Custom Search

อะไรคือการอิบาดะฮ์   ?

เพื่อเราจะได้ทราบว่า    “ชิริก” เกิดขึ้นในการภักดีต่ออัลลอฮ์ ได้อย่างไร?

อัลอิบาดะฮ์ คือ  ทุกๆ สิ่งที่มีปรากฏ ในบทบัญญัติ จากคำสั่งใช้ต่างๆ และคำสั่งห้ามต่างๆ

ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่บัญญัติให้ปฏิบัติ หรือ มีการส่งเสริมให้กระทำ เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องปฏิบัติ และทุกสิ่งที่มีคำสั่งห้าม ให้ละทิ้ง  หรือ ห้ามที่หากกระทำ ถือว่าเป็นการฝ่าฝืน ที่ให้ละทิ้งถ้าปฏิบัติ ถือว่าเป็นบาป และเป็นสิ่งที่น่าเกลียด

สำหรับคำสั่งใช้ ที่เป็นวาญิบ (จำเป็นที่ต้องปฏิบัติ)  และสิ่งที่ส่งเสริมให้ปฏิบัติ (ซุนนะฮ์) แต่ไม่เป็นการบังคับ  ส่วนการห้ามบางสิ่ง ถ้ากระทำถือว่า เป็นการฝ่าฝืน หรือถือว่า เป็นสิ่งที่น่าเกลียด (มักรูฮ์) แต่ไม่มีบาปใด ๆ

ความหมายของอิบาดะฮ์ อีกความหมายหนึ่ง คือ รวมไว้ซึ่งสิ่งที่อัลลอฮ์ ทรงรัก และพอพระทัย ไม่ว่าจะเป็นคำพูดต่างๆ หรือการกระทำ ที่แสดงออกมา และสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ

และรวมถึงทุกสิ่งทุกอย่าง ทีมีอยู่ในบทบัญญัติ จากคำสั่งใช้ และข้อห้ามต่างๆ  เช่น การละหมาด  การจ่ายซากาต การถือศีลอด การประกอบพิธีอัจญ์ ถือว่าเป็นอิบาดะฮ์  การบนบาน การขอดุอาอ์ การมอบหมายต่ออัลลอฮ์ การมีความต้องการ ความปรารถนา  ความเกรงกลัว การต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์  การใช้กันในเรื่องของความดี ห้ามปรามในในสิ่งที่เป็นความชั่ว การทำความดีต่อเพื่อนบ้าน การติดต่อเครือญาติ เป็นอิบาดะฮ์เช่นกัน

การที่มุสลิมได้ละทิ้ง สิ่งที่เป็นข้อห้าม ถือว่า เป็นการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ และ การละทิ้ง สิ่งที่เป็นการตั้งภาคี การเป็นศัตรูต่อเพื่อนมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการละเมิด ที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน  หรือเกียรติของผู้อื่น  การไม่กระทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ถือว่าเป็นการภักดีต่ออัลลอฮ์   การละทิ้งการทำซีนา หรือไม่ดื่มเหล้า ถือว่าเป็นการภักดีต่ออัลลอฮ์ เช่นกัน ดังนั้น การละทิ้ง สิ่งที่เป็นที่ต้องห้าม และการปฏิบัติ ตามคำสั่งใช้ของอัลลอฮ์ ถือเป็นการปฏิบัติอิบาดะฮ์

สำหรับการอิบาดะห์ ที่เป็นคำสั่งใช้ ได้แบ่งออก เป็นสองประเภทด้วยกัน คือ  การอิบาดะห์ ที่เป็นคำสั่งใช้ให้ปฏิบัติ และคำสั่งใช้ที่ไม่ได้บังคับ เพียงแต่ส่งเสริมให้กระทำ สำหรับคำสั่งใช้ ที่เป็นกฎข้อบังคับ  เช่นการละหมาด การถือศีลอด สำหรับอิบาดะฮ์ ที่ส่งเสริมให้กระทำ เช่นการแปรงฟัน ถือว่า เป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้กระทำ  สำหรับสิ่งที่เป็นข้อห้าม มิให้ปฏิบัติ เช่น ห้ามผิดประเวณี  หรือการห้าม ที่เป็นการปราม แต่มิใช่เป็นเชิงบังคับ ถ้ากระทำถือว่า เป็นเรื่องที่น่าเกลียด  เช่น การห้ามการจับกลุ่ม คุยกันหลังละหมาดอิชาแล้ว

ในการทำอิบาดะฮ์ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำ ที่แสดงออกมาภายนอก เช่น การละหมาด การถือศีลอด และอิบาดะฮ์ ที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ  เช่น การตั้งเจตนา การมีความบริสุทธิ์ใจ ในการประกอบอิบาดะฮ์  การมีสัจจะพูดจริง  การมีความรัก   และในเรื่องของข้อห้าม ที่เป็นการแสดงออกมาภายนอก เช่น ห้ามการทำซินา  หรือข้อห้าม ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของหัวใจ เช่น การห้ามมิให้มีความหยิ่งยโส การอิจฉาริษยา และจำเป็นจะต้องละทิ้งพฤติกรรมเหล่านั้น

เมื่อการอิบาดะฮ์ ครอบคลุมทั้งสิ่งที่เป็นคำสั่งใช้ และคำสั่งห้าม ไม่ว่าจะเป็นคำพูด และการกระทำ ที่แสดงออกมา หรือที่เกี่ยวข้องกับจิตใจ  ดังนั้น การทำอิบาดะฮ์ทุกประเภท ถ้าเราได้กระทำ โดยมุ่งไปหาผู้อื่น การทำอิบาดะฮ์นั้น ถือว่าเป็นการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ 

โดยที่ผู้แต่ง กล่าวถึงสิ่งที่ทำให้เสียอิสลาม ในเรื่องของการเชือด ให้กับผู้อื่น นอกจากอัลลอฮ์ เนื่องจากการเชือดนั้น เป็นอิบาดะฮ์

قال تعالى : (( قل إن صلاتي ونسكي ومحياي ومماتي لله رب العالمين لا شريك له ))

อัลลอฮ์ ทรงตรัสไว้ว่า

“มูฮัมหมัด จงกล่าวเถิด แท้จริงการละหมาดของฉัน และพิธีกรรมของฉัน การมีชีวิตของฉัน และการตายของฉัน เพื่ออัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก”

وقال تعالى : (( فصل لربك وانحر ))

อัลลอฮ์ ทรงตรัสไว้ว่า

“ดังนั้น จงละหมาด เพื่อพระเจ้าของท่าน และจงเชือด”

หากการเชือด มอบให้ต่อผู้อื่น นอกจากอัลลอฮ์ มันเป็นการตั้งภาคี  เช่น การเชือดให้แก่บรรดาญิน  การเชือดให้แก่เจ้าของหลุมฝังศพ ที่ล่วงลับไป  เชือดให้แก่ดวงดาวต่างๆ  ทั้งหมดที่กล่าวมา ถือว่าเป็นการตั้งภาคี  และ  การวิงวอนขอดุอาอ์ ต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์  เช่น การขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น (ความช่วยเหลือ ที่อยู่นอกเหนือ ความสามารถของมนุษย์) ถือว่าเป็นการตั้งภาคี เช่นเดียวกัน

การเชื่อฟังต่อมนุษย์ ในสิ่งที่เป็นข้อตัดสิน ที่เกี่ยวข้องกับฮาลาล และหะรอม  หมายความว่า ปฏิบัติสิ่งที่มนุษย์ เป็นคนกำหนดขึ้นมา โดยที่สิ่งนั้น ได้ค้านกับหลักการของอัลลอฮ์ และการไปปฏิบัติ ตามข้อห้าม ที่มนุษย์เป็นผู้ห้าม โดยที่อัลลอฮ์ ไม่ห้ามสิ่งนั้น เช่น การเชื่อฟังต่อผู้นำ หรือรัฐมนตรี  หรือผู้รู้  หรือผู้ที่มีความเคร่งครัด หรือพ่อแม่ ภรรยา หรือเจ้านาย โดยปฏิบัติตามคนเหล่านี้ ในสิ่งที่เป็น การฮาลาล และ สิ่งที่หะรอม

( أم لهم شركاء شرعوا لهم من الدين ما لم يأذن به الله )

“หรือว่าสำหรับพวกเขา มีบรรดาผู้ที่หุ้นส่วน ที่ได้มีการบทบัญญัติ ให้แก่พวกเขา ที่เป็นเรื่องศาสนา  ซึ่งสิ่งนั้นอัลลอฮ์ ไม่ได้อนุญาตแก่มัน”  

ตัวอย่างเช่น การรูกัวะ เมื่อทำการรูกัวะ กับสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ ถือว่า เป็นการมุ่งหน้า เพื่อสิ่งอื่น หรือการเวียนรอบสิ่งอื่น นอกจากบัยตุลลอฮ หรือการบนบานต่อสิ่งอื่น นอกจากอัลลอฮ์ หรือการโกนศรีษะ เพื่อผู้อื่นนอกจากอัลลอฮ์  เช่น พวกซูฟีย์ ที่ทำการโกนศรีษะ เพื่อเชคของพวกเขา เป็นการแสดงออก ถึงการภักดีต่อเชค  เช่นเดียวกัน การรูกัวะ หรือการสูญุดต่อสิ่งอื่น นอกจากอัลลอฮ์ หรือการเตาบัต ที่มุ่งหน้าไปหาผู้อื่น   เนื่องจากการเตาบัตนั้น เป็นอิบาดะฮ์  ที่เราจะต้องมอบให้แด่อัลลอฮ์

( ومن يغفر الذنوب إلا الله )

และใครเล่า ที่จะอภัยโทษบรรดาความผิดทั้งหลาย ให้ได้ นอกจากอัลลอฮ์แล้ว

وفي مسند الإمام أحمد  أنه جيء بأسير، فقال: اللهم إني أتوب إليك ولا أتوب لمحمد فقال النبي صلى الله عليه وسلم: (عَرَفَ الحق لأهله)( ) فالله تعالى هو أهل التقوى وأهل المغفرة، والله تعالى هو أهل التوبة، فإذا تاب لغير الله وقع في الشرك؛ لأنه صرف العبادة لغير الله.

และใครคือผู้ที่มาอภัยจากบาป นอกจากอัลลอฮ์ ในหนังสือมุสนัด ของอิหม่าม อะหมัด

"แท้จริงเขา ได้นำเชลยศึกคนหนึ่งมา  ดังนั้น เขาได้กล่าว (หมายถึงเชลย) โอ้อัลลอฮ์ แท้จริงฉันนั้นขอสำนึกผิดยังท่าน และฉันจะไม่สำนึกผิดแก่ มูฮัมหมัด 

ดังนั้น ท่านนบี   ได้กล่าวความว่า (เขาได้รู้ถึงสิทธิของเจ้าของมัน) สำหรับอัลลอฮ์ นั้น พระองค์คือพระเจ้า แห่งความยำเกรง และพระเจ้าแห่งการอภัยโทษ และอัลลอฮ์  นั้น เป็นพระเจ้าแห่งการสำนึกผิด ดังนั้น เมื่อเขาได้ร้องขออภัยโทษ ต่อผู้อื่น นอกเหนือจากอัลลอฮ์  เขาก็ได้ทำการตั้งภาคี เนื่องจากเขาได้หันเห การทำอิบาดะห์ ไปยังผู้อื่น นอกเหนือจากอัลลอฮ์

สิ่งที่ทำให้เสิยอิสลาม ประการแรกนั้น คือ การมีหุ้นส่วนในการเคารพภักดี ต่ออัลลอฮ์  เหมือนที่เราทราบมาแล้วว่า การเคารพภักดีนั้น คือ การกระทำที่เกี่ยวข้องกับการกระทำ ที่แสดงออกมาภายนอก และสิ่งที่เป็นการปฏิบัติ ที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ ที่อัลลอฮ์ ทรงพอพระทัย กับการกระทำนั้นๆ  เมื่ออิบาดะห์นั้น จำเป็นที่จะต้องมอบให้อัลลอฮ์ เพียงองค์เดียว ไม่เป็นที่อนุญาต ให้บ่าวของพระองค์ มอบการอิบาดะห์ ให้แก่ผู้อื่น นอกจากอัลลอฮ์  เช่น การขอดุอาอ์ ต้องมอบให้แก่อัลลอฮ์ เพียงองค์เดียว และการขอความช่วยเหลือ ที่นอกเหนือ จากความสามารถของมนุษย์ ถ้าเราขอต่อสิ่งอื่น ก็เป็นการตั้งภาคี  หรือการเชือด การรูกัวะ  การสูญุด  การตอวาฟ การมอบหมาย ทั้งหมดนั้น เป็นอิบาดะห์ ที่จะต้องมอบให้อัลลอฮ์ เพียงผู้เดียว   ถ้าเราได้มอบการเคารพภักดี ที่กล่าวมา ให้แก่ผู้อื่นนอกจากอัลลอฮ์ การกระทำนั้น ถือว่าเป็นการตั้งภาคี ในการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์  “ชิริก”

จากหนังสือ        شرح نواقض الإسلام
 อธิบายโดย      الشيخ عبد العزيز الراجحي
แปลโดยอิสมาอีล    กอเซ็ม

www.islammore.com

หน้าหลัก

มิถุนายน 15, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
ติดต่อทีมงานผ่าน www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม