Custom Search


การเเจกแจงข้อตัดสินต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องกับการตกแต่งร่างกายของสตร

1. สตรีนั้นถูกใช้ให้กระทำสิ่งที่เกี่ยวข้อง และเหมาะสมกับนางในประการต่างๆ แห่งธรรมชาติ อันได้แก่การตัดเล็บ การเอาใจใส่ ทั้งนี้ เนื่องจากว่าการตัดเล็บนั้น เป็นแบบอย่าง (ซุนนะฮฺ) โดยการเห็นพ้องของบรรดานักปราชญ์ เพราะเป็นประการแห่งธรรมชาติประการหนึ่ง ที่ปรากฎอยู่ในฮาดิษ และเนื่องจากการขจัดออกนั้น นำมาซึ่งความสะอาด และความสวยงาม และการคงไว้ในลักษณะที่ยาวนั้น นำมาซึ่งการเสียภาพลักษณ์ และการเปรียบเสมือน เสือสิงห์กระทิงแรด และทำให้เกิดการสะสม ของสิ่งสกปรกไว้ และห้ามน้ำไม่ให้เข้าใต้เล็บ และมุสลิมะฮฺบางคน ถูกทดสอบด้วยการไว้เล็บยาวๆ โดยเป็นการเลียนแบบผู้ปฏิเสธ (กาฟิเราะฮฺ) และความไม่รู้ในแบบอย่าง (ซุนนะฮฺ) และมีแบบอย่างให้สตรี ขจัดขนรักแร้ทั้งสอง และขนในร่มผ้า เป็นการปฏิบัติตามฮาดิษ ที่ปรากฏในเรื่องดังกล่าว และสิ่งที่มีอยู่ จากการทำให้เกิดความสวยงาม และที่ดีที่สุดนั้น ให้มีการกระทำเช่นนั้น ในทุกสัปดาห์ หรือ ไม่ปล่อยให้มันล่วงเลยไป มากกว่าสี่สิบวัน

2. สิ่งที่ถูกใช้และถูกห้ามไม่ให้กระทำ ในเรื่องผมศีรษะ ขนคิ้วและข้อตัดสิน ของการอาบชโลมผม และย้อมผมด้วยสี

เชค มุฮัมหมัด อิบนุ อิบรอฮีม อาลุซเซค ผู้ชี้ขาดปัญหาศาสนา ของราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย รอฮิมาฮุลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ว่า...”ส่วนผมของศีรษะสตรีนั้น โกนออกไม่ได้” ดังฮาดิษที่อิมามนะซาอีย์ ได้รายงานไว้ในซุนนะฮ์ของท่าน ด้วยสายรายงาน ของท่านจากอาลี รอดิยัลลอฮุอันฮฺ และอิมามอัลบัซซัร ในหนังสือมุสนัตของท่าน ด้วยสายรายงาน จากท่านอุสมาน และอิบนุญะรีร ได้รายงานไว้ ด้วยสายรายงานของท่าน จากอิกริมะฮฺ รอดิยัลลอฮุอันฮุ พวกเขากล่าวว่า :

"(ท่านรอซูล ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ห้ามไม่ให้สตรี โกนผมศีรษะของนางออก) และการห้ามนั้น เมื่อมาจากท่านนบี ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มันก็บ่งบอกว่าทำไม่ได้ (หะรอม) ตราบใดที่ไม่มีสิ่งที่ผันแปร"

เมาลา อากีกอรี ได้กล่าวไว้ในอัลมิรกอฮฺ ซัรฮุลมิซกาฮฺ ว่า “คำพูดของท่านนบีที่ว่า (ห้ามไม่ให้โกนผมศีรษะของนางออก) นั้น ก็เนื่องจากผมส่วนหน้า ของสตรีนั้น เปรียบเสมือนเคราสำหรับผู้ชาย ในลักษณะและความสวยงาม...”

การตัดผมออกนั้น หากว่าเกิดขึ้น เนื่องจากความจำเป็น ที่ไม่ใช่การตกแต่ง เช่น ไม่มีความสามารถที่จะซื้อน้ำยา หรือแชมพู เพื่อรักษา หรือยาวมาก และทำให้เกิดความยากลำบาก ก็ไม่มีปัญหาแต่ประการใด ในการที่จะตัดออก เท่าที่มีความต้องการ เหมือนกับที่ภรรยาบางคน ของท่านนบี ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม บางคนได้กระทำ หลังจากที่ท่านได้จากโลกนี้ไป เนื่องจากพวกนาง ได้ละทิ้งการตกแต่ง และไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องไว้ผมยาวอีกต่อไป

แต่ถ้าหากจุดประสงค์ของสตรี ในการตัดผม นั้นคือแบบการเลียนแบบ พวกผู้หญิงที่ปฏิเสธการศรัทธา (กาฟิเราะฮฺ) หรือผู้หญิงชั่ว หรือการเลียนแบบผู้ชาย อันนี้ก็เป็นสิ่งต้องห้าม โดยไม่มีข้อสงสัยใดๆ อันเนื่องมาจากการห้าม ไม่ให้เลียนแบบผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย และการห้ามไม่ให้เลียนแบบพวกผู้ชาย และหากว่าจุดประสงค์จากการกระทำนั้น เพื่อการตกแต่ง ตามหลักฐานที่ปรากฏแก่ฉัน แล้ว มันเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ ท่านเชคฺ มุฮัมหมัดอะมีน อัชชังกีฏี้ รอฮิมาฮุลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ใน อัฏวาอุลบายาน ว่า :

“ แท้จริงประเพณี ที่มีการปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย ในหลายประเทศ ด้วยการที่สตรีตัดผมศีรษะของนางสั้น จนเกือบติดหนังศีรษะนั้น เป็นแบบอย่างของพวกฝรั่ง ที่ค้านกับสิ่งที่เหล่าบรรดาสตรี ของชาวมุสลิม และเหล่าสตรีของชาวอาหรับ ก่อนอิสลาม ได้ยึดถือ มันจัดอยู่ในวิถีทาง อันนอกลู่นอกทางอย่างหนึ่ง ในศาสนา กริยา มารยาท ลักษณะ และอื่นๆ ที่แพร่กระจายไปทั่ว”

หลังจากนั้นท่านได้ตอบปัญหาเกี่ยวกับฮาดิษที่ว่า บรรดาภรรยาของท่านนบี ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมนั้น ตัดผมของพวกนางออก จนกระทั่งถึงบริเวณสองติ่งหู ว่า บรรดาภรรยาของท่านนบีนั้น แท้ที่จริงแล้ว พวกนาง ได้ตัดผมของพวกนางให้สั้น หลังจากที่นบีได้จากโลกนี้ไป เพราะว่าพวกนางได้ทำการตกแต่ง ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ และการตกแต่งอย่างหนึ่ง ที่สวยงามที่สุดของพวกนาง ก็คือ ผมของพวกนาง ส่วนหลังจากที่ท่านได้จากโลกนี้ไปแล้ว สำหรับพวกนางนั้น มีข้อชี้ขาด สำหรับพวกนาง โดยที่ไม่มีสตรีคนใด จากเหล่าสตรีของชาวโลกทั้งมวล มามีส่วนร่วมกับพวกนางด้วย ในข้อตัดสินดังกล่าว และนั้นคือ การที่พวกนางนั้น ไม่มีความหวัง ที่จะได้แต่งงานอีกเลย และหมดหวังจากการแต่งงาน โดยสิ้นเชิง พวกนางนั้น ก็เหมือนพวกสตรีที่มีอิดดะหฺ ที่ถูกกักไว้ด้วยสาเหตุท่านนบี ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จนกระทั่งนางจากโลกนี้ไป พระองค์อัลลอฮฺได้ทรงตรัสไว้ว่า...

“และไม่มีสิทธิ์สำหรับพวกเจ้า ในการที่จะทำร้ายทูตของอัลลอฮฺ และแต่งงานกับบรรดาภรรยาของเขา ภายหลังจากเขาเป็นอันขาด แท้จริงในการนั้น ณ ที่อัลลอฮฺ เป็นเรื่องที่ใหญ่หลวงนัก” (ซูเราะหฺ อัลอะหฺซาบ 53)

“และการไม่มีความหวัง ที่จะได้แต่งงานอีก โดยตลอดนั้น อาจจะเป็นสาเหตุของการอนุญาต ให้ทำการละทิ้งการตกแต่ง โดยที่ไม่อนุญาตให้ ในสาเหตุอื่น จากที่กล่าวมา” (อัฏวาอุลบายาน เล่มที่ 5)

ดังนั้น จึงจำเป็นต่อสตรี ที่จะต้องระวังรักษา เอาใจใส่ต่อผม และถักมันให้เป็นหลายเปียด้วยกัน และไม่อนุญาตให้นาง ม้วนมาไว้บนศีรษะ หรือที่มุมหนึ่งของท้ายทอย  เชคคุลอิสลาม อิบนุไตยมียะฮฺ ได้กล่าวไว้ในมัจมั๊วะฟะตะวา เล่มที่ 22 หน้าที่ 145 ว่า “เหมือนกับที่พวกโสเภณีบางคน ถักผมของนางเป็นส่วนเดียว ปล่อยไปอยู่ระหว่างสองไหล่”

เชค มุฮัมหมัดอิบรอฮีม ผู้ชี้ขาดปัญหาศาสนา ของประเทศซาอุดิอาระเบีย รอฮิมาฮุลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ว่า “ส่วนสิ่งที่สตรีของบรรดามุสลิม บางคน ได้กระทำในสมัยนี้ เกี่ยวกับการแยกผมศีรษะ ไว้ด้านหนึ่ง และเอาผมมารวมไว้ที่ท้ายทอย อีกด้านหนึ่ง หรือเอามาไว้บนศีรษะ เหมือนที่พวกสตรีฝรั่งทำ และอันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ เนื่องจากในการกระทำดังกล่าวนั้น เป็นการเลียนแบบสตรี ที่เป็นผู้ปฏิเสธ และมีรายงานจากอบูฮุรอยเราะฮฺ รอดิยัลลอฮุอันฮุ ในฮาดิษที่ยาว กล่าวว่า ท่านร่อซูล ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวาซัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า ...

(สองพวกของชาวนรก ที่ฉันไม่ได้เห็นพวกเขาทั้งสอง พวกหนึ่งมีแซ่อยู่กับพวกเขา เหมือนกับหางวัว พวกเขาใช้ตีผู้คนทั้งหลาย และพวกสตรีที่สวมใส่ แต่เปล่าเปลือย เอนไปเอนมา ศีรษะของพวกนาง เหมือนกับโหนกอูฐ พวกนางจะไม่ได้เข้าสวรรค์ และดมกลิ่นของมัน ทั้งๆ ที่กลิ่นของมันนั้น จะดมได้ในระยะทางเท่านั้นเท่านี้) มุสลิมรายงาน 

นักปราชญ์บางคน ได้ขยายความวจนะของท่านที่ว่า (เอนไปเอนมา) ว่าพวกนางนั้น หวีผมในลักษณะเอน ซึ่งมันเป็นหวีของหญิงโสเภณี พวกนางจะหวีเช่นนั้นให้พวกอื่น และนี่เป็นหวีผมของพวกหญิงฝรั่ง และพวกที่ดำเนินตามพวกนาง จากพวกผู้หญิงของบรรดามุสลิม (มัจมั๊วฟาตาวาของ เชคฺ เล่มที่ 2 หน้าที่ 47 และ อัล อีฏอหฺ วัตตับยีน ของเชคฺ หะมู้ด อัต-ตุวัยญีรี หน้าที่ 85)

          เช่นเดียวกันสตรีมุสลิมะหฺนั้น ถูกห้ามไม่ให้โกนศีรษะ หรือตัดออก โดยไม่มีความจำเป็น นางจะถูกห้ามไม่ให้ต่อผม หรือเอาผมอื่นมาเสริม เนื่องจากมีปรากฏใน ซอเหี้ยหฺ บุคอรี และ มุสลิมว่า...

“ท่านรอซูลลุลลอฮฺ ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้สาปแช่งหญิงที่ต่อผมให้คนอื่น และหญิงที่ขอให้คนอื่นมาต่อผมให้”

อันเนื่องมาจากการกระทำดังกล่าว มีการปลอมแปลงอยู่ และในการต่อผมที่เป็นที่ต้องห้ามนั้น คือ การสวมใส่บารูกะหฺ (ผมปลอม) ที่เป็นที่ทราบกันในสมัยนี้ อิมามบุคอรี มุสลิม และท่านอื่นๆ ได้รายงานว่า...มุอาวิยะฮฺ รอดิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวคำปราศรัย ขณะที่ท่านได้มายังมาดีนะฮฺ และได้เอาผมมาพันหนึ่ง หรือม้วนหนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ทำไมพวกสตรีของท่านทั้งหลาย ถึงเอาสิ่งเช่นนี้ มาไว้บนศีรษะของพวกนาง ฉันได้ยินท่านรอซูล ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า...

“ไม่มีสตรีคนใด ที่เอาผมมาไว้บนศีรษะของนาง จากผมของคนอื่น นอกจากมัน เป็นการปลอมแปลงเท่านั้น” และคำว่า “บารอกะฮฺ”นั้น คือผมปลอม ที่เหมือนผมจริง และการใส่มันนั้น เป็นหลอกลวง

ข. ห้ามสตรีมุสลิมะฮฺ ไม่ให้ขจัดขนคิ้วทั้งหมด หรือบางส่วนออก ด้วยวิธีใดก็ตาม อันได้แก่การโกน หรือการตัด หรือการใช้เครื่องมือ หรือน้ำยา หรือขจัดทั้งหมด หรือบางส่วนออก เพราะอันนี้ คือการถอนที่ท่านนบี ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ผู้ที่ได้กระทำ ซึ่งก็มีรายงานว่า ท่านนบี ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้สาปแช่งหญิงที่ถอนขนคิ้ว และหญิงที่ให้ผู้อื่นถอนขนคิ้วให้ และอันนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงการสร้างของอัลลอฮฺ ที่ไชตอนพยายามให้ลูกหลานของอาดำ กระทำ โดยที่มันได้กล่าวเหมือนกับที่อัลลอฮฺ ได้ทรงบอกเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไว้ว่า

“และแน่นอนยิ่งฉันจะใช้พวกเขา แล้วแน่นอนพวกเขา ก็จะเปลี่ยนแปลง สิ่งที่พระองค์อัลลอฮฺทรงสร้าง” (ซูเราะหฺ อัลนิซาอฺ 119)

และในซอเหี้ยหฺ มีรายงานจากอิบนิมัสอูด รอดิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า... “อัลลอฮฺได้ทรงสาปแช่งหญิงที่สัก และผู้หญิงที่ให้ผู้อื่นสัก ให้พวกผู้หญิงที่ถอนขนคิ้ว และพวกผู้หญิงที่ให้ผู้อื่นถอนขนคิ้วให้ และพวกผู้หญิงที่ให้ผู้อื่นทำฟันให้ เพื่อความสวยงาม ที่เปลี่ยนแปลงการสร้างของอัลลอฮฺ” หลังจากนั้นท่านได้กล่าวว่า...

“แล้วฉันจะไม่สาปแช่ง ผู้ที่รอซูล ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้สาปแช่ง ในขณะที่มันมีอยู่ ในคัมภีร์ของอัลลอฮฺ อัซซาวาญัล กระนั้นหรือ?” ซึ่งหมายถึงคำตรัสของอัลลอฮฺที่ว่า...

และอันใดที่รอซูล ได้นำมาให้พวกเจ้า พวกเจ้าก็จงรับ และอันใดที่เขาได้ห้ามพวกเจ้าไว้ พวกเจ้าก็จงหยุดยั้งเสีย” (ซูเราะหฺ อัล-ฮัซรฺ 7)

 อิบนิกะซีร ได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่าน เล่มที่ 2 หน้าที่ 359 พิมพ์ที่ ดารุล อัลดาลุส

หากสตรีจำนวนมาก ในทุกวันนี้ ได้รับการทดสอบ ด้วยข้อเสียที่อันตรายนี้ ที่มันเป็นบาปใหญ่อันหนึ่ง จนกระทั่งการถอนขนคิ้ว ได้กลายเป็นสิ่งจำเป็น ประจำวันอย่างหนึ่ง และไม่เป็นที่อนุญาตสำหรับนาง ในการที่จะไปเชื่อฟังสามีของนาง เมื่อเขาใช้ให้นางกระทำการดังกล่าว เพราะว่าอันนั้นเป็นการฝ่าฝืน

ค. ห้ามสตรีมุสลิมะฮฺ ไม่ให้ทำช่องฟันของนาง เพื่อความสวยงาม ด้วยการที่นางเอาตะไบเล็กๆ มาถูไถ เพื่อให้เกิดช่องฟันเล็กๆ ระหว่างฟัน โดยมีความมุ่งหวัง ในความสวยงาม แต่เมื่อฟันนั้นมีความผิดปรกติ และต้องการให้มันเป็นปรกติ  เพื่อขจัดความผิดปรกตินี้ หรือ หนอนกิน และต้องการให้มีการแก้ไข เพื่อขจัดสิ่งดังกล่าวให้หมดไป อันนั้นก็ไม่เป็นปัญหาอะไร เพราะว่าการกระทำอย่างนี้ มันเป็นการแก้ไข และขจัดความผิดปรกติ  และนั่นจะเกิดขึ้น ด้วยการกระทำของแพทย์ ที่มีความรู้เฉพาะทาง

ฆ. ห้ามสตรีไม่ให้ทำการสัก ที่ร่างกายของนาง เพราะว่าท่านนบี ซ็อลลัลลอฮุอาลัยฮิวาซัลลัม นั้น ได้สาปแช่งหญิงที่สัก และหญิงที่ให้ผู้อื่นสักให้ และอันนี้เป็นการกระทำที่ถูกห้าม และบาปใหญ่ชนิดหนึ่ง เพราะว่าท่านนบี ซ็อลลัลลอฮุอาลัยฮิวาซัลลัม ได้สาปแช่งผู้ที่กระทำดังกล่าว หรือให้ผู้อื่นกระทำให้ และการสาปแช่งจะไม่เกิดขึ้น นอกจากในสิ่งที่เป็นบาปใหญ่เท่านั้น

ง. ข้อชี้ขาดการอาบสีของสตรี ย้อมผม และการประดับด้วยทองคำ 

1. การอาบสี  อิหม่ามนะวะวี ได้กล่าวไว้ใน อัลมัจมั๊วอฺ เล่มที่ 1 หน้าที่ 324 ว่า:  “ ส่วนการอาบสีมือ และเท้าทั้งสอง ด้วยใบเทียนนั้น ก็เป็นสิ่งที่ได้รับการส่งเสริม สำหรับหญิงที่แต่งงานแล้ว เนื่องจากฮาดิษต่างๆ ที่เป็นที่ทราบกัน ในเรื่องดังกล่าว... ”.  ท่านชี้ให้เห็นสิ่งที่อบูดาวุด ได้รายงานไว้ว่า ...หญิงคนหนึ่งได้ถามอาอีซฺะฮฺ รอดิยัลลอฮุอันฮา ถึงการอาบสีด้วยใบเทียน นางก็กล่าวว่า  “ ไม่เป็นปัญหาอะไร แต่ทว่าฉันไม่ชอบมัน แล้วแท้ที่จริง ความรักของฉัน ในตัวท่านร่อซูล ซ็อลลัลลอฮุอาลัยฮิวะซัลลัม และท่านนั้นเกลียดกลิ่นของมัน ”  (อัน-นะซาอี รายงาน)

มีรายงานจากอาอีซฺะฮฺ รอดิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า... “หญิงคนหนึ่งได้ส่งสัญญาน จากหลังม่าน ในขณะที่มีหนังสือ อยู่ในมือของนาง ไปยังท่านรอซูล ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แล้วท่านนบีก็ได้ยื่นมือของท่านไปหา และท่านกล่าวว่า “ฉันไม่ทราบว่าเป็นมือของผู้ชาย หรือ ผู้หญิง” นางกล่าวว่า เป็นมือของผู้หญิง และท่านก็กล่าวว่า “หากเธอเป็นผู้หญิง เธอก็จักต้องเปลี่ยนเล็บของเธอ” หมายถึง: การเปลี่ยนด้วยใบเทียน (อบูดาวุด และ อันนะซาอี นำออกรายงาน)

แต่ทว่านางจะต้องไม่ย้อมเล็บของนาง ด้วยสิ่งที่ติดแข็ง และทำให้ไม่สามารถทำความสะอาดได้

2. การย้อมผมศีรษะของสตรี หากว่าเป็นผมหงอก นางนั้นก็ควรจะย้อมด้วยสีอื่น ที่ไม่ใช่สีดำ เนื่องจากการห้ามของท่านนบี ซ็อลลัลลอฮุอาลัยฮิวาซัลลัม ไม่ให้ย้อมด้วยสีดำโดยทั่วไป

อิหม่าม นะวะวีย์ ได้กล่าวไว้ใน ริยาฎุซซอลิฮีน หน้าที่ 626 บทว่าด้วยเรื่อง การห้ามผู้ชาย และผู้หญิง ไม่ให้อาบสีผมของเขาทั้งสอง ด้วยสีดำ และได้กล่าวไว้ใน มัจมั๊วอฺ เล่มที่ 1 หน้าที่  324 ว่า...

“และไม่มีความแตกต่างใดๆ ในการห้ามไม่ให้อาบด้วยสีดำ ระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง และนี่คือแนวความคิดของเรา” ส่วนการย้อมผมสีดำของสตรีนั้น เพื่อให้มันเปลี่ยนเป็นสีอื่นนั้น สิ่งที่ฉันมีความเห็นก็คือว่า สิ่งนี้ไม่เป็นที่อนุญาต เพราะว่ามันไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องทำอย่างนั้น เพราะว่าสีดำของผมนั้น มันเป็นความสวยงาม มันไม่ถือเป็นสิ่งผิดปรกติ ที่จะต้องเปลี่ยนแปลง และอีกอย่าง การกระทำดังกล่าว มันเป็นการเลียนแบบ พวกผู้หญิงที่ปฎิเสธ ( กาฟิเราฮฺ )

3. อนุญาตให้สตรีใช้เครื่องประดับ ที่ทำมาจากทองและเงิน ตามที่มีปฏิบัติกัน และอันนี้เป็นสิ่งที่บรรดาผู้รู้ เห็นพ้องต้องกัน แต่ทว่าไม่เป็นที่อนุญาตสำหรับนาง ในการที่จะนำเอาสิ่งประดับของนาง มาแสดงแก่พวกผู้ชาย ที่ไม่ได้เป็นมะฮฺร็อม หากแต่จำเป็นที่นางจะต้องปกปิดมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขณะที่ออกจากบ้าน และต้องเผชิญกับการมองของพวกผู้ชาย เพราะว่าการกระทำอย่างนั้น มันเป็นการสร้างความวุ่นวาย และนางนั้นจะถูกห้าม ไม่ให้พวกผู้ชาย ได้ยินเครื่องประดับของนาง ที่ขาของนาง ภายใต้เสื้อผ้า ซึ่งพระองค์อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า...

และอย่าได้ให้พวกนาง ตีเท้าของพวกนาง เพื่อให้มีการรู้ถึง สิ่งที่พวกนางปกปิดไว้ จากเครื่องตกแต่งของพวกนาง”. ( ซูเราะฮฺ อันนูร 31)

แล้วจะเป็นเช่นไรเล่า เมื่อมีการกระทำให้ได้ยินเสียงเครื่องประดับ ที่เปิดเผย

จากหนังสือ "คำเตือนในเรื่องกฎต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบรรดาหญิงผู้ศรัทธา"

ย้อนกลับ  ถัดไป

หน้าหลัก

ตุลาคม 19, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม