Custom Search

นิฟาส (เลือดคลอดลูก)

ก. คำนิยาม และเวลาของนิฟาส นิฟาสนั้น คือเลือดที่ออกมาจากมดลูก เนื่องจากการคลอดลูก และหลังคลอดลูก และเลือดที่เหลืออยู่ ที่ขังตัวอยู่ภายในมดลูก ในเวลาที่มีการอุ้มครรภ์ แล้วเมื่อคลอดลูก เลือดนี้จะออกมาทีละน้อย และสิ่งที่นางเห็น ก่อนการคลอด จากการออกมาของเลือด พร้อมกับเครื่องหมาย ของการคลอดนั้น มันก็คือนิฟาส และบรรดาผู้ประกอบการวิชาฟิกฮฺ ได้กำหนดไว้ว่า มีเวลาสองวัน หรือสามวัน ก่อนการคลอด และส่วนใหญ่ ระยะเริ่มต้นของมัน จะเกิดขึ้นพร้อมกับการคลอด และสิ่งที่ยึดถือได้นั้น ก็คือการคลอดทารก ที่มีรูปร่างคนอย่างชัดเจน เวลาที่น้อยที่สุด จะเห็นรูปร่างของทารก ได้อย่างชัดเจน ก็คือ แปดสิบเอ็ดวัน และเวลามากที่สุด คือ สามเดือน แล้วเมื่อมีสิ่งใดออกมาจากนาง ในระยะนี้ และมีเลือดออกด้วย นางก็ไม่ต้องสนใจมัน ไม่ต้องหยุดการละหมาด และการถือศีลอด เนื่องจากสิ่งดังกล่าว เพราะว่ามันเป็นเลือดเสีย เลือดที่ออกมาผิดปรกติ ข้อชี้ขาดนั้น เป็นข้อชี้ขาดเดียว กับข้อชี้ขาดของสตรี ที่มีเลือดเสีย ระยะเวลาที่มากที่สุด ของเลือดคลอดลูก ส่วนใหญ่แล้วสี่สิบวัน เริ่มจากเวลาคลอด หรือก่อนหน้านั้น สองวันหรือสามวัน เหมือนกับที่ได้กล่าวผ่านมา

เนื่องจากฮาดิษของอุมุซาลามะฮฺ รอดิยัลลอฮุอันฮา ที่ว่า “พวกสตรีที่มีเลือดคลอดลูกนั้น จะพัก (หยุดการละหมาด) ในสมัยของท่าน รอซูล ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สี่สิบวัน” (รายงานโดย ติรมีซียฺและท่านอื่นๆ)

นักวิชาการได้เห็นพ้องต้องกัน ในเรื่องดังกล่าว เหมือนกับที่ติรมีซียฺ และท่านอื่นๆ ได้รายงานไว้ และเมื่อไหร่ที่นางสะอาด ก่อนสี่สิบวัน ด้วยการที่เลือด ได้ขาดหายไปจากนาง ก็จงชำระล้างร่างกาย และละหมาด เนื่องจากไม่มีขีดต่ำสุด เพราะว่าไม่มีการปรากฏ เกี่ยวกับกำหนดระยะเวลาดังกล่าว เมื่อนางได้เวลาครบสี่สิบวัน และการไหลของเลือดนั้น ก็ยังไม่หยุด และหากไปตรงกับรอบเดือนปรกติ ก็ถือว่าเป็นรอบเดือน และหากไม่ไปตรงกับรอบเดือนปรกติ ไหลต่อไปโดยไม่ขาด ก็ถือว่าเป็นอิสติฮาเฏาะฮฺ นางจงอย่าพักการเคารพภักดี และหากว่าไหลเกินสี่สิบวัน แต่ไม่ไหลตลอดไป และไม่ไปตรงกับรอบเดือน ตรงนั้นนักวิชาการ มีความเห็นแตกต่างกันออกไป

ข.  ข้อตัดสิน ที่เกี่ยวกับการคลอดลูก

ข้อตัดสินของเลือดคลอดลูกนั้นเหมือนกับข้อตัดสินของเลือดรอบเดือนดังต่อไปนี้

1. ห้ามไม่ให้ร่วมประเวณี กับหญิงที่มีเลือดคลอดลูก เหมือนกับที่ห้ามไม่ให้ร่วมประเวณี กับสตรีที่มีประจำเดือน และอนุญาตให้หาความสุข ที่ไม่มีการร่วมประเวณี

2. ห้ามสตรีที่มีเลือดคลอดลูกละหมาด และเวียนรอบไบตุลลอฮฺเหมือนกับสตรีที่มีเลือดประจำเดือน

3. ห้ามสตรีที่มีเลือดคลอดลูก สัมผัสอัลกุรอ่าน และอ่านอัลกุรอ่าน ตราบใดที่นางไม่กลัวว่า จะลืม เหมือนกับสตรีที่มีรอบเดือน

4. จำเป็นต่อสตรีที่มีเลือดคลอดลูก ที่จะต้องชดเชยการถือศีลอดวายิบ ที่นางได้หยุดพัก ในขณะที่นางมีนิฟาส ใช้เหมือนกับสตรีที่มีรอบเดือน

5. จำเป็นต่อสตรีที่มีเลือดคลอดลูก ที่จะต้องชำระล้างร่างกาย ในขณะที่สิ้นสุดจากเลือดคลอดลูก เหมือนกับสิ่งที่กล่าวจำเป็น ต่อสตรีที่มีประจำเดือน และหลักฐานในเรื่องราวดังกล่าวนั้น มีมากมาย

 (1)   มีรายงานจากอุมมุซาลามะฮฺ รอดิยัลลอฮุอันฮาได้กล่าวว่า

“พวกสตรีที่มีเลือดคลอดลูก ในสมัยท่านรอซูล ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นั้นจะหยุดพักสี่สิบวัน” (นักรายงานทั้งห้า ยกเว้นนะซาอี)

อัลมุญัดดิด อิบนุ ไตยมียะฮฺ รอฮีมาฮุลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ใน อัลมุนตะกอ เล่มที่ 1 หน้าที่ 184 ว่า

ภรรยาคนหนึ่งของท่านรอซูล ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้หยุดพักในขณะที่มีนิฟาส เป็นเวลาสี่สิบคืน ท่านนบี ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ไม่ได้สั่งให้นางชดเชยละหมาด อันเนื่องมาจากมีเลือดคลอดลูก แต่ประการใด” (อบูดาวูด รายงาน)

ความรู้เพิ่มเติม

เมื่อเลือดได้หยุดไหล จากสตรีที่มีนิฟาสสี่สิบวัน และได้ชำระล้างร่างกาย ละหมาดและถือศีลอด หลังจากนั้น เลือดก็ย้อนกลับมามี แก่นางสี่สิบวัน ที่ถูกต้องนั้น ก็คือให้ถือว่า เป็นเลือดคลอดลูก ที่จะหยุดพักในช่วงนั้น และสิ่งที่นางได้ถือศีลอดไป ในเวลาที่สะอาดที่ที่คั่นอยู่ มันก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง นางไม่ต้องถือศีลอดชดเชย แต่ประการใด โปรดดูมัจมั๊วฟัตตาวา ของไชยคฺมุฮัมหมัดอิบรอฮีม เล่มที่ 2 หน้าที่102 และอัลฟัตตาวา ของสะมาฮะตุซ ไชยคฺอับดุลอาซีซ บินบาซ ที่ได้มีการตีพิมพ์ ในวารสารอัดดะวะฮฺ เล่มที่ 1 หน้าที่ 44 อธิบายท้ายเล่มของอิบนุก๊อยยิม ในการอธิบายอัซซ้าด เล่มที่ 1 หน้าที่ 405 สารฟิ๊ดดิมาอิฎเฎาะฮฺบีอีอียะฮฺ ลินนิซาอฺ หน้า55-56 และอัลฟัตตาวา วัสสะอฺดียะฮฺ หน้าที่ 137

ข้อควรรู้อีกอันหนึ่ง

ไชยคฺอับดุลเราะฮฺมาน อิบนุสะอฺดี รอฮิมาฮุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า “ก็เป็นที่ชัดเจนจากสิ่งที่กล่าวมา ว่า เลือดคลอดลูกนั้น สาเหตุของมัน คือ การคลอดลูก เลือดเสียนั้น เป็นเลือดที่เกิดขึ้น อันเนื่องจากการมีโรคและอื่นๆ และเลือดรอบเดือนนั้น คือ เลือดแท้ และอัลลอฮฺนั้น เป็นผู้รู้ดีที่สุด” (กรุณาดูหนังสืออิรซาดุลอับซอร วัลอัลบ้าบ หน้าที่ 24)

การกินยา

ไม่เป็นปัญหาอะไร ที่สตรีจะกินยา ที่ทำให้รอบเดือน ขาดหายไปจากนาง เมื่อไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของนาง แล้วเมื่อได้กินเข้าไปแล้ว และรอบเดือนได้ขาดไปจากนาง นางนั้นก็จะถือศีลอด ละหมาด และเวียนรอบไบตุลลอฮฺ และสิ่งเหล่านี้ ถือว่าใช้ได้สำหรับนาง เหมือนกับสตรีที่ความสะอาดคนอื่นๆ

ข้อชี้ขาดของการทำแท้ง

โอ้สตรีมุสลิมะฮฺเอ๋ย แท้จริงเธอนั้น เป็นผู้ได้รับความไว้วางใจ ตามบทบัญญัติ ในสิ่งที่อัลลอฮฺได้สร้างขึ้นมา ในมดลูกของเธอ จากการอุ้มครรภ์ เธอก็อย่าได้ปกปิดมัน อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า “ และไม่เป็นที่อนุมัติสำหรับพวกนาง ในการที่พวกนางจะปกปิด สิ่งที่อัลลอฮฺได้สร้างขึ้นมา ในมดลูกของพวกนาง หากว่าพวกนางนั้น เป็นผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และวันสุดท้าย” (อัล-บากอเราะฮฺ 228)

และเธออย่าได้ใช้เล่ห์กล ในการขับมันออกมา และการสลัดมันทิ้งไป ด้วยวิธีใดก็ตาม แท้จริงอัลลอฮฺ ซุบบะฮานะฮูวะตาอาลา นั้น ได้อนุญาตให้เธอละศีลอด ในเดือนรอมฎอน เมื่อการถือศีลอดนั้น เป็นสิ่งยากลำบากแก่เธอ ในขณะที่มีการอุ้มครรภ์ หรือการถือศีลอดนั้น เป็นการทำให้เกิดอันตราย กับทารกในครรภ์ของเธอ และแท้จริงสิ่งที่แพร่หลาย ในสมัยนี้ เกี่ยวกับทำแท้ง นั้น มันเป็นสิ่งที่ต้องห้าม และเมื่อสิ่งที่อยู่ในครรภ์ ถูกเป่าวิญญาณเข้าไปแล้ว และได้ตายไป ด้วยสาเหตุของการทำแท้ง แท้จริงนั้นถือว่าเป็นการฆ่าชีวิต ที่อัลลอฮฺได้ทรงห้ามไว้ไม่ให้ฆ่า โดยความชอบธรรม และกำหนดให้มีข้อตัดสิน ของความรับผิดชอบ ทางด้านอาญา ที่จะติดตามมา จากการกระทำดังกล่าว โดยที่จะต้องจ่ายค่าชดเชย (ดียะฮฺ) ตามการแจกแจง และจำเป็นต้องจ่ายค่าไถ่โทษ (กัฟฟาเราะฮฺ) ในทัศนะของอิหม่ามบางท่านคือ การปล่อยทาสที่ศรัทธา แล้วหากเขาไม่พบ ให้ถือศีลอดสองเดือนติดต่อกัน นักวิชาการบางท่าน ได้เรียกการกระทำนี้ว่า การฆ่าเด็กทั้งเป็นชนิดเล็ก

ไชยคฺ มุฮัมหมัด อิบนุ อิบรอฮีม ได้กล่าวไว้ในมัจมั๊วฟัตตาวาของท่าน เล่มที่ 11 หน้าที่ 105 ว่า “ส่วนการใช้ความพยายามขับสิ่ง ที่มีอยู่ในครรภ์ออกมานั้น เป็นสิ่งต้องห้าม ตราบใดที่การตายของทารก ยังไม่เป็นที่แน่นอน แต่ถ้าการตายเป็นที่แน่นอนแล้ว มันก็เป็นสิ่งที่ทำได้” สภาคณะนักวิชาการระดับสูง ได้มีมติ เลขที่ 140 วันที่ 20/6/1407 ออกมาดังต่อไปนี้

1. ไม่อนุญาตให้ขับสิ่งที่มีอยู่ในครรภ์ ออกมาในทุกระยะ นอกจากจะมีข้อผ่อนผัน ทางบทบัญญัติ และอยู่ในกรอบ ที่แคบมาก

2. เมื่อทารกที่อยู่ในครรภ์ช่วงแรกนั้น คือระยะเวลาสี่สิบวัน และในการขับออกมาในระยะนี้ มีผลดีทางบทบัญญัติ หรือป้องกันอันตราย ก็เป็นที่อนุญาตในการขับออกได้ แต่ถ้าการขับออกมาในช่วงนี้ เนื่องจากกลัวความทุกข์ยาก ในการเลี้ยงลูก กลัวการที่ไม่สามารถจะเลี้ยงดู และให้ค่าครองชีพแก่พวกเขา และให้ความรู้แก่พวกเขา หรือเพื่ออนาคตของเขา หรือต้องการมีลูกในจำนวนจำกัด อันนี้ไม่ได้รับอนุญาต

3. ไม่อนุญาตให้ขับสิ่งที่มีอยู่ในครรภ์ออกมา เมื่อเป็นก้อนเลือด หรือก้อนเนื้อ จนกว่าคณะแพทย์ที่ไว้ใจได้ จะลงมติว่า การคงไว้นั้นเป็นอันตราย ต่อความปลอดภัยของแม่ โดยเกรงว่าจะเกิดอันตรายแก่นาง ในการให้มันอยู่ในครรภ์ต่อไป อันนี้อนุญาตให้ขับออกได้ หลังจากที่ได้นำเอาสื่อต่างๆ ทั้งหมดมาใช้ เพื่อขจัดอันตรายต่างๆ เหล่านี้ให้หมดไป

4. หลังจากระยะที่สาม และหลังจากครบสี่เดือน ของการตั้งครรภ์ ไม่อนุญาตให้ขับออกมา จนกว่าแพทย์กลุ่มหนึ่ง ที่ศึกษาเฉพาะทาง ที่เชื่อถือได้ ได้ลงมติว่า การคงทารกไว้ในครรภ์ของแม่นั้น จะทำให้แม่นั้นต้องเสียชีวิต และอันนั้น หลังจากใช้เครื่องมือต่างๆ ทั้งหมดแล้ว เพื่อช่วยชีวิตของเขา และที่อนุญาตให้ขับออกมาได้ ตามเงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้นั้น เพื่อขจัดอันตรายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และเพื่อให้ได้มา ซึ่งผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

และสภานั้น หลังจากมีมติในสิ่งที่ผ่านมา ก็สั่งเสียให้มีความยำเกรงต่ออัลลอฮ์ และมีการไตร่ตรอง และพิจารณา ในเรื่องนี้ และอัลลอฮ์นั้น เป็นผู้ที่ประทานความสำเร็จ ขออัลลอฮ์นั้น ทรงประทานพร แด่นบีของเรา มูฮัมหมัด และวงศ์วานของท่าน และบรรดาสาวกของท่าน และขอพระองค์ทรงประทานความสันติด้วยเถิด

ในริซาละฮฺฟิดดิมาอิ๊ฎเฎาะบีอียะฮฺ ลินนิซาอฺ ของฟะดีละตุช ไชยคฺ มุฮัมหมัด อิบนุอุไซยมีน มีอยู่ว่า

“เมื่อมีการเจตนาทำลายสิ่ง ที่มีอยู่ในครรภ์ จากการขับออกมา อันนี้ หากมันเกิดขึ้น หลังจากการเป่าวิญญาณเข้าไปแล้ว เป็นสิ่งที่ต้องห้าม โดยที่ไม่ต้องสงสัยใดๆ เพราะนั่นเป็นการฆ่าชีวิต โดยที่ไม่ชอบธรรม และการฆ่าชีวิตที่เป็นที่ต้องห้ามนั้น เป็นสิ่งที่ต้องห้ามโดยคัมภีร์ แนวทาง และการเห็นพ้องต้องกัน ของปวงปราชญ์” (โปรดดูหน้าที่ 60 จากริซาละฮฺดังกล่าว)

และอิมามอิบนุลเญาซียฺได้กล่าวไว้ในหนังสือ อะฮฺกามมุนนิซาอฺ หน้าที่ 108,109 ว่า

เมื่อการแต่งงานเป็นไป เพื่อการให้ได้มาซึ่งลูก และลูกนั้นไม่สามารถจะเกิดขึ้นมา จากทุกน้ำได้ ดังนั้น เมื่อได้ก่อตัวขึ้นมา สิ่งที่ได้มุ่งหมายก็ได้เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น การที่ไปขับมันออกมานั้น เป็นการฝ่าฝืนจุดประสงค์ ของวิทยาญาณ เว้นแต่ว่าอันนั้น เกิดขึ้นในตอนต้นของการตั้งครรภ์ ก่อนที่จะมีการเป่าวิญญาณเข้าไป อันนี้ก็เป็นบาปใหญ่ เพราะได้ก้าวเข้าไปสู่ความสมบูรณ์ และกำลังเดินไปสู่ความครบถ้วน เว้นแต่ว่ามันจะมีบาป น้อยกว่าที่มีการเป่าวิญญาณเข้าไปแล้ว เมื่อได้ไปทำการขับออกมานั้น ก็เหมือนสังหารผู้ศรัทธา ซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้ว่า... “และเมื่อเด็กผู้หญิงที่ถูกฝัง ทั้งเป็น ถูกถามว่า ด้วยบาปอันใด ที่นางต้องถูกฆ่า” (อัตตักวีร 8-9)

ดังนั้น โอ้สตรีมุสลิมะฮฺเอ๋ย เธอจงยำเกรงต่ออัลลอฮฺ และอย่าได้กระทำบาปนี้ ด้วยวัตถุประสงค์ อันใดก็ตาม และอย่าได้หลงโฆษณาชวนเชื่อ ที่ทำให้หลงทาง และการเลียนแบบที่เสียหาย ที่ไม่มีการพึ่งพาปัญญาชน หรือศาสนาแต่อย่างใด

จากหนังสือ "คำเตือนที่เกี่ยวข้องกับบรรดาหญิงผู้ศรัทธา"

ย้อนกลับ  ถัดไป

หน้าหลัก

ตุลาคม 19, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม