Custom Search

คำเตือนในเรื่องกฎต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบรรดาหญิงผู้ศรัทธา

เรียบเรียงโดย

الشيخ د. صالح بن فوزان بن عبدالله الفوزان

ดร. ซอและหฺ อิบนุ เฟาซาน

1.  สถานภาพของสตรีก่อนอิสลาม

คำว่าก่อนอิสลามนั้น หมายถึง สมัยที่งมงาย (ญาฮีลียะฮฺ) ที่ชาวโลกอาศัยอยู่โดยทั่วไป โดยที่ผู้คนทั้งหลาย อยู่ในช่วงขาดตอน จากบรรดารอซูล และอยู่ในหนทางที่มืดมน ในขณะที่อัลลอฮฺ ได้มองไปยังพวกเขา (เหมือนกับที่มีมาในฮาดิษ)  แล้วทรงกริ้วโกรธพวกเขา  ทั้งที่เป็นชาวอาหรับ และไม่ได้เป็นชาวอาหรับ  นอกจากพวกที่หลงเหลืออยู่ จากบรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ (อะฮฺลุลกิตาบ) และสตรีในเวลานี้ ส่วนใหญ่เเล้ว จะอยู่ในช่วงที่ร้อนระอุ โดยที่เขาเกลียดการเกิด ของสตรี และบางคน จะฝังนางทั้งเป็น เพื่อให้ตายอยู่ใต้แผ่นดิน และบางคนจะปล่อยนาง ให้อยู่ในชีวิต แห่งความต่ำต้อยน้อยหน้า เหมือนกับที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงตรัสไว้ดังนี้ “และเมื่อคนหนึ่งจากพวกเขา ได้รับการแจ้งข่าว ด้วยการได้รับลูกผู้หญิง ใบหน้าของพวกเขา จะยังคงดำคล้ำ และเป็นผู้ที่มีความโกรธ เขาจะหลบหน้าจากหมู่คณะ อันเนื่องจากความชั่ว ในสิ่งที่เขาได้รับการแจ้งข่าว เขาจะคงนางไว้ โดยมีความต่ำต้อย หรือฝังนางไว้ใต้แผ่นดิน จงรู้เถิดว่า สิ่งที่พวกเขาทำนั้น มันชั่วร้ายยิ่ง”  (ซูเราะห์ : อันนะฮฺลิ 58-59 ) 

และพระองค์ทรงตรัสอีก มีความดังนี้ “ และเมื่อทารกหญิงที่ถูกฝังทั้งเป็น ถูกถาม , ด้วยความผิดอันใด เขาจึงถูกฆ่า" ( ซูเราะห์ อัต-ตักวีร 8-9 )

อัลเมาอูดะฮฺ  คือ เด็กผู้หญิงที่ถูกฝัง ในขณะที่มีชีวิตอยู่ เพื่อให้นางได้ตายไป ใต้แผ่นดิน แต่ถ้ารอดพ้นจากกาการถูกฝังทั้งเป็น นางจะมีชีวิตอยู่อย่างต่ำต้อย  ไม่มีสิทธิ์ได้รับมรดก จากญาติที่ใกล้ชิด ถึงแม้ว่าเขา จะมีทรัพย์สมบัติมากมายก็ตาม  และนางจะทนทุกข์ทรมาน จากความยากจน เพราะว่าพวกเขาจะให้มรดก แก่พวกผู้ชายเท่านั้น โดยที่ไม่ให้พวกผู้หญิง  ยิ่งไปกว่านั้น นางจะถูกรับไปเป็นมรดก จากสามีของนางที่ได้ตายไป  เหมือนกับทรัพย์สินของเขา ที่ถูกรับไปเป็นมรดก  และสตรีจำนวนมาก มีชีวิตอยู่ภายใต้สามีคนเดียว  โดยที่พวกเขา ไม่ได้กำหนดจำนวนภรรยาที่แน่นอน และไม่ได้เอาใจใส่ ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกนาง จากการสร้างความคับอกคับใจ  ความปวดร้าว และความอธรรม

2. สถานภาพของสตรีในอิสลาม

เมื่ออิสลามได้มาถึง  อิสลามก็ได้ขจัดความอธรรมต่างๆ เหล่านี้ ให้พ้นจากสตรี และได้ยอมรับในตัวนาง ในความเป็นมนุษย์  อัลลอฮฺตาอาลาทรงตรัสไว้ว่า :“โอ้มนุษยชาติทั้งหลาย  แท้จริงเราได้สร้างพวกเจ้า จากเพศชายและเพศหญิง”  (ซูเราะฮฺ : อัล-หุญุรอต 13)

อัลลอฮฺซุบฮานะฮูว่าตะอาลา  ทรงบอกไว้ว่า  นางนั้นจะเป็นผู้มีส่วนร่วม ของผู้ชาย ในอุดมการณ์ของความเป็นมนุษย์ เหมือนกับที่นางนั้น เป็นผู้มีส่วนร่วมของผู้ชาย ในการได้รับผลบุญ และการลงโทษในการกระทำ และพระองค์ยังได้ทรงตรัสอีกว่า

“ผู้ใดได้กระทำการงานที่ดี จากชาย หรือ หญิงก็ตาม ในขณะที่เขาเป็นผู้ศรัทธา ดังนั้น เราจะให้เขาดำรงชีวิตที่ดี และแน่นอน เราจะตอบเเทนพวกเขา ซึ่งรางวัลของพวกเขา ที่ดียิ่งกว่า ที่พวกเขาได้เคยกระทำไว้”  (ซูเราะฮฺ : อัน-นะฮฺล  97)

“อัลลอฮฺนั้น จะทรงลงโทษพวกผู้กลับกลอกชาย และพวกผู้กลับกลอกหญิง และพวกผู้ตั้งภาคีชาย และ พวกผู้ตั้งภาคีหญิง”

และอัลลอฮฺได้ทรงห้าม การถือเอาสตรี มาเป็นผู้หนึ่ง ที่ถูกรับเป็นของสามีที่ตายไป โดยอัลลอฮฺตาอาลา ทรงตรัสไว้ว่า

“โอ้บรรดาผู้ที่ศรัทธาแล้วทั้งหลาย ไม่เป็นการอนุมัติแก่พวกเจ้า ในการที่พวกเจ้า จะรับเอาพวกสตรี มาเป็นมรดกโดยบังคับ” (ซูเราะฮฺ อัล-นิซาอฺ 19)

อิสลามได้ประกันความเป็นเอกราช ในตัวของนาง ให้แก่นาง ได้ให้นางเป็นผู้รับมรดก ได้กำหนดให้นาง เป็นผู้ถูกรับมรดก และได้ทรงกำหนดให้สตรี เป็นผู้มีสิทธิ์ได้รับมรดก จากทรัพย์สิน จากญาติผู้ใกล้ชิดของนาง และพระองค์ได้ทรงตรัสว่า :

“สำหรับผู้ชายนั้น มีส่วนแบ่งจากสิ่งที่พ่อแม่ และบรรดาญาติที่ใกล้ชิด ได้ทิ้งไว้ และสำหรับผู้หญิงนั้น มีส่วนแบ่งจากสิ่ง ที่พ่อแม่ทิ้งไว้ จากสิ่งที่มีจำนวนน้อย หรือมากกว่า เป็นส่วนแบ่งที่ถูกกำหนดไว้” (ซูเราะฮฺ อัล-นิซาอฺ 7)

“อัลลอฮฺทรงสั่งใช้ ในลูกหลานของพวกเจ้า สำหรับชายนั้น มีสิทธิ์ได้ เหมือนส่วนแบ่งของหญิงสองคน แล้วหากพวกนาง เป็นหญิงมากกว่าสองคน พวกนางก็จะได้รับสองในสาม จากสิ่งที่เขาได้ทิ้งไว้  และถ้าลูกเป็นหญิงคนเดียว นางก็จะได้รับครึ่งหนึ่ง...” (ซูเราะฮฺ อัล-นิซาอฺ 11)

...ไปจนกระทั่งถึงบทบัญญัติ ที่เกี่ยวกับการให้สตรีมีสิทธิ์ ได้รับมรดก จะเป็นแม่ ลูกผู้หญิง หรือภรรยาก็ตาม

ในด้านการเป็นสามีภรรยานั้น อัลลอฮฺก็ได้ทรงกำหนด ให้แต่งงานได้ไม่เกินสี่คน ด้วยเงื่อนไขการเอาความยุติธรรม มาปฏิบัติระหว่างภรรยาทั้งหลาย และได้ทรงกำหนด ให้ใช้ชีวิตร่วมกับพวกนาง ด้วยดี และพระองค์ทรงตรัสไว้ว่า “และพวกเจ้าจงอยู่ร่วม กับพวกนาง ด้วยดี”  (ซูเราะฮฺ อัล-นิซาอฺ 19)

และพระองค์ได้ทรงกำหนดสินสมรส (ซอด้าก) ให้เป็นสิทธิ์ของนาง และได้สั่งใช้ให้มอบ ให้แก่นาง โดยครบถ้วนสมบูรณ์ ยกเว้นสิ่งที่นางมีความพึงพอใจ ที่จะยกให้ ซึ่งพระองค์ได้ทรงตรัสไว้ว่า... “และเจ้าจงให้แก่บรรดาสตรี ซึ่งสินสมรสของพวกนาง ด้วยความเต็มใจ แต่ถ้านางเห็นชอบ ที่จะให้สิ่งหนึ่ง แก่พวกเจ้าจากมะฮัรนั้นแล้ว ก็จงบริโภคสิ่งนั้น ด้วยความสุขสำราญ” (ซูเราะฮฺ  อัล-นิซาอฺ 4)

พระองค์ได้ทรงกำหนดให้นาง เป็นผู้ดูแล ผู้ใช้และผู้ห้าม ภายในบ้าน ของสามีของนาง และเป็นผู้นำของลูกๆ ของนาง ท่านนบี ซ็อลลัลลอฮุอาลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า “สตรีนั้น เป็นผู้ดูแลภายในบ้าน ของสามีของนาง และเป็นผู้รับผิดชอบ ในผู้ที่อยู่ในความดูแลของนาง

และได้ทรงกำหนดให้สามี ต้องให้ค่าใช้จ่าย และเครื่องนุ่งห่มของนาง ตามสมควร

3. สิ่งที่พวกศัตรูของอิสลาม และลูกสมุนของมัน ต้องการในทุกวันนี้ จากการปล้นเกียรติยศ ของสตรี และแย่งชิงสิทธิต่างๆ ของนาง ไปจากนาง

แท้จริงศัตรูของอิสลาม คือศัตรูของมนุษยชาติ ในทุกวันนี้ อันประกอบไปด้วย พวกผู้ปฏิเสธ ผู้กลับกลอก และพวกที่หัวใจของพวกเขา มีโรคอยู่ และสิ่งที่มุสลิมะฮฺ ได้รับจากเกียรติยศ และศักดิ์ศรี และการพิทักษ์รักษาในอิสลาม ทำให้พวกเขาโกรธเคือง  เพราะว่าพวกเขาต้องการ ให้สตรีเป็นเครื่องทำลาย และกับดักที่พวกเขาใช้มัน ดักจับผู้ศรัทธาที่อ่อนแอ และพวกที่มีความต้องการผิดเพี้ยน หลังจากที่ได้ทำให้ปัญหา ที่บ้าคลั่งอิ่มหนำ จากตัวของนาง เหมือนที่พระองค์อัลลอฮฺ ได้ทรงตรัสไว้ว่า

“พวกที่ดำเนินตามความใคร่ ต้องการให้พวกเจ้าเอนเอียง อย่างมากมาย” (อันนิซาอฺ 27 )

พวกที่หัวใจของเขา มีโรคอยู่ จากบรรดามุสลิมนั้น พวกเขาต้องการจากสตรี ให้นาง เป็นสินค้าราคาถูก ในนิทรรศการของพวกที่มีตัณหา และการดึงดูดของไชตอน สินค้าที่ถูกนำมาแสดง ให้ผู้คนทั้งหลาย ได้เห็นเพลิดเพลิน กับความสวยงาม ของรูปร่างของนาง หรือใช้นางเป็นสะพาน นำไปสู่สิ่งที่น่าเกลียดกว่านั้น ด้วยเหตุดังกล่าว เขาจึงใช้ความพยายาม ให้นางได้ออกจากบ้านของนาง เพื่อให้นางไปเข้าร่วม กับพวกผู้ชาย ในการทำงานของพวกเขา โดยเคียงบ่าเคียงไหล่ หรือให้นางได้รับใช้พวกผู้ชาย ในการทำงานของพวกเขา โดยเป็นนางพยาบาล ในโรงพยาบาล พนักงานบนเครื่องบิน เป็นนักศึกษา เป็นผู้สอนในชั้นเรียน ที่ปะปนกันระหว่างชายและหญิง เป็นนักเเสดงในโรงละคร เป็นนักร้อง หรือเป็นโฆษก ในสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ โดยเปิดหน้าเปิดตา สร้างความปั่นป่วนด้วยเสียง และรูปร่างของนาง และสื่อลามก ได้ยึดเอารูปต่างๆ ของเด็กสาว ที่สร้างความปั่นป่วน ที่เปลือยเปล่า มาเป็นสื่อสำหรับการโฆษณา ของพวกเขา เพื่อให้ขายดี และพ่อค้าบางคน โรงงานบางแห่ง ได้ยึดเอาภาพเหล่านี้เช่นกัน เพื่อทำให้สินค้าของพวกเขาขายดี โดยที่พวกเขาได้วางรูปภาพต่างๆ เหล่านี้ บนสินค้า และผลิตภัณฑ์ ของพวกเขา และด้วยสาเหตุการดำเนินการ ที่ผิดบาปเหล่านี้ สตรีจะละทิ้งหน้าที่ที่แท้จริง ภายในบ้านของนาง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้สามีของนาง ต้องไปดึงเอาคนใช้ต่างชาติ มาเลี้ยงลูกของพวกเขา มาจัดระเบียบกิจการบ้าน ของพวกเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำ ให้เกิดความปั่นป่วน เป็นอย่างมาก และนำมาซึ่งความเลวทราม อันยิ่งใหญ่

4. เราไม่ห้ามสตรีออกไปทำงานนอกบ้าน ของนาง ถ้าหากมีเงื่อนไขต่อไปนี้

 1. นางมีความต้องการในงานนี้ หรือสังคมมีความต้องการในงานนี้ และไม่มีผู้ชายปฏิบัติงานนี้

 2. อันนั้นจะต้องเกิดขึ้น หลังจากที่ได้ปฏิบัติงานบ้านของนาง เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมันเป็นงานหลักของนาง

 3. งานนี้จะต้องอยู่ในเเวดวงของสตรี เช่นการฝึกสอน เยียวยา หรือพยาบาลพวกนางด้วยกัน โดยอยู่ห่างไกลจากพวกผู้ชาย

 4. เช่นเดียวกัน ไม่มีข้อห้ามใดๆ หากแต่จำเป็นต่อสตรี ที่จะต้องเรียนรู้ เรื่องราวศาสนาของนาง และไม่มีข้อห้ามใดๆ ในการที่นางจะไปสอน ในเรื่องราวของศาสนา เกี่ยวกับเรื่องราว ที่นางมีความต้องการเรียนการสอน นั้น อยู่ในแวดวงของสตรี และไม่มีปัญหาอันใด ในการที่นางจะเข้าไปเรียนรู้ที่มัสยิด และอื่นๆ นั้น ในขณะที่นาง เป็นผู้แต่งกายมิดชิด และอยู่ห่างไกลจากพวกผู้ชาย ตามรูปแบบของสตรี ในตอนต้นของอิสลามกระทำ เรียนรู้ และไปที่มัสยิด

จากหนังสือ"คำเตือนในเรื่องกฎต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบรรดาหญิงผู้ศรัทธา"

แก้ไขครั้งสุดท้าย วันที่ 13 มกราคม 2556

ถัดไป

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม