งเสียงกัมปนาทเพียงครั้งเดียวลงบนพวกเขา แล้วพวกเขากลายเป็นเช่นเศษไม้แห้ง

การตายของชาวปอเปอีเป็นการตายแบบทันทีทันใดเช่นเดียวกันกับที่อัลกุรอานได้อธิบายไว้ก่อนหน้านี้
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่า สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบันกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากสิ่งที่ชาวปอมเป อีในอดีตได้ประสบแม้แต่น้อย หมู่บ้านของชาวเนบลัสได้กลายเป็นสถานบันเทิงอยู่ในปัจจุบัน โดยไม่ได้นำบทเรียนที่ชาวปอมเปอีในอดีตได้ประสบ

บนเกาะแคปรี (Capri) ได้กลายเป็นสวรรค์ของชาวรักร่วมเพศ อันเป็นธุรกิจการท่องเที่ยวที่เลื่องชื่อ ไม่เพียงแต่เกาะแคปรีและประเทศอิตาลีเพียงเท่านั้น แต่ทว่าเกือบทั้งโลกกลับให้การยอมรับการเสื่อมโทรมทางศีลธรรมเช่นนี้

อีกทั้งผู้คนต่างไม่ยอมนำบทเรียนจากประชาชาติโบราณมาคิดใคร่ครวญ และเสียงกัมปนาทได้คร่าบรรดาผู้อธรรม แล้วพวกเขาได้กลายเป็นผู้นอนพังพาบตายในบ้านของพวกเขา ประหนึ่งว่า พวกเขามิได้เคยอยู่ในนั้นมาก่อน

พึงทราบเถิด! แท้จริงษะมูตนั้นปฏิเสธศรัทธาพระเจ้าของพวกเขา พึงทางเถิด! จงห่างไกลจากความเมตตาเถิดสำหรับษะมูต (ซูเราะฮฺ ฮูด: 67-68)

http://www.oknation.net/blog/saki/2007/10/02/entry-1

ขอขอบคุณ http://www.sunnahstudent.com

Custom Search

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม