คลองแสนแสบและบรรพชนมุสลิมเชื้อสายต่างๆ

คลองแสนแสบ คือ ลำน้ำสายประวัติศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับประวัติบรรพชนมุสลิมในยุครัตนโกสินทร์ หากคลองบางหลวงหรือคลองบางกอกใหญ่ และคลองบางกอกน้อยเป็นลำคลองที่บรรพชนมุสลิมในยุคกรุงศรีอยุธยา และกรุงธนบุรี มีความเกี่ยวพันและข้องแวะกันอย่างแนบแน่นในด้านประวัติศาสตร์ชุมชน คลองแสนแสบก็คือลำน้ำที่บรรพชนมุสลิมในยุคต้นรัตนโกสินทร์ มีความผูกพัน และเกี่ยวข้องกันอย่างแนบแน่นเช่นกัน เกือบจะกล่าวได้ว่า ฟ้าใหม่ และชีวิตใหม่ของชาวมุสลิมที่พลัดถิ่นและบ้านแตกสาแหรกขาดจากหัวเมืองมลายู ได้เริ่มต้นเยี่ยงประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ณ ลำคลองสายนี้ ซึ่งเรียกว่า “คลองแสนแสบ”

ในจดหมายหลวงอุดมสมบัติ ฉบับที่ ๙ มีข้อความบันทึกว่า แล้วรับสั่งสั่งพระยาราชวังสรรค์ว่าที่สุเหร่ามีกว้างขวางอยู่พอจะผ่อนพักไว้ได้ก็รับเอาพักไว้พอให้มันสบายก่อนเถิดพระยาราชวังสรรค์กราบทูลว่าที่สุเหร่าคลองนางหงส์ ก็กว้างขวางอยู่พอจะพักอยู่ได้รับสั่งว่าเอาเอาพักไว้ที่ในนี้ก่อนเถิดที่มันเจ็บไข้อยู่ก็ดูขอหมอไปรักษาพยาบาลมันด้วยพระยาเทพกับพระยาราชวังสรรค์อุตส่าห์เอาใจใส่ดูแลเบิกข้าวปลาอาหารให้มันกินอย่าให้มันอดหยากซวดโซได้ถ้าข้างหน้ามีครอบครัวส่งข้าวไปอีกมากมายแล้วจึงค่อยจัดแจงเอาไปตั้งที่แสนแสบข้างนอกทีเดียวฯ...“ 

แสดงว่า “แสนแสบ” เป็นชื่อเรียกสถานที่นอกเขตพระนครมาก่อนแล้ว ส.พลายน้อย เขียนไว้ว่า “ส่วนบางกอกฝั่งขวาหรือกรุงเทพฯ ในปัจจุบันนี้ ที่ดินกลับไม่ค่อยดี เหมาะสำหรับการทำนาเท่านั้น ทั้งนี้จะเห็นว่าทางฝั่งกรุงเทพฯ นั้น มีชื่อเรียกว่า “ทุ่ง” ทั้งนั้น เริ่มแต่ทุ่งพระเมรุหรือสนามหลวงทุกวันนี้ เมื่อก่อนนั้นก็มีการทำนาที่สนามหลวงนี่เหมือนกัน ซึ่งจะได้เล่าต่อไปข้างหน้า นอกจากทุ่งพระเมรุหรือสนามหลวงก็มีทุ่งพญาไท ซึ่งจัดเป็นนาหลวง... นอกจากทุ่งเหล่านี้แล้ว ก็ยังมีออกชื่อ ทุ่งสามเสน ทุ่งบางกะปิ ทุ่งมหาเมฆ ในพระราชพงศาวดารก็ออกชื่อ ทุ่งแสนแสบ ซึ่งล้วนแต่เป็นทุ่งใหญ่ ๆ มีอาณาเขตกว้างขวางทั้งนั้น...”  (ส.พลายน้อย, เล่าเรื่องบางกอก, รวมสาส์น (๒๕๔๓) หน้า ๑๔-๑๕)

ทุ่งแสนแสบกับทุ่งบางกะปิ มีชื่อปรากฏในพระราชพงศาวดารทั้งคู่ ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ถ้าข้าศึกจะเข้ามากรุงเทพฯ ก็ต้องเข้ามาทางด้านตะวันออก เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๓ พ.ศ. ๒๓๖๙ เจ้าอนุเวียงจันทร์เป็นกบฏในราชวงศ์ลงมากวาดต้อนครัวเมืองสระบุรี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบ โปรดให้จัดแจงตกแต่งพระนครเตรียมสู้รบข้าศึก ให้เสนาบดีไปตั้งค่ายที่ทุ่งวัวลำพองรายไปจนถึงทุ่งบางกะปิ ในรัชกาลนี้เองกองทัพไทยได้กวาดต้อนพวกแขกจามเขมรมาจากเมืองพนมเปญ โปรดให้พวกครัวแขกจามเหล่านี้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่คลองบางกะปิ แสนแสบเลยไปถึงหลอแหล (ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย, ชื่อบ้านนามเมือง, มติชน (๒๕๔๐) หน้า ๑๗,๑๘)

พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ ๓ ว่า “คลองแสนแสบขุดขึ้นเมื่อเดือน ๒ ขึ้น ๔ ค่ำ ปีระกา จุลศักราช ๑๑๙๙ ตรงกับวันเสาร์ที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๘๐” คลองแสนแสบแบ่งออกเป็น ๒ ช่วง คือ คลองแสนแสบใต้และคลองแสนแสบเหนือ ในจดหมายเหตุ การอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์บันทึกว่า : คลองแสนแสบใต้สอบไม่พบหลักฐานว่าขุดแต่เมื่อใด แต่จะอยู่ในช่วงหลังจากขุดคลองมหานาคแล้วในรัชกาลที่ ๑ คงจะเป็นผู้นำกองอาสาจามชาวเขมร และชาวมลายูปัตตานีขุดคลองแสนแสบช่วงนี้ (คลองแสนแสบใต้)

โดยได้เล็งเห็นว่า ถ้าขุดคลองช่วงนี้เป็นแนวตรง ต้องรื้อถอนหมู่บ้าน สุเหร่า สุสาน และขุดกระดูกทหารนิรนามขึ้นจากสุสาน แยกสุเหร่าและสุสาน การขุดแสนแสบใต้ต่อจากคลองมหานาคจึงไม่เป็นแนวตรง จึงน่าจะมีสาเหตุมาจากกรณีดังกล่าว เมื่อพ้นช่วงชุมชนบ้านครัวแล้วจึงขุดคลองเข้าหาลำกระโดงที่คดโค้งไปมาตาม ธรรมชาติให้กว้างจนไปถึงหัวหมากที่คลองตัน (เรืองศักดิ์ ดำริห์เลิศ, อ้างแล้ว หน้า ๒๙) คลองแสนแสบใต้ มีชื่อเรียกค่อนข้างสับสน ดังนี้

  • สมัยรัชกาลที่ ๓ บันทึกจดหมายหลวงอุดมสมบัติ พระยาราชบังสัน (ฉิม) เรียกคลองช่วงนี้ว่า “คลองนางหงส์”

  • สมัยรัชกาลที่ ๔ โปรดฯ ให้สร้างวังสระปทุมที่ริมคลองในพื้นที่นาหลวง เรียกชื่อคลองว่า “คลองบางกะปิ”

  • สมัยรัชกาลที่ ๕ ตามแผนที่มณฑลกรุงเทพสยาม ร.ศ. ๑๒๐ โดยกรมแผนที่ทหารเรียกชื่อคลองว่า “คลองแสนแสบ”

  • สมัยรัชกาลที่ ๕ ตามแผนที่บริเวณกรุงเทพฯ ร.ศ. ๑๒๖ เรียกชื่อคลองว่า “คลองมหานาค”

  • สมัยรัชกาลที่ ๕ ตามแผนที่บริเวณกรุงเทพฯ ร.ศ. ๑๒๙ โดยกรมแผนที่ทหารเรียกชื่อคลองว่า “คลองบางกะปิ”

  • จดหมายเหตุการณ์อนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. ๒๕๒๕ เรียกชื่อคลองว่า “คลองแสนแสบใต้”

ส่วน “คลองแสนแสบเหนือ” เริ่มขุดจากหัวหมากผ่านคลองสามเสนช่วงปลาย (คลองตัน) ผ่านบางขนากไปออกแม่น้ำบางปะกง ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ ๓ ว่า

ครั้นมาถึงเดือน ขึ้น ค่ำ (ตรงกับวันเสาร์ที่ ๓๐ ธันวาคม.. ๒๓๘๐) จึ่งโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาธิบดีเป็นแม่กองจ้างจีนขุดคลองตั้งแต่หัวหมากไปถึงบางขนากเป็นทาง,๓๓๗ เส้น ๑๙ วา ศอก ลึก ศอก กว้างศอก ราคาเส้นละ ๗๐ บาท

คลองแสนแสบเหนือ มีระยะทางตามแผนที่กรมแผนที่ทหาร ตั้งแต่คลองตัน คลองสามเสนช่วงปลาย มีนบุรี หนองจอก ถึงคลองบางขนาก ออกแม่น้ำบางปะกงประมาณ ๖๓.๔ กม. และที่จ้างชาวจีนขุดคลองเป็นทาง ๑,๓๓๗ เส้น ๑๙ วา ๒ ศอก (ระยะทาง ๕๓.๕๒ กม. ค่าจ้างขุด ๙๓,๖๖๐.-บาท) ยังขาดระยะทางอีก ๒๔๗ เส้น หรือ ๙.๘๘ กม. ซึ่งต้องเพิ่มค่าจ้างขุดอีก ๑๗,๒๙๐.-บาท จึงออกแม่น้ำบางปะกงได้

แต่ถ้าไม่เพิ่มค่าจ้างและต้องขุดคลองออกแม่น้ำบางปะกงให้ได้ มีประการเดียวคือ จะต้องเกณฑ์ชาวมลายูปัตตานีที่กวาดต้อนมาสมัยรัชกาลที่ ๑ - รัชกาลที่ ๓ ที่มาตั้งหลักแหล่งอยู่ตามแนวคลองมาช่วยกันขุดคลองจนทะลุออกแม่น้ำบางปะกง ฉะนั้นนับตั้งแต่คลองมหานาค คลองแสนแสบใต้ คลองแสนแสบเหนือ ไปออกแม่น้ำบางปะกงเป็นคลองสายหลักระยะทาง ๗๓.๘ กม. เป็นผลงานของเชลยศึกสงครามชาวเขมรมลายูปัตตานีทั้งนั้น แม้ว่าคลองแสนแสบเหนือได้จ้างชาวจีนขุดก็ไม่พ้นที่ต้องเกณฑ์แรงงานเชลยศึก สงครามร่วมด้วย (เรืองศักดิ์ ดำริห์เลิศ, อ้างแล้ว หน้า ๓๐)

ชาวมุสลิมจากหัวเมืองมลายูได้ถูกเคลื่อนย้ายออกจากชุมชนบ้าน ครัว และแถบคลองมหานาคในมัยรัชกาลที่ ๓ แล้วถูกนำมาไว้ตลอดแนวลำคลองแสนแสบ (เหนือ) มีการหักร้างถางป่ารกพงไพรเป็นท้องทุ่งไร่นา และตั้งชุมชน มีการสร้างมัสยิด สุสาน และโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม ก่อตั้งเรียงรายเป็นระยะ ๆ จำนวนมาก และตามคลองซอยที่แยกจากคลองแสนแสบ ก็ยังมีชุมชนมุสลิม และมัสยิดก่อตั้งกระจัดกระจายตามพื้นที่นาดอนทั่วไป ซึ่งราษฎรเหล่านี้ในภายหลังได้จับจองและมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินจำนวนมากอีก ด้วย

จากการตั้งถิ่นฐานของประชาคมมุสลิมมลายูตลอดเส้นทางคลองแสน แสบนับแต่รัชกาลที่ ๓ ทำให้มีชุมชนมุสลิมเชื้อสายมลายูเกิดขึ้นในจังหวัดฉะเชิงเทรา และนครนายก นอกจากนี้ชาวมุสลิมมลายูที่ถูกเทครัวมาแต่ครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์ยังได้ ถูกนำไปไว้ในจังหวัดนนทบุรี (ที่บ้านท่าอิฐ ตำบลปากเกร็ดและตำบลบางบัวทอง เป็นต้น) ปทุมธานี (ที่คลองหนึ่ง คลองหลวง และบ้านสวนพริกไทย เป็นต้น) และสมุทรปราการ (ที่ทุ่งครุ บางมด ปากลัดเขตพระประแดง เป็นต้น)

ครั้นต่อมาในชั้นหลังลูกหลานชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูเหล่านี้ ได้เคลื่อนย้ายเข้าไป ทำมาหากินและตั้งหลักแหล่งอยู่ในจังหวัดภาคตะวันออกของไทย เช่น จังหวัดชลบุรี (อำเภอเมือง อำเภอพนัสนิคม และพัทยา เป็นต้น) จังหวัดระยอง จันทบุรี และจังหวัดตราด เป็นต้น ในขณะที่บางส่วนได้เคลื่อนย้ายเข้าไปตั้งหลักแหล่งในเขตจังหวัดภาคใต้ตอนบน อันได้แก่ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และพังงา เป็นต้น

ส่วนชาวมุสลิมในจังหวัดภูเก็ต กระบี่ และพังงา ที่อยู่มาแต่เดิมนั้นเป็นชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูและมีความเกี่ยวพันกับไทรบุรี (เคดาห์) มาตั้งแต่ครั้งก่อนเป็นเมืองถลาง ตลอดจนเป็นชนพื้นเมืองเชื้อสายมลายูที่อยู่ มาแต่ครั้งโบราณในเส้นทางการค้าเก่าแก่ เช่น ที่คลองท่อม จังหวัดกระบี่ เป็นต้น จึงกล่าวได้ว่าประชาคมมุสลิมเชื้อสายมลายูเป็นประชากรมุสลิมในประเทศไทยที่ มีจำนวนประชากรมากที่สุดและมีการตั้งถิ่นฐานในเขตพื้นที่ครอบคลุมกว้างขวาง มากที่สุดอีกด้วยเมื่อเทียบกับประชาคมมุสลิมกลุ่มอื่นในประเทศไทย

ถัดไป

Custom Search

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม