Custom Search

ประเภทของการอดทน

ซึ่งสามารถกล่าวสรุปได้ว่าการอดทน มีอยู่ 3 ประเภท ดังนี้

ประเภทแรกคือ

การอดทนจากการห่างไกล จากสิ่งที่เป็นข้อห้ามของอัลลอฮฺ เพราะสิ่งที่เป็นข้อห้ามนั้น มนุษย์มักจะมีความปรารถนา ที่จะกระทำมัน แม้กระทั่งสิ่งที่เรารังเกียจ แต่เมื่อมีการสั่งห้ามแล้ว ก็มักมีความรู้สึกที่อยากกระทำ ซึ่งข้อห้ามนั้น มักจะเป็นสิ่งที่สอดคล้อง กับอารมณ์ใคร่ของมนุษย์ ดังนั้น เมื่อเกิดความรู้สึกที่อยากกระทำ สิ่งที่ผิดหลักการ และมันตอบสนองกับอารมณ์ใฝ่ต่ำ  สำหรับผู้ศรัทธาแล้ว ก็ต้องยับยั้ง และต้องสยบอารมณ์ใคร่ของเขา ให้ได้ เช่น “จะไปเที่ยวกับเพศตรงข้าม ก็อย่าไป จะทำซินา ก็อย่าทำ จะดูหนังดูละคร ก็อย่าดู จะฟังเพลง ก็อย่าฟัง จะสูบบุหรี่ ก็อย่าสูบ ฯลฯ ”

ประเภทที่สอง

การอดทนในการเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ เช่น ไม่อยากละหมาด ก็พยายามละหมาด ไม่อยากไปมัสญิด ก็พยายามไปมัสญิด ไม่อยากอ่านอัลกุรอาน ก็พยายามอ่านอัลกุรอาน ให้มากๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ศาสนาได้ใช้ให้ทำ มักจะมีอุปสรรค

ดังที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวความว่า สวนสวรรค์นั้น ถูกห้อมล้อม ไปด้วยสิ่งที่อันตรายทั้งสิ้น

หมายถึงว่า กว่าจะเข้าสวนสวรรค์ ก็ต้องผ่านสิ่งที่ชั่วร้าย สิ่งที่เรารังเกียจไม่อยากทำ แต่เราก็ต้องทำ ทั้งนี้ เพื่อยืนยันว่าเรานั้น เป็นผู้ศรัทธา ส่วนนรกนั้น จะถูกห้อมล้อมไปด้วยกับสิ่งที่ตอบสนอง กับอารมณ์ใฝ่ต่ำ

ประเภทที่สาม

อดทนในบททดสอบ หรือเคราะห์กรรมต่างๆ (มุศีบะฮฺ) ที่ได้ประสบในชีวิตของเรา

ท่านอะลี บินอัล-หุสัยนฺ ซัยนุลอาบิดีน ได้กล่าวความว่า “เมื่ออัลลอฮฺทรงรวบรวม กลุ่มชนรุ่นแรก และสุดท้าย ไว้ด้วยกัน ผู้เรียกร้อง จะร้องเรียกว่า “อยู่ไหนเล่า หมู่ชนผู้อดทนทั้งหลาย” โดยที่พวกเขา จะได้เข้าสวรรค์ ก่อนการพิพากษา ท่านอะลีได้กล่าวต่อว่า หมู่ชนบางกลุ่มจากหมู่มนุษย์ ก็ได้ยืนขึ้น แล้วพวกเขา ก็ได้ไปพบกับเหล่ามลาอิกะฮฺ เหล่ามลาอิกะฮฺจึงถามว่า “พวกท่านจะไปยัง ณ ที่ใดกัน โอ้ลูกหลานอาดัมเอ๋ย ?” พวกเขาตอบว่า “ไปสวนสวรรค์” เหล่ามลาอิกะฮฺ จึงถามต่อว่า “ก่อนที่จะมีการพิพากษา กระนั้นหรือ ?” พวกเขาตอบว่า “ใช่แล้ว” เหล่ามลาอิกะฮ ฺถามต่อว่า “แล้วพวกท่านเป็นใครกัน ?” พวกเขาตอบว่า “คือหมู่ชนผู้อดทน”เหล่ามลาอิกะฮฺ จึงถามต่อว่า “แล้วพวกท่านได้อดทน ในสิ่งอันใดเล่า ?” พวกเขาตอบว่า “พวกเราอดทน ในการเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ และพวกเราก็อดทน จากการฝ่าฝืนพระองค์ กระทั่งอัลลอฮฺ ทรงให้พวกเราเสียชีวิต”เหล่ามลาอิกะฮฺ จึงกล่าวว่า “พวกท่านทั้งหลาย จงเป็นดั่งที่พวกท่านพูดเถิด จงเข้าไปสู่สวนสวรรค์ อันสถาพร ดังนั้น รางวัลของผู้กระทำความดี ช่างประเสริฐแท้ๆ” (ตัฟสีรอิบนุกะษีร : 1/466 )

ซึ่งคำกล่าวข้างต้นนี้ ได้รับการยืนยัน ด้วยคำดำรัสของอัลลอฮฺ ตะอาลา ที่ว่า

(إِنَّمَا يُوَفَّى الصَّابِرُونَ أَجْرَهُمْ بِغَيْرِ حِسَابٍ)

ความว่าแท้จริงบรรดาผู้อดทนนั้น จะได้รับการตอบแทนรางวัลของพวกเขา อย่างสมบูรณ์ โดยไม่ต้องคำนวณ(สูเราะฮฺอัซ-ซุมัรฺ : 10)

ท่านสัยยิด กุฏุบ เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้ กล่าวว่า “การที่อัลลอฮฺทรงกล่าวถึง ความอดทน หลายต่อหลายครั้ง ในอัลกุรอาน นั้น ก็เพราะว่า อัลลอฮฺทรงรู้ดีว่า บางประการ จะต้องใช้ความพยายามทุ่มเท อย่างมากมาย จึงจะสามารถทำสิ่งนั้น ให้สำเร็จลุ่ล่วงไปได้ เพราะในระหว่างทาง มีตัวแปร และสิ่งชักจูง มากมาย และ ผู้ที่จะอยู่ในแนวทาง ที่อัลลอฮฺทรงเรียกร้องได้ ผู้ที่จะยืนต่อสู้กับอุปสรรค และสิ่งที่กีดขว้างต่างๆ ได้ ผู้ที่จะให้จิตใจยึดมั่น มั่นคง ตื่นตัว ทั้งภายใน และภายนอกใน ตลอดเวลาได้ จำเป็นที่จะต้องมีความมานะอดทนสูง ในทุกประการ

เขาจะต้องมีความอดทน ในการภักดีต่ออัลลอฮฺ มีความอดทน ต่อสิ่งที่ชั่วร้ายทั้งหลายทั้งปวง อดทนที่จะต่อสู้กับอุปสรรค ด้วยความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮฺ อดทนต่อเลห์เหลี่ยม ของศัตรูรอบด้าน อดทนต่อความล่าช้า ของชัยชนะ อดทนต่อความยากลำบาก อดทนเพื่อเอาชนะโมฆะธรรม อดทนต่อชัยชนะที่มีน้อย อดทนต่อหนทางอันยาวไกล อดทนต่อการถูกโดดเดี่ยว และการหลงผิดของจิตใจผู้คน อดทนต่อสิ่งที่กีดขวาง ที่หนักหน่วง และความเจ็บปวด กว่าจะไปถึงจุดหมายปลายทาง” (ฟิซิลาลิลกุรอาน : 2/57 )

ท่านยังกล่าวอีกว่า “เหตุผลที่อัลลอฮฺทรงให้เรา ขอความช่วยเหลือ หรืออาศัยด้วยการละหมาดนั้น ก็เพราะว่า การละหมาด เป็นการสร้างสัมพันธ์ระหว่างบ่าว กับผู้อภิบาล เป็นความสัมพันธ์ ที่จะทำให้จิตใจ ได้รับพลังความแข็งแกร่ง ทำให้จิตวิญญาณ รู้สึกถึงความสัมพันธ์ ที่มีต่อองค์อภิบาล จากความสัมพันธ์นี้เช่นกัน ที่จิตจะได้รับเสบียง สำหรับการดำรงชีวิต ในปรโลก” 

ท่านมุกอติล บินหัยยาน ได้กล่าวว่า “จงขอความช่วยเหลือ ในการมุ่งมั่นสู่โลกอาคิเราะฮฺ ด้วยความอดทน ในการปฏิบัติศาสนกิจ และการละหมาด” (ตัฟซีรอิบนุกะษีร : 1/ 133)

ด้วยเหตุนี้ ในการตั้งเป้าหมายชีวิต แห่งโลกอาคิเราะฮฺ ย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญ สำหรับผู้ศรัทธาทุกคน  ผู้ที่เดินทางสู่โลกอาคิเราะฮฺ นั่นคือผู้ศรัทธา ผู้ศรัทธาเปรียบได้กับนักท่องเที่ยว ไปเที่ยวที่ไหน เขารู้ว่าไปแค่เพียงชั่วครั้งชั่วคราว เขานั้นมีบ้านที่ต้องกลับ เช่นเดียวกัน ผู้ศรัทธาต้องตระหนักว่า การใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้นั้น มันแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งไม่จีรัง แต่สถานพำนักอันสถาพร และนิรันดร์ นั่นคือ โลกอาคิเราะฮฺ

ดังนั้น สำหรับผู้ที่จะมุ่งมั่นสู่โลกอาคิเราะฮฺ อัลลอฮฺทรงชี้แนะให้อาศัย 2 กิจการนี้ ให้เป็นตัวช่วยสำคัญ ในการมุ่งสู่โลกอาคิเราะฮฺ อันเป็นปลายทาง แห่งความสำเร็จ นั่นคือความอดทน ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ในคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺ ซึ่งความอดทนนี่เอง คือเคล็ดลับแห่งความสำเร็จ 

เคล็ดลับของผู้ศรัทธาอยู่ในโลกนี้ เขาต้องยืนหยัดด้วยกับการฝืนกิเลส ฝืนความต้องการของตัวเอง เช่น เมื่อได้ยินเสียงอะซานเรียกละหมาด ถ้ามีความรู้สึกที่ไม่อยากลุกไปมัสญิด ไม่อยากอาบน้ำละหมาด ไม่อยากละหมาด อยากอยู่สบายๆ แต่การที่ลุกไปมัสญิด ต้องไปอาบน้ำละหมาด เดินทางไปละหมาด มันต้องฝืนกิเลสหลายอย่าง ยิ่งกว่านั้น ถ้าเราอยู่ในสภาพที่เราชื่นชอบ บวกกับสภาพบรรยากาศ ที่เอื้อ เช่นการนอนหลับอย่างสบายๆ ในช่วงเวลาละหมาดศุบฮฺ ยิ่งเป็นการทดสอบ ที่หนักอึ้ง

แต่สิ่งที่แตกต่าง ระหว่างผู้ศรัทธา กับผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา หรือผู้ที่ไม่ค่อยมีความเคร่งครัด นั่น ก็คือ เมื่อได้ยินเสียงอะซานแล้ว ก็จะรู้สึกว่าอัลลลอฮฺกำลังเรียกเขา อัลลอฮฺกำลังเรียกให้เขา เข้าเฝ้าพระองค์ สำหรับผู้ศรัทธาแล้ว เขาก็จะน้อมรับคำเรียกร้องนั้น โดยทันที ด้วยการลุกขึ้นไปละหมาด พร้อมกับหัวใจ ที่เปี่ยมไปด้วยความสำนึก ในการเป็นบ่าวที่ดี  แต่คนที่ไม่นึกถึงโลกอาคิเราะฮฺ ก็จะรู้สึกว่าเสียงอะซานนั้น เป็นเสียงที่ทำให้เขาหนวกหู เกิดความรำคาญ  มันเป็นสิ่งที่เราสามารถวัดใจ ด้วยตัวของเราเอง ว่าเราเป็นคนที่มุ่งมั่นสู่โลกอาคิเราะฮฺ หรือไม่ ?  มีความอดทน ในการปฏิบัติศาสนกิจหรือไม่ ?

ท่านมุกอติลได้กล่าวว่า เราต้องอดทน ต่อหลักการคำสั่งคำบัญชา ของอัลลอฮฺ และต้องยืนหยัดในเรื่องการละหมาด อัลลอฮฺใช้เราเรื่องนี้ เพื่อช่วยเราในการมุ่งสู่โลกอาคิเราะฮฺ

ฉะนั้น ถ้าเราอาศัยการอดทน และการละหมาด ในการเป็นตัวช่วย ในการพัฒนาชีวิต โดยแน่แท้ มันย่อมทำให้เรา มีศักยภาพในการพัฒนาชีวิต ให้มีประสิทธิภาพ ได้อย่างแน่นอน เพราะการละหมาด จะปรับวิถีในการดำเนินชิวิตของเรา

ดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสว่า

(اتْلُ مَا أُوحِيَ إِلَيْكَ مِنَ الْكِتَابِ وَأَقِمِ الصَّلَاةَ إِنَّ الصَّلَاةَ تَنْهَى عَنِ الْفَحْشَاء وَالْمُنكَرِ وَلَذِكْرُ اللَّهِ أَكْبَرُ وَاللَّهُ يَعْلَمُ مَا تَصْنَعُونَ)

ความว่าเจ้าจงอ่านสิ่งที่ถูกประทานแก่เจ้า จากคัมภีร์ และจงดำรงการละหมาด (เพราะ) แท้จริงการละหมาดนั้น จะยับยั้งการทำลามกและความชั่ว และการรำลึกถึงอัลลอฮฺนั้น ยิ่งใหญ่กว่า (สิ่งอื่นทุกประการ) และอัลลอฮฺทรงรอบรู้ สิ่งที่พวกเจ้ากระทำ(สูเราะฮฺ อัล-อันกะบูต : 45)


แวมูฮัมหมัดซาบรี แวยะโก๊ะ / Islam house

ที่มา http://www.islammore.com

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
ติดต่อทีมงานผ่าน   www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม