การเข้ารับอิสลามของท่านอุมัรฺ

อิสลามได้ประจักษ์ขึ้น ณ นครมักกะห์ (ซึ่งเป็นศูนย์รวมของเผ่าอาหรับต่างๆ) อุมัรฺได้ยินมาว่า มูฮัมหมัด เชิญชวนมวลมนุษย์ ให้เคารพสักการะพระผู้เป็นเจ้า (อัลเลาะห์) องค์เดียว อุมัรฺโกรธแค้นมูฮัมหมัด และศาสนาของท่านมาก เขาได้ถามตัวเองว่า มูฮัมหมัดกล้าดีอย่างไร ถึงได้เชิญชวนมวลมนุษย์ ให้ละทิ้งการเคารพสักการะ “ฮุบัล” “อัลลาต” “อัลอุสซา” และรูปปั้นตัวอื่นๆ ให้หันมาเคารพสักการะอัลเลาะห์ องค์เดียว เท่านั้น พระเจ้าที่ตาไม่อาจมองเห็น มือไม่สามารถสัมผัสได้ เช่นเดียวกับที่ชาวกุเรช ได้สัมผัสกับรูปปั้นในกะอฺบะห์ และอุมัรก็สามารถว่าเขาได้ จะไม่ละเว้นมุสลิมคนใดคนหนึ่งที่ได้พบ นอกจากจะทำร้าย ดูถูก และกลั่นแกล้งรังแกเขา! ดังนั้น อุมัรจึงเริ่มตบตีชาวมุสลิม ที่อ่อนแอทุกคน ให้พวกเขาได้ลิ้มรสการทรมาน หลายแบบ หลายชนิด หากพวกมุสลิมออกมาเดินตามท้องถนน เขาก็จะตีหลังพวกเขาเหล่านั้น พร้อมทั้งขว้างปาทรายใส่ลงบนหัว และหากเห็นมุสลิมละหมาด หรือก้มลงสุหญูด เขาก็จะขว้างเศษผง หรือสิ่งสกปรกใส่
             
ชาวมุสลิมเคยบ่น และระบายความทุกข์ร้อน ที่ประสบกับพวกเขา ให้ท่านนบี ฟัง เกี่ยวกับความยากลำบาก ที่พวกเขาได้รับจาก “อุมัรฺ” และ “อบี ญะฮลฺ” เพราะทั้งสองถือเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา ที่มีจิตใจโหดเหี้ยมมากที่สุด ท่านรอซูลได้รับฟังความทุกข์ร้อน ของบรรดามุสลิมีน ด้วยความรู้สึกสะเทือนใจ และเห็นใจกับสิ่งที่บรรดามุสลิมีน ได้ประสบอยู่ เพื่อหนทางของอัลเลาะห์ ท่านรอซูลไม่สามารถช่วยอะไรพวกเขาได้ นอกจากจะยกมือทั้งสองของท่าน ขึ้นวิงวอนขอต่อพระองค์อัลเลาะห์ ว่า :

“ข้าแต่อัลเลาะห์ โปรดทรงให้ศาสนาอิสลาม ได้รับความเจริญก้าวหน้า ด้วยคนหนึ่งคนใด ในสองคน อันเป็นที่รักแก่พระองค์” (หมายถึง การยอมเขารับนับถือศาสนาอิสลาม ของคนใดคนหนึ่ง จากสองท่าน คือ ท่านอุมัรฺ บินค็อฏฏอบ หรือ อบูญะฮฺล ซึ่งมีชื่อว่า อัมรฺ อิบนิ ฮิชาม)

ในขณะที่อุมัรเดินอยู่ระหว่างทางในมักกะห์ พร้อมกับดาบที่ห้อยข้างแขน เขาก็ได้พบกับเพื่อนคนหนึ่ง

เพื่อนคนนั้นได้ถามอุมัรว่า : จะไปไหนหรือ โอ้บุตร อัลค็อฏฏอบ?

อุมัรฺ : ฉันกำลังตามหา “มูฮัมหมัด” .......

เพื่อน : ท่านต้องการอะไร จากมูฮัมหมัด?

อุมัรฺ : ฉันจะฟันเขาด้วยดาบอันนี้ของฉัน เพื่อที่ชาวมักกะห์จะได้หมดสิ้นความเดือดร้อน อันเนื่องมาจากตัวเขา และเวทย์มนต์ของเขา

เพื่อน : แล้วท่านคิดว่า บรรดาตระกูล “บนี ฮาชิม” (ซึ่งเป็นต้นตระกูล ของท่านนบีมูฮัมหมัด) จะปล่อยให้ท่านฆ่าเขาตายง่ายๆ โดยไม่เข้าทำร้าย หรือฆ่าท่านอย่างนั้นหรือ? โอ้...ท่านอุมัรฺ ท่านอย่าทำเช่นนั้นเลย ก่อนอื่นท่านควรจะอบรมญาติ ของท่านก่อนเถิด

อุมัรฺ : แล้วญาติของฉัน ทำอะไรล่ะ?

เพื่อน : ท่านไม่รู้หรอกหรือว่า ฟาติมะห์น้องสาวของท่าน และสะอีด บินซัยดฺ สามีของนาง ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับท่าน ได้ออกไปจากศาสนาของเราแล้ว และได้ติดตามศาสนาของมูฮัมหมัด อย่างลับๆ เขาทั้งสองได้กลายเป็นมุสลิม ไปเสียแล้ว!

ใจของอุมัรเต้นแรงขึ้น ด้วยความโกรธ จนใบหน้าแดงก่ำเป็นสีเลือด เขาไม่รอช้า รีบวิ่งไปยังบ้านฟาติมะห์ ผู้เป็นน้องสาว อย่างรวดเร็ว เมื่อถึงหน้าประตู อุมัรฺได้ยินเสียงดังมาจากข้างใน ซึ่งในขณะนั้นสาวกของท่านรอซูล ท่านหนึ่งชื่อว่า ค็อบบ๊าบ กำลังอ่านอัลกุรอาน ที่เขียนบนกระดานไม้ ให้ทั้งสองฟัง อุมัรฺรีบเคาะประตูอย่างแรง

สะอี๊ดถามว่า : ใครอยู่ที่ประตู?

เสียงตอบมาว่า : ข้าคืออุมัรฺ
         
เมื่อทุกๆคน ได้ยินชื่อนี้ ก็เกิดอาการตื่นตระหนกผวา และตื่นตกใจ ท่านค็อบบ๊าบรีบหลบเข้าไปหลังบ้าน นางฟาติมะห์รีบหยิบกระดานไม้แผ่นนั้น ซ่อนไว้ใต้ตักของนาง ส่วนสะอี๊ดก็รีบเดินไปเปิดประตู อุมัรฺก้าวเข้ามาในบ้าน ด้วยสายตาที่ลุกวาว ประดุจเปลวเพลิง พร้อมทั้งกล่าวว่า : อะไรที่ฉันเพิ่งได้ยินเมื่อครู่นี้ พวกท่านพูดอะไรที่แปลกมาก

ท่านสะอี๊ดมองไปยังท่านอุมัรฺ และพูดว่า : เหตุใดท่านถึงโมโหขนาดนั้นเล่า อุมัร?

ท่านอุมัรฺตอบว่า : จะไม่ให้ฉันโมโหได้อย่างไร ในเมื่อฉันได้ยิน ว่า เจ้าทั้งสองได้ติดตามศาสนาของมูฮัมหมัด และเป็นชาวมุสลิมไปแล้ว

สะอี๊ดจึงพูดว่า : ใจเย็นๆเถอะ ท่านอุมัรฺ ถ้าท่านใช้สมองของท่าน และคิดในสิ่งที่มูฮัมหมัด นำมา ฉันเชื่อว่า ท่านจะต้องเข้าอิสลาม ก่อนพวกเราแน่ เพราะศาสนาอิสลาม ที่ท่านมูฮัมหมัดประกาศนั้น เชิญชวนให้ทำสิ่งที่ดีงาม และห้ามทำในสิ่งชั่วร้าย เชิญชวนให้มนุษย์ทั้งหลาย เป็นพี่น้องที่รักใครซึ่งกันและกัน ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างคนจน หรือคนรวย ความสูงศักดิ์หรือความต่ำต้อย นอกจากความยำเกรง ในอัลเลาะห์เท่านั้น
 
อุมัรดึงสะอี๊ดเข้ามาหา พร้อมทั้งบีบคอ จนวิญญาณของสะอี๊ด เกือบจะหลุดออกจากร่าง เมื่อนางฟาติมะห์เห็นเช่นนั้น นางโกรธมากที่พี่ชายกระทำ กับสามีของนาง ด้วยความคับแค้นใจ ที่เปี่ยมล้นอยู่ในอก น้ำตาที่เอ่อล้นอยู่ในเบ้าตาของนาง ก็ได้ไหลออกมา นางลุกขึ้นจากที่โดยเร็ว บอกกับพี่ชายว่า : ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้นะ อุมัร เขามีสิทธิที่จะเลือกศาสนา ที่เขาเห็นชอบ

พร้อมทั้งเข้าไปช่วยสามีให้หลุดพ้น ออกมาจากเงื้อมมือของพี่ชาย อุมัรฺจึงหันมาตบหน้านาง จนกระทั่งเลือดไหล ออกเป็นทาง นางฟาติมะห์บอกกับอุมัรฺ ด้วยความเจ็บปวดว่า : เราเข้ารับอิสลามแล้ว เราเข้ารับอิสลามแล้ว จงทำกับเราตามที่ท่านต้องการเถิด เชือดเราสิ ฆ่าเราสิ แต่เรามีพระเจ้าที่คุ้มครองเรา พระเจ้าที่เมตตาเรา ให้เราหลุดพ้นจากคนที่ไร้มนุษยธรรมโหดร้าย เช่นท่าน

แล้วนางก็นั่งร้องไห้ ภาพเลือดที่กำลังหลั่งไหล ออกมาจากบาดแผลบนศีรษะ ของน้องสาว กับน้ำตาที่ไหลลงมา อย่างไม่ขาดสาย ทำให้อุมัรฺสะเทือนใจ รู้สึกตัวในสิ่งที่ทำลงไป จึงเข้าไปหาน้องสาว เช็ดเลือดที่กำลังไหลอยู่นั้น อย่างอ่อนโยน และปลอบนางให้หยุดร้องไห้ ทันใดนั้น อุมัรฺได้เหลือบไปเห็นกระดานไม้ ที่วางอยู่ข้างนาง อุมัรฺจึงยื่นมือออกไป เพื่อจะหยิบไม้กระดานแผ่นนั้น แต่ด้วยความไวของนางฟาติมะห์ จึงหยิบมันมาได้ก่อน  แล้วรีบซ่อนไว้ โดยไม่ยอมมอบให้แก่พี่ชาย อุมัรฺได้สาบานว่า จะคืนให้โดยดี นางจึงบอกว่าในกระดานไม้แผ่นนี้ ได้บันทึกส่วนหนึ่ง ของคัมภีร์อัลกุรอานอันประเสริฐ ผู้ที่สะอาดเท่านั้น ที่สามารถสัมผัสกับอัลกุรอานได้

ความโกรธได้กลับคืนมาสู่อุมัรฺอีกครั้ง พร้อมกับดึงกระดานไม้แผ่นนั้น มาจากน้องสาวอย่างแรง และอ่านสิ่งที่เขียนอยู่ในนั้นว่า :

 “ด้วยพระนามของอัลเลาะห์ ผู้ทรงกรุณาต่อสรรสิ่งทั้งมวล ในโลกนี้ ทรงปราณีเฉพาะผู้ศรัทธา ในโลกอาคิเราะห์”           

ถัดไป

หน้าหลัก

มีนาคม 17, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม