ศาสนาคือทางรอด

จักรวาล มิได้ถูกสร้างขึ้นมา แล้วถูกทิ้งไว้ให้เป็นไปตามยถากรรม แต่มันอยู่ภายใต้กฎที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อควบคุมมันไว้ให้ดำเนินไปอย่างเป็น ระเบียบและมีความสัมพันธ์กัน เพื่อผลประโยชน์ของมนุษย์ หากดวงดาวฝ่าฝืนกฎที่ควบคุมมันไว้เมื่อใด จักรวาลทั้งหมด ก็จะได้รับผลกระทบ และเกิดความระส่ำระสายขึ้น เมื่อนั้น

 อวัยวะในร่างกายของมนุษย์ก็เช่นกัน มันถูกสร้างขึ้นมา ให้อยู่ภายใต้กฎชีวภาพ เพื่อรับใช้การดำรงชีวิต อันเป็นปรกติสุขของมนุษย์ แต่ละคน หากอวัยวะส่วนใดฝ่าฝืน หรือขัดต่อกฎชีวภาพ สุขภาพของมนุษย์ ก็จะได้รับผลกระทบ จนเกิดอาการเจ็บไข้ หรืออาจถึงตายได้

มนุษยชาติ ทั้งหมดก็ถูกสร้างขึ้นมา โดยมีศาสนาเป็นกฎควบคุม แต่มนุษย์แตกต่าง ไปจากสิ่งถูกสร้างอื่นๆ ก็ตรงที่มนุษย์ได้รับสติปัญญา และ มีเสรีภาพในการเลือกปฏิบัติ ศาสดาทั้งหลาย เป็นเพียงผู้นำคำสอน ของศาสนา มายังมนุษยชาติ และตอกย้ำว่า การฝ่าฝืนคำสอนของศาสนา คือความหายนะ และมนุษย์จะต้องรับผิดชอบ ในสิ่งที่ตัวเองเลือก ในฐานะที่มีสติปัญญา และมี เสรีภาพ ในการเลือก 

เนื่องจากกฎจักรวาล กฎชีวภาพและกฎศาสนา มีที่มาจากแหล่งเดียวกัน นั่นคือพระเจ้า ผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง ดังนั้น กฎเหล่านี้ จึงไม่มีความขัดแย้งกัน แต่มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน ไม่ต่างอะไรไปจากเส้นด้าย ที่ถูกถักทอขึ้น เป็นผืนผ้า การฝ่าฝืนกฎของศาสนา จึงมีผลกระทบต่อกฎชีวภาพ และและกฎกายภาพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในฐานะที่ศาสนา คือกฎหมายของสังคม และคำสอนของศาสนา มาจากพระเจ้า ดังนั้น สังคมมนุษย์ จึงจำเป็นที่จะต้องมีตัวแทนพระเจ้า เพื่อทำหน้าที่รักษา และบังคับ ใช้ศาสนาของพระองค์ ไม่ต่างอะไรไปจากทุกประเทศ ที่จำเป็นต้องมีกฎหมาย และผู้รักษากฎหมาย

ในอดีต นบีบางท่านเคยทำหน้าที่เป็นประมุขของอาณาจักร ที่ใช้ศาสนาเป็นกฎหมาย ใน การจัดระเบียบสังคม เช่น ดาวูด (เดวิด) สุลัยมาน (โซโลมอน) และนบีมุฮัมมัด เป็นต้น

ในยุคกลาง โลกเคยมี ศาสนจักรที่ปกครอง โดยโป๊ปในฐานะผู้ดำรงเทวสิทธิ์ ใครที่เรียนประวัติศาสตร์ยุโรปมา ย่อมรู้ดีว่า ในยุคที่คริสตจักรรุ่งเรืองนั้น โป๊ปมีอำนาจมาก จนถึงขั้นสามารถแต่งตั้ง หรือถอดถอนกษัตริย์คนใดก็ได ้และบาทหลวงแห่งคริสตจักรนั้น เป็นที่ได้รับการเคารพยกย่อง จากประชาชนเป็นอย่างมาก 

แต่ เมื่อโลกมีนักวิทยาศาสตร์อย่างเช่น กาลิเลโอ เคปเลอร์ และโคเปอร์นิคัส เกิดขึ้นมาท้าทาย ความเชื่อของคริสตจักร ในเรื่องความเชื่อ เกี่ยวกับจักรวาล ความขัดแย้งกัน ระหว่างนักวิทยาศาสตร์ กับบาทหลวง ก็เกิดขึ้น บาทหลวงในเวลานั้น เชื่อ และสอนผู้คน ในสิ่งที่พระเจ้าไม่ได้กล่าวไว้ว่า โลกคือ จุดศูนย์กลาง ของระบบสุริยจักรวาล ในขณะที่พวกนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ เชื่อว่า ดวงอาทิตย์ต่างหาก คือศูนย์กลางของระบบสุริยจักรวาล ผลของความขัดแย้งดังกล่าว ลงเอยด้วยการที่บรรดานักวิทยาศาสตร์ ที่ขัดแย้งกับคริสตจักรหลายคน ถูกจับทรมาน ให้เลิกล้มความเชื่อ บางคนถูกประหาร ซึ่งในที่สุด ก็นำไปสู่ความแตกแยก ของคริสตจักร

หลังจากวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้า มนุษย์ก็เริ่มมีความเชื่อมั่น ในวิทยาศาสตร์มากขึ้น จนถึงขั้น ยึดเอาวิทยาศาสตร์ เป็นศาสนา และถือเอานักวิทยาศาสตร์ เป็นศาสดา ความหลงใหล ในวิทยาศาสตร์ อย่างไร้ทางนำ ทางด้านจิตวิญญาณนี้เอง ที่ทำให้มนุษย์ หลายคน หลงเชื่อตามนักวิทยาศาสตร์บางคน ว่า มนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากลิง การปฏิเสธคำสอนของศาสนานี้เอง คือที่มาของลัทธิเซคิวลาร์ (Secularism) ที่ปฏิเสธคำสอนของศาสนาอย่างสิ้นเชิง และคำนึงถึงประโยชน์แห่งโลกวัตถุ เป็นสรณะ โดยไม่คำนึงถึงเรื่องจิตวิญญาณ

หลังจากนั้น ลัทธิเซคิวลาร์ ก็ออกลูกออกหลาน เป็นลัทธิต่างๆ มากมาย อาทิ ลัทธิชาตินิยม ลัทธิฟาสซิสต์ ลัทธินาซี ลัทธิสังคมนิยม ลัทธิคอมมิวนิสต์ ลัทธิทุนนิยม เป็นต้น ไม่ว่าจะลัทธิอะไรก็แล้วแต่ ลัทธิเหล่านี้ มีแก่นสำคัญ อยู่ที่การปฏิเสธคำสอนของพระเจ้า แม้คนที่นิยมในลัทธิเหล่านี้ จะเชื่อในพระเจ้า เช่น ชนชาติอาหรับ แต่เมื่อหันมาฝักใฝ่ลัทธิชาตินิยม หรือสังคมนิยม ตามชาติตะวันตก คนพวกนี้ ก็ถือว่าพระเจ้าควรเป็นใหญ่ ในจักรวาลเท่านั้น แต่บนโลกนี้ ตัวเองขอเป็นใหญ่ และไม่ยอมอยู่ใต้กฎหมาย ของพระเจ้า แต่จะออกกฎหมายของตน มาใช้เอง

ด้วยความอ่อนด้อยทางปัญญาของมนุษย์ ในอดีตที่ผ่านมา โลกก็ได้เห็นความล้มเหลวของลัทธิต่างๆ ที่มนุษย์ได้คิดขึ้นกันไปแล้ว ล่าสุดก่อนหน้านี้ ประมาณ 30 ปี โลกได้เห็นการล่มสลาย ของลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่ชาวโลกบางส่วน หวังว่าจะช่วยปลดปล่อยโลก ให้พ้นจากการกดขี่ขูดรีด ของลัทธิทุนนิยม แต่ขณะนี้ชาวโลก ก็กำลังเห็นอาการล่มสลาย ของลัทธิทุนนิยม อยู่ต่อหน้าต่อตา

การล่มสลายของลัทธิต่างๆ ดังกล่าวนี้ มีรากเหง้ามาจากการที่มนุษย์ฉีกตัว ออกจากคำสอนของศาสนา ที่ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ทั้งทางด้านร่างกาย และวิญญาณชาติ ที่ปกครองด้วยลัทธิต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงคำสอนของศาสนา จึงพบกับความขัดแย้ง ทั้งภายในและภายนอก ความเสื่อมทราม ทางศีลธรรมของคนในสังคม การทุจริตผู้คนในทุกระดับ ซึ่งในที่สุด ก็ต้องลงเอยด้วยการแก้ปัญหาที่ทำให้ เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย

การแก้ไขปัญหาสังคมทุกอย่าง ไม่อาจเป็นไปได้ ถ้าไม่แก้ไขที่มนุษย์ เพราะมนุษย์คือแก่นกลางของสังคม และการแก้ไขมนุษย์ ไม่อาจทำได้ หากไม่แก้ไขความคิด และจิตใจของมนุษย์ เพราะสองสิ่งนี้ คือตัวบงการพฤติกรรมมนุษย์ แต่การแก้ไขความคิด และจิตใจของมนุษย์ ก็ไม่อาจเป็นไปได้ ถ้าไม่ปลูกฝังศาสนา ในจิตใจของมนุษย์ และจัดให้มนุษย์ อยู่ในสภาพแวดล้อม ที่ไม่ขัดต่อคำสอน ของศาสนา

http://islam.in.th/node/166

หน้าหลัก

กันยายน 03, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม