Custom Search

เรื่องละหมาด (เวลาของละหมาดตะฮัจยุต, ลืมซุหยูด, รู่ก่นละหมาด)

อัสลามุอลัยกุมครับ

อาจารย์ครับ ผมมีเรื่องอยากจะถามอาจารย์ ดังนี้ ครับผม
1.ละหมาดตะฮัจยุต มีกี่ร่อก่าอัตครับ แล้ววิธีการละหมาด ที่ตามหลักท่านนบีแล้ว ทำอย่างไรครับ แล้วจำเป็นไหมว่า ต้องละหมาดวิเตรด้วย
2.เวลาที่เหมาะสม หรือดีที่สุด คือเวลาใดครับ
3.นบีคิเดรนั้น เป็นนบีหรือไม่ครับ มีคนบอกว่าไม่ใช่นบี
4.กรณีที่เราลืมซุหยูด เมือเราละหมาดเสร็จ นึกขึ้นได้ต้องทำอย่างไรครับ แล้วถ้าเราลืมอ่านฟาติฮะห์ ต้องทำอย่างไรครับ
5.อยากรบกวนอาจารย์ ช่วยบอกหน่อยครับว่า รุก่น กับว่ายิบ ในละหมาดนั้น มีอะไรบ้าง แล้วถ้าเราลืม รุก่น หรือว่ายิบ ในการละหมาดไป สิ่งใหนที่เราต้องละหมาดใหม่ สิ่งใหนที่เราต้องซุหญุดซะห์วี

ถามยาวไปหน่อย ต้องขออภัยด้วยนะครับ ผมอยากได้ความรู้เพิ่มเติม
ขอขอบคุณอาจารย์ไว้ล่วงหน้านะครับ

ถามโดย - วัยรุ่น

الحمدلله والصلاة والسلام على رسول الله وبعد

คุณวัยรุ่นเป็นคนช่างถาม ถามทีนึงเอาคุ้มเลยนะครับ ก็ขอตอบตามที่ถามมา ดังนี้ครับ

1. การละหมาดตะฮัจญุด ไม่มีจำนวนแน่นอน บ้างก็ระบุว่า มีจำนวน 12 ร็อกอะฮฺ (อิอานะตุตตอลิบีน ; เล่ม 1 หน้า 309) เป็นการละหมาดซุนนะฮฺ ในยามค่ำคืน หลังจากการนอน เพราะคำว่าตะฮัจญุด มีความหมายว่า ตื่นนอนด้วยความลำบาก (อ้างแล้ว 1/308) หรือหมายถึงละทิ้งการนอน เพื่อลุกขึ้นละหมาด (อัลฟิกฮุ้ลมันฮะญี่ย์ เล่มที่ 1 หน้า 219) บางทีเรียกการละหมาดตะฮัจญุดว่า กิยามุลลัยล์ (قِيَامُ الَّيلِ) ซึ่งมีความหมายกว้าง ครอบคลุมการละหมาดซุนนะฮฺทั้งหมด ที่เกิดขึ้นหลังการละหมาดอิชาอฺ เช่น ละหมาดตะรอวีฮฺ ก็เรียกว่า กิยามุ้ลลัยล์ การละหมาดวิตร์เพียง 1 รอกอะฮฺ หลังละหมาดอิชาอฺ ก็เรียกว่า กิยามุลลัยล์ เป็นต้น (ฟิกฮุซซุนนะฮฺ ; อัซซัยยิด ซาบิก เล่มที่ 1 หน้า 223)

แต่ถ้าทำละหมาดซุนนะฮฺ หลังจากการนอนหลับ ในยามค่ำคืนแล้ว ก็เรียกว่า ละหมาดตะฮัจญุดนั่นเอง นักวิชาการบางท่าน ที่ระบุจำนวนของละหมาดกิยามุลลัยล์ อาศัยหลักฐานที่รายงาน โดยอิบนุ อับบาส (ร.ฎ.) และท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฮ.) ว่าท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ละหมาดกิยามุลลัยล์ 11 รอกอะฮฺ หรือ 13 รอกอะฮฺ โดยอธิบายว่า ท่านละหมาด 10 รอกอะฮฺ และวิตรฺ 1 รอกอะฮฺ และรวมละหมาดซุนนะฮฺอัลฟัจร์ เข้าไปอีก 2 รอกอะฮฺ รวมเป็น 13 รอกอะฮฺ (ดูรายละเอียดในซาดุ้ลมะอาด ; อิบนุ อัลก็อยฺยิม เล่มที่ 1 หน้า 216) แต่สำหรับนักวิชาการ ที่ระบุว่าการละหมาดตะฮัจญุด ไม่มีจำนวนแน่นอน ก็ถือว่า การละหมาดจำนวน 11 รอกอะฮฺนั้น คือ จำนวนสูงสุดของการละหมาดวิตรฺ (อัลฟิกฮุ้ลมันฮะญี่ย์ เล่มที่ 1 หน้า 216)

ส่วนวิธีการในการละหมาดตะฮัจญุดนั้น หลังจากตื่นนอน ก็ให้ลูบหน้า แปรงฟัน และมองท้องฟ้า พร้อมกับกล่าวซิกรุลลอฮฺ อาบน้ำละหมาด แล้วเริ่มละหมาด 2 รอกอะฮฺเบา ๆ ต่อมาก็ลุกขึ้นละหมาดทีละ 2 รอกอะฮฺ แล้วปิดท้ายด้วยละหมาดวิตร์ หรือจะละหมาดรวดเดียว จำนวน 8 รอกอะฮฺ หรือ 10 รอกอะฮฺ แล้วก็ตามด้วยละหมาดวิตร์ก็ได้ หรือจะละหมาดรวดเดียว แล้วนั่งตะชะฮฺฮุดในครั้งสุดท้าย แล้วให้สลามก็ได้ เรียกว่า ทำได้ตามสะดวก เพราะท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ทำไว้หลายรูปแบบนั่นเอง

ส่วนที่ถามว่า จำเป็นต้องละหมาดวิตฺร์ด้วยหรือไม่ ก็ตอบว่าไม่จำเป็น แต่ที่ดีที่สุด ให้เอาละหมาดวิตฺร์ ไว้ปิดท้ายการละหมาดกิยามุลลัยล์ ยกเว้นในกรณีที่ละหมาดวิตฺร์ไปก่อนแล้ว ในคืนนั้น เช่น ละหมาดวิตฺร์หลังละหมาดอิชาอฺไป เมื่อตอนก่อนนอนแล้ว ก็ไม่มีซุนนะฮฺให้ทำละหมาดวิตฺร์อีก

2. เวลาที่ดีที่สุด สำหรับการละหมาดตะฮัจญุด คือ ให้ล่าช้าจนเข้าสู่ส่วนที่ 3 สุดท้าย ของเวลากลางคืน กล่าวคือ ถ้าแบ่งเวลากลางคืน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 12 ช.ม. แต่ละช่วง ก็จะมี 4 ช.ม. หากแบ่งเป็น 3 ช่วง, ช่วงสุดท้าย ก็อยู่ประมาณราวตี 2 จนถึงก่อนเวลาศุบฮินั่นเอง นี่คือเวลาที่ดีที่สุด (อัลอัฟฎ้อล) แต่เวลาที่อนุญาตนั้น ก็คือ หลังละหมาดอิชาอฺแล้ว ท่านอัลฮาฟิซฺ อิบนุ ฮะญัร (ร.ฮ.) กล่าวว่า : ไม่ปรากฏว่า สำหรับการละหมาดตะฮัจญุด ของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) มีเวลาที่แน่นอน แต่เป็นไปตามความสะดวก ในการลุกขึ้นละหมาดของท่าน (ฟิกฮุซซุนนะฮฺ เล่ม 1 หน้า 222) บางทีท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ก็ลุกขึ้นละหมาด เมื่อได้เวลาเที่ยงคืน หรือก่อนหน้านั้นเล็กน้อย หรือหลังจากนั้นเล็กน้อย, บางทีท่านก็ลุกขึ้น เมื่อได้ยินเสียงไก่ขัน เป็นต้น (ซาดุ้ลมาอาดฺ เล่มที่ 1 หน้า 139)

3. กรณีของนบีคิเดร หรือ ค่อฎีรฺ (อ.ล.)

อัลค่อฎิร (الخَضِرُ) คือบ่าวที่ซอและฮฺ ซึ่งนบีมูซา (อ.ล.) ได้เดินทางไปพบ เพื่อแสวงหาความรู้จากเขาผู้นี้ พระองค์อัลลอฮฺ ทรงเล่าถึงเรื่องราวของทั้งสอง เอาไว้ในซูเราะฮฺอัลกะฮฺฟี่ สำนวนในเรื่องเล่า บ่งบอกถึง การเป็นนบีของอัลค่อฎิร (نُبُوَّةٌ) อยู่หลายประเด็น ดังนี้

1. พระดำรัสในอายะฮฺที่ 65 ซูเราะฮฺอัลกะฮฺฟี่ บ่งชี้อย่างชัดเจน คำว่า (رَحْمَةً مِنْ عِنْدِنَا) หมายถึง رحمة النبوة คือพระเมตตา ในการเป็นนบี และคำว่า (وعلَّمْناه مِنْ لَدُنَّاعِلْمًا) หมายถึงความรู้ ที่ถูกวะฮีย์มายังอัลค่อฎิร (อ.ล.)

2. คำสนทนาโต้ตอบระหว่างนบีมูซา (อ.ล.) และอัลค่อฎิร (อ.ล.) ในพระดำรัสที่ 66-70 จากซูเราะฮฺอัลกะฮฺฟี่ บ่งชี้ว่า ถ้าหากอัลค่อฎิรมิใช่นบี อัลค่อฎิร ก็ย่อมมิใช่มะอฺซูม และนบีมูซา (อ.ล.) ซึ่งเป็นนบีผู้ยิ่งใหญ่ เป็นร่อซู้ลผู้ทรงเกียรติ เป็นมะอฺซูม ก็คงไม่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้า ในการแสวงหาความรู้ จากผู้ที่เป็นเพียงวะลีย์ ซึ่งมิใช่มะอฺซูม และคงไม่มุ่งมั่นเดินทางไปหา และสืบเสาะ ถึงแม้จะใช้เวลานานถึง 80 ปีก็ตาม และเมื่อได้พบกับอัลค่อฎิร นบีมูซา (อ.ล.) ก็แสดงความนอบน้อม ถ่อมตน และให้ความสำคัญ ในการกระทำตามคำชี้แนะ ของอัลค่อฎิร นั่นย่อมแสดงว่า อัลค่อฎิร เป็นนบี และมีวะฮีย์มายังเขาเช่นกัน

3. อัลค่อฎิร (อ.ล.) หาญกล้าในการสังหารชีวิตของเด็กน้อย ซึ่งนั่นย่อมบ่งชี้ว่ามีวะฮีย์มายังเขา และเขาเป็นมะอฺซูมอย่างแน่นอน เพราะผู้เป็นวะลีย์นั้น ไม่อนุญาตให้ลงมือสังหารชีวิตเพียงเพราะสิ่งที่เกิด ขึ้นในห้วงความคิด ซึ่งอาจผิดพลาดได้ โดยมติเอกฉันท์ของปวงปราชญ์

4. เมื่ออัลค่อฎิร (อ.ล.) ได้อธิบายถึงข้อเท็จจริง ในการกระทำต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแก่มูซา (อ.ล.) อัลค่อฎิร (อ.ล.) ก็กล่าวว่า (رحمة مِنْ ربكَ ومافعلتُه عَنْ أَمْرِىْ) -อัลกะฮฺฟี่ / 82- “อันเป็นพระเมตตา จากพระผู้อภิบาลของท่าน และฉันมิได้กระทำมัน ตามอำเภอใจ” หมายความว่า ที่ฉันได้กระทำลงไปทั้งหมดนั้น เป็นการทำตามวะฮีย์ ที่ถูกประทานลงมาให้ฉัน กระทำนั่นเอง (จากหนังสืออัรรุซุ้ล วัรฺริซาลาตฺ ; ดร.อุมัร สุลัยมาน อัลอัชฺก๊อรฺ ; ดารุนนะฟาอิส หน้า 22-24 โดยสรุป)

4. กรณีลืมสุหญูด แล้วมานึกขึ้นได้ เมื่อให้สล่ามแล้ว ก็ให้สุหญูดรุ่ก่นที่ขาดไป เมื่อสุหญูดแล้ว ก็ให้อ่านตะชะฮฺฮุด ถึงแม้ว่าจะอ่านไปแล้วก็ตาม แล้วก็สุหญูดซะฮฺวีย์สองครั้ง แล้วให้สล่าม ทั้งนี้ มีเงื่อนไขว่า ต้องไม่แยกจากกันนานเกินไป ระหว่างการให้สล่ามเมื่อตอนลืม กับการนึกขึ้นได้ แต่ถ้าหากแยกจากกันนานเกินไป ก็จำเป็นต้องเริ่มต้นละหมาดใหม่ (อัลมัจญ์มูอฺ เล่มที่ 4 หน้า 43,48-49) โดยหลักในการพิจารณาว่า แยกกันนานหรือไม่ ให้ถือตามจารีต (อัลอุรฟุ้) หรือขนาดเท่ากับละหมาดยาว 1 รอกอะฮฺ ซึ่งในเรื่องการละทิ้งการสุหญูดรุ่ก่นนี้ มีรายละเอียดค่อนข้างมาก คุณวัยรุ่นมิได้ระบุมาว่า เป็นอย่างไร จึงตอบไว้กว้าง ๆ

ส่วนถ้าหากสุหญูดที่ถามมา เป็นสุหญูดซะฮฺวีย์ คือลืมสุหญูดซะฮฺวีย์ก่อนให้สล่าม แล้วก็ให้สล่ามมานึกขึ้นได้ว่า ลืมสุหญูดซะฮฺวีย์อีก ก็ให้พิจารณาว่าแยกจาก กันนานหรือไม่ ระหว่างการให้สล่าม กับการนึกขึ้นได้ ถ้าหากแยกจากกันนาน ตามเกาลุน ญะดีดฺ ที่ปรากฏชัด คือไม่ต้องสุหญูดอีก แต่ในเกาลุนก่อดีม ให้สุหญูด และถือว่าละหมาดที่ผ่านมา ใช้ได้ทั้ง 2 กรณี ในกรณีที่สุหญูดนั้น ก็ให้สล่ามตามปกติอีกครั้ง เมื่อสุหญูดซะฮฺวีย์แล้ว ตามประเด็นหนึ่งในมัซฮับ ส่วนตามมัซฮับนั้น ก็ให้สุหญูด โดยไม่ต้องให้สล่ามอีก (อัลมัจญ์มูอฺ เล่มที่ 4 หน้า 70-71)

ในกรณีที่ละทิ้งการอ่านอัลฟาติฮะฮฺ โดยหลงลืม จนกระทั่งให้สล่าม หรือลงก้มรุ่กัวอฺ ก็มี 2 คำกล่าว (เกาว์ลานฺ) ที่มัชฮู๊ร คำกล่าวที่ถูกต้องที่สุด โดยมติเห็นพ้องของนักวิชาการ สังกัดมัซฮับอัชชาฟิอีย์ เป็นเกาว์ลุนญะดีด คือ การอ่านฟาติฮะฮฺนั้น ไม่ตกไป โดยหากนึกขึ้นได้ ในขณะก้มรุ่กัวอฺ หรือหลังการรุ่กัวอฺ ก่อนลุกขึ้นยืนยังรอกอะฮฺที่ 2 ก็ให้ย้อนกลับไปยืน และอ่านซูเราะฮฺอัลฟาติฮะฮฺ และถ้าหากนึกขึ้นได้ หลังจากลุกขึ้นยืนไปยังรอกอะฮฺที่ 2 แล้ว ก็ยกเลิกรอกอะฮฺที่ 1 (คือไม่นับว่าเป็นรอกอะฮฺ) แล้วรอกอะฮฺที่ 2 ก็กลายเป็นรอกอะฮฺที่ 1

และถ้าหากนึกขึ้นได้ หลังจากให้สล่ามแล้ว และแยกจากกันไม่นาน ก็จำเป็นต้องย้อนกลับไปละหมาด และทำต่อในอากัปกริยา ที่เป็นอยู่ (เช่นนั่ง) แล้วก็ทำอีก 1 รอกอะฮฺ แล้วให้สุหญูดซะฮฺวีย์ แต่ถ้าหากแยกจากกัน นานเกินไป ก็จำเป็นต้องเริ่มต้นละหมาดใหม่ ส่วนในเกาว์ลุนก่อดีมนั้น ถือว่าการอ่านฟาติฮะฮฺตกไป ด้วยเหตุการลืม ดังนั้น ตามคำกล่าวนี้ หากนึกขึ้นได้หลังการให้สล่าม ก็ไม่มีอะไร (คือแล้วกันไป) แต่ถ้านึกขึ้นได้ในขณะรุ่กัวอฺ หรือหลังจากรุ่กัวอฺก่อนให้สล่าม ก็มี 2 ประเด็น
1. จำเป็นต้องกลับไปอ่าน
2. ไม่มีอะไร (คือแล้วกันไป) และถือว่ารอกอะฮฺที่ลืมนั้นใช้ได้
(กิตาบอัลมัจญ์มูอฺ ชัรฮุ้ลมุฮัซซับฺ เล่มที่ 3 หน้า 287-288)

5. รุ่ก่นคือสิ่งที่จำเป็นต้องปฏิบัติ และเป็นส่วนหนึ่งจากเนื้อแท้ หรือสาระของการปฏิบัตินั้น รุ่ก่นของการละหมาดมี 13 ประการ คือ

1. เหนียต
2. ยืนตรง
3. ตักบีร่อตุ้ลอิฮฺรอม
4. อ่านอัลฟาติฮะฮฺ
5. รุ่กัวอฺ
6. เอียะอฺติด๊าล
7. สุหญูด 2 ครั้งในแต่ละรอกอะฮฺ
8. นั่งระหว่าง 2 สุหญูด
9. นั่งครั้งสุดท้ายก่อนให้สล่าม
10. อ่านตะชะฮฺฮุดในการนั่งครั้งสุดท้าย
11. กล่าวซอละหวาตแก่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) หลังการอ่านตะชะฮฺฮุดครั้งสุดท้าย
12. ให้สล่ามครั้งที่ 1
13. เรียงตามลำดับรุ่ก่นทั้งหมด

ทั้ง 13 ประการที่กล่าวมา เรียกว่า บรรดารุ่ก่นของการละหมาด เป็นสิ่งจำเป็นในการละหมาด ที่ขาดไม่ได้ เรียกอีกอย่างว่าเป็นฟัรฎู หรือวาญิบ ก็ได้ และฟัรฎูกับวาญิบ เหมือนกัน ในมัซฮับอัชชาฟิอีย์ จะแยกกัน ก็เฉพาะในเรื่องการประกอบพิธีฮัจญ์เท่านั้น ส่วนการปฏิบัติที่เมื่อเกิดความบกพร่อง แล้วให้ทำการสุหญูดซะฮฺวีย์ ก็คือ ซุนนะฮฺอับอาฎ เช่น การนั่งตะชะฮฺฮุดครั้งแรก หรือการอ่านดุอาอฺกุหนูต ในละหมาดซุบฮิ เป็นต้น เอาแค่นี้ก็แล้วกันนะครับ!

والله أعلم بالصواب

www.alisuasaming.com

หน้าหลัก

กรกฎาคม 21, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม

จำนวนผู้เข้าชม