Custom Search

การลูบหน้าหลังให้สลาม, การชี้นิ้วขึ้นขณะกล่าวชะฮาดะหฺ

การลูบหน้าหลังให้สลามครั้งที่สอง มีสุนัตให้ทำหรือไม่ การชี้นิ้วขึ้นขณะกล่าวชะฮาดะฮ ในการอ่านตะชะฮุด มีสุนัตหรือไม่

ยาซากิลลาฮุคอยรอน

ถามโดย - binti_islam

الحمدلله والصلاة والسلام على رسول الله وبعد..

การลูบหน้า หลังการให้สล่ามครั้งที่สอง นั้น เข้าใจว่า อาศัยหลักฐานจากหะดีษ ที่รายงานโดยท่านอนัส อิบนุมาลิก (ร.ฎ.) ซึ่งมีใจความว่า : ปรากฏว่าท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เมื่อท่านเสร็จสิ้นการละหมาด ของท่าน ท่านได้ลูบหน้าผากของท่าน ด้วยมือขวา แล้วกล่าวว่า :

أَشْهَدُ اَنْ لاَ إِلهَ اِلا الله الرَّحْمٰنُ الرحيمُ أللهُمَّ اذْهِبْ عَنِّى الْهَمَّ والحزنَ

ท่านอิบนุ อัซซุนนีย์ บันทึกหะดีษนี้ เอาไว้ในหนังสือ “อัลเยาวฺม์ วัลลัยละฮฺ” ของท่าน (เลขที่ 110) ท่านอิหม่ามอันนะวาวีย์ (ร.ฮ.) ก็ระบุเอาไว้ ในหนังสืออัลอัซฺก๊ารของท่าน ในหน้า 69 (อันนู๊ร อัลอิสลามียะฮฺ เบรุต)

และอิบนุ ซัมอูน ในอัลอะมาลีย์ (ก๊อฟ 176/2) อีกสายรายงานหนึ่ง จากท่านอนัส (ร.ฎ.) เช่นกัน โดยใช้สำนวนว่า : ปรากฏว่าท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เมื่อท่านละหมาดเสร็จ ท่านได้ลูบหน้าผากของท่าน ด้วยฝ่ามือขวา และลูบผ่านบนใบหน้าของท่าน จนมาถึงเคราของท่าน แล้วกล่าวว่า :

بِسْمِ اللهِ الَّذِىْ لاَإِلهَ إِلاَّهُوَعَالِمُ الْغَيْبِ إلخ

ซึ่งสายรายงานนี้ อบูนุอัยฺม์ รายงานเอาไว้ ในอัคบ๊าร อัศบะฮาน (2/104) ในส่วนของสายรายงานแรกนั้น ท่านอัลบัซซ๊าร, อัฏฏอบรอนีย์ ในอัลเอาซัฏ และอิบนุ อะดีย์ ได้รายงานเอาไว้ ทั้งหมด รายงานจากท่านอนัส (ร.ฎ.)

นักวิชาการหะดีษ ได้วิเคราะห์สายรายงาน ของหะดีษข้างต้นแล้ว ได้สรุปว่า เป็นหะดีษที่อ่อน ถึงอ่อนมาก (ฎ่ออีฟ-ฎ่ออีฟ ญิดดัน) -ดูอัลฟุตูฮาตฺ อัรร็อบฺบานียะฮฺ อะลัล อัซก๊าร อันนะวาวียะฮฺ ; ดารุ้ลฟิกริ เล่มที่ 2 หน้า 57) โดยเฉพาะในสายรายงานของหะดีษที่ 2 นั้น มีดาวุด อิบนุ อัลมิฮฺบัรฺ ปรากฏอยู่ ซึ่งบุคคลผู้นี้ ท่านอิบนุ ฮิบบาน ระบุว่า กุหะดีษ โดยอ้างสายรายงาน ถึงผู้ที่ไว้ใจได้ (ซิกอตฺ) -(ดูตัฟซีฮุชชะรีอะฮฺ อัลมัรฟูอะฮฺ ; อิบนุ อิร๊อก อัลกินานีย์ เล่มที่ 1 หน้า 59)

และในสายรายงานของหะดีษแรก ปรากฏว่า มี สลาม อัฏฎ่อวีล ซึ่งถูกกล่าวหาว่า เป็นนักกุหะดีษ (อ้างแล้ว 1/64) จากซัยดฺ อัลอัมฺมีย์ ซี่งถูกกล่าวหาว่า เป็นนักกุหะดีษ เช่นกัน (อ้างแล้ว 1/62) เมื่อเป็นเช่นนี้ การลูบหน้าหลังการให้สล่ามครั้งที่สอง จึงไม่มีหลักฐานส่งเสริมให้กระทำ เพราะหลักฐาน ที่ระบุถึงการกระทำดังกล่าว มิใช่เป็นเพียงแค่หะดีษฎ่ออีฟ (อ่อน) เท่านั้น แต่ถึงขั้นฎ่ออีฟมาก ๆ หรือเป็นหะดีษเมาฎูอฺ (หะดีษเก๊) เลยทีเดียว

จึงได้ข้อสรุปว่า ไม่มีซุนนะฮฺให้ทำการลูบหน้า หลังการให้สล่ามครั้งที่ 2 แต่อย่างใด

ส่วนการชี้นิ้วชี้ ขณะกล่าวชะฮาดะฮฺ ในการอ่านตะชะฮฺฮุดนั้น มีซุนนะฮฺให้กระทำ เนื่องจากมีหลักฐาน ที่ถูกต้อง รายงานโดยมุสลิม จากหะดีษของท่านอิบนุ อุมัร (ร.ฎ.) และท่านอิบนุ อัซซุบัยรฺ (ร.ฎ.) ว่า ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ชี้นิ้วของท่าน ในการตะชะฮฺฮุด ทั้งนี้ นักวิชาการ สังกัดมัซฮับอัชชาฟิอีย์ กล่าวว่า : ถือตามที่มีคำกล่าว และประเด็นต่าง ๆ ทั้งหมด ก็มีซุนนะฮฺ ให้ชี้นิ้วชี้ข้างขวา และยกนิ้วนั้นขึ้น (ชี้นิ้ว) เมื่อถึงอักษรฮัมซะฮฺ จากคำกล่าวที่ว่า (لاإله الاالله) -คือฮัมซะฮฺที่คำว่า อิลฺลัลลอฮฺ (إلاالله)

โดยอิหม่ามอัชชาฟิอีย์ (ร.ฮ.) ได้ระบุเป็นตัวบทเอาไว้ว่า ส่งเสริมให้ทำการชี้นั้น (อิชาเราะฮฺ) เนื่องจากมีบรรดาหะดีษ รายงานมา และบรรดานักวิชาการ สังกัดมัซฮับอัชชาฟิอีย์ ยังกล่าวอีกว่า : ให้ชี้ด้วยนิ้วชี้ เพียงครั้งเดียว แต่อิหม่ามอัรรอฟิอีย์ ได้เล่าประเด็นหนึ่งเอาไว้ว่า ให้ชี้นิ้วชี้นั้น ตลอดการอ่านตะชะฮฺฮุด ซึ่งเป็นประเด็นที่อ่อน (ฎ่ออีฟ) -ซึ่งในหนังสืออัลฟิกฮุ้ลมันฮะญีย์ เล่มที่ 1 หน้า 154 ก็ถือตามคำเล่า ของอิหม่ามอัรรอฟิอีย์นี้ เช่นกัน-

ส่วนที่ว่าเมื่อชี้นิ้วชี้แล้ว ต้องกระดิกนิ้วด้วยหรือไม่? กรณีนี้มีหลายประเด็น กล่าวคือ

1. ประเด็นที่ถูกต้อง และปวงปราชญ์ ในมัซฮับส่วนใหญ่ ชี้ขาด คือ ไม่ต้องกระดิก ถ้าหากกระดิก ถือว่ามักรูฮฺ แต่ไม่ทำให้ละหมาดเสีย เพราะเป็นการกระทำเพียงเล็กน้อย

2. ห้าม (ฮ่ารอม) กระดิก ถ้าหากกระดิกถือว่า เสียละหมาด โดยเล่าจากอบีอะลี อิบนุ อบีฮุรอยเราะฮฺ ซึ่งเป็นสิ่งที่แหวกแนว (ช๊าซฺ) และอ่อน

3. ส่งเสริมให้กระดิก ประเด็นนี้ เล่าโดยชัยคฺ อบู ฮามิด, อัลบันดะนัยญีย์, อัลกอฎีย์ อบู อัตตอยยิบฺ และท่านอื่นๆ โดยฝ่ายนี้ อาศัยหลักฐานจากหะดีษ ที่รายงานโดยวาอิ้ลฺ อิบนุ ฮุจญ์ริน (ร.ฎ.) –อัลมัจญ์มูอฺ ชัรฮุ้ลมุฮัซซับ ; อันนะวาวีย์ เล่มที่ 3/343)

والله أعلم بالصواب

คุตบะห์วันศุกร์ (ซอลาวาตระหว่างสองคุตบะหฺ)

อาจารย์ครับ เคยพบหลักฐานไหมว่าช่วงระหว่าง 2 คุตบะห์ ที่บิล้าลกล่าวซอลาวาต ระยะเวลา ต้องอย่าให้นาน เกินการอ่านกุ้ลฮูวัลลอฮ์ 1 ต้น ถ้าเกิน ถือว่าขาดมุวาลาต ช่วยดูหลักฐานให้ด้วยครับ

ถามโดย - haroon

الحمدلله والصلاة والسلام على رسول الله وبعد...؛

การนั่งระหว่าง 2 คุตบะฮฺ (วันศุกร์) เป็นสิ่งจำเป็น (วาญิบ) โดยการเห็นพ้อง (อิตฺติฟ๊าก) และจำเป็นต้องมีการสงบนิ่ง (ฏ่อมะอฺนีนะฮฺ) ในการนั่ง ดังที่อิหม่ามอัลฮะร่อมัยน์ และนักวิชาการท่านอื่น ๆ ระบุไว้อย่างชัดเจน อัศฮาบุชชาฟิอียะฮฺ กล่าวว่า : การนั่งนี้เป็นการนั่งเบา ๆ อย่างมาก (สั้น ๆ) ขนาดเท่ากับซูเราะฮฺอัลอิคฺล๊าซ โดยประมาณ และที่จำเป็นจากการนั่งนั้น คือขนาดของการสงบนิ่ง (قَدْرُالطمَأْنِيْنَةِ) นี่คือสิ่งที่ถูก ต้องและเป็นที่รู้กันว่า อิหม่ามอัชชาฟิอีย์ (ร.ฮ.) ได้ระบุเป็นตัวบท และชี้ขาดเอาไว้ แต่อัรรอฟิอีย์ ได้เล่าเอาไว้อีกประเด็นหนึ่งว่า มีเงื่อนไขในการนั่งว่า ต้องมีขนาดเท่ากับซูเราะฮฺอัลอิคล๊าซฺ และมีนักวิชาการบางท่าน เล่าเอาไว้ว่า เป็นตัวบท ที่อิหม่ามอัชชาฟิอีย์ (ร.ฮ.) ระบุเอาไว้ ซึ่งอ่อน (ضَعِيْفٌ) -อัลมัจญ์มูอฺ ชัรฮุ้ลมุฮัซฺซับ เล่มที่ 4 หน้า 384)

และส่วนหนึ่งจากเงื่อนไขต่าง ๆ ของการคุตบะฮฺ (วันศุกร์) นั้นคือ ความต่อเนื่อง (อัลมุวาลาตฺ) ระหว่างบรรดารุ่ก่นของคุตบะฮฺ และระหว่างคุตบะฮฺแรก และคุตบะฮฺที่ 2 และระหว่างคุตบะฮฺที่ 2 กับการละหมาด ดังนั้น ถ้าหากมีสิ่งคั่น (ฟาซิลฺ) ที่ยาว (นาน) ตามจารีต (อุรฺฟ์) ระหว่างคุตบะฮฺที่ 1 และคุตบะฮฺที่ 2 หรือระหว่างทั้งหมดของ 2 คุตบะฮฺ กับการละหมาด ถือว่าคุตบะฮฺนั้นใช้ไม่ได้ ฉะนั้น ถ้าหากเป็นไปได้ ในการย้อนกลับไปคุตบะฮฺใหม่ ก็ถือว่าจำเป็น ถ้าไม่ได้ ก็ต้องแปรละหมาดวันศุกร์ เป็นละหมาดซุฮฺริ (อัลฟิกฮุ้ลมันฮะญี่ย์ เล่มที่ 1 หน้า 206)

สรุปคือ ความต่อเนื่อง (อัลมุวาลาตฺ) ถูกพิจารณาใน 3 ตำแหน่ง คือ

1) ระหว่าง 2 คุตบะฮฺ ดังนั้น การคั่นระหว่าง 2 คุตบะฮฺ จะต้องไม่ยาวนาน
2) ระหว่างบรรดารุ่ก่น ของการคุตบะฮฺ
3) ระหว่าง 2 คุตบะฮฺ กับการละหมาด

ดังนั้น จะต้องไม่มีการคั่น ที่ยาวนาน ระหว่างคุตบะฮฺที่ 2 จาก 2 คุตบะฮฺนั้น กับการละหมาด (อิอานะตุดตอลิบีน เล่มที่ 2 หน้า 83) และคำว่า คั่นที่ยาวนาน ตามจารีต (طَوِيْلُ الْفَصْلِ عُرْفًا) นั้น หมายถึง ขนาดเท่ากับการละหมาด 2 รอกอะฮฺ ที่ละหมาดแค่ใช้ได้ กล่าวคือ จำกัดอยู่เฉพาะรุ่ก่น ของการละหมาด 2 รอกอะฮฺ นั้น ฉะนั้น การคั่นเพียงเล็กน้อย ที่มีขนาด หรือเวลาไม่นาน เท่ากับการละหมาด 2 รอกอะฮฺ ก็ถือว่าไม่มีผลเสียแต่อย่างใด (อ้างแล้ว เล่มที่ 2 หน้า 83,84) ซึ่งเมื่อพิจารณา ตามเนื้อหาข้างต้นแล้ว การนั่งระหว่าง 2 คุตบะฮฺ ของค่อตีบ และการซ่อละหวาตของบิล้าล หรือการอ่านซูเราะฮฺอัลอิคล๊าซ นั้น ไม่น่าจะกินเวลา เท่ากับการละหมาด 2 รอกอะฮฺ แต่อย่างใด

ดังนั้น การระบุว่า จะต้องมีระยะเวลา อย่าให้นานเกินกว่า การอ่านซูเราะฮฺอัลอิคล๊าซฺ 1 ต้น ถ้าเกินถือว่าขาดความต่อเนื่อง (มุวาล๊าตฺ) จึงเป็นคำกล่าว ที่ออกจะเกินเหตุมากไป เพราะระยะเวลาในการละหมาด 2 รอกอะฮฺสั้น ๆ นั้น น่าจะพอสำหรับการอ่านซูเราะฮฺอัลอิคล๊าซฺ หรือ ซอละหวาตได้มากกว่า 1 ครั้ง (1 จบ) ด้วยซ้ำไป อย่างไรก็ตาม อาจจะมีทัศนะของนักวิชาการบางท่าน ระบุไว้อย่างที่คุณกล่าวมา แต่ก็เป็นเพียงทัศนะนั่นเอง ทั้งนี้ มาตรฐานของการคั่นที่ยาว ซึ่งจะทำให้ขาดความต่อเนื่อง ในการคุตบะฮฺ และทำให้การคุตบะฮฺ ใช้ไม่ได้นั้น นักวิชาการ ถือเอาระยะความนาน ตามหลักจารีต (อุรฺฟ์) เป็นเกณฑ์ ดังที่กล่าวมาข้างต้น นั่นเอง

والله أعلم بالصواب

www.alisuasaming.com

หน้าหลัก

กุมภาพันธ์ 9, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม