Custom Search

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

สาระข้อคิดจากเรื่องราวของ คุบัยบฺ บิน อะดียฺ

ดร.อะมีน บิน อับดุลลอฮฺ อัช-ชะกอวีย์

มวลการสรรเสริญ เป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺพระผู้อภิบาล แห่งสากลจักรวาล ขอความสุข ความจำเริญ และความศานติ จงประสบแด่ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ตลอดจนวงศ์วาน  และมิตรสหายของท่านโดยทั่วกัน ฉันขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺเพียงองค์เดียว  ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ และฉันขอปฏิญาณว่า มุหัมมัดเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ และเป็นศาสนทูตของพระองค์

                อิมามอัล-บุคอรียฺ ได้บันทึกไว้ในหนังสือเศาะหีหฺของท่าน จากรายงานของอบูฮุรอยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ส่งกองกำลังทหารเฉพาะกิจ 10 นาย เพื่อสอดส่องติดตามข่าวสาร (ข่าวคราวความเคลื่อนไหวของชาวกุเรช)  และได้มอบหมายให้ อาศิม บิน ษาบิต อัล-อันศอรียฺ ปู่ของอาศิม บิน อุมัร เป็นผู้นำ พวกเขาออกเดินทาง จนกระทั่งถึงเขตฮัดอะฮฺ  ซึ่งอยู่ระหว่างอุสฟานกับมักกะฮฺ ก็มีการแจ้งข่าวความเคลื่อนไหวของพวกเขา ไปยังชนกลุ่มหนึ่ง จากเผ่าฮุซัยลฺอัน มีนามว่าบะนูลิหฺยาน ครั้นบะนูลิหฺยานทราบดังกล่าว พวกเขาจึงส่งนักแม่นธนูจำนวน 200 คน เพื่อมุ่งหน้าไปหากองกำลังทหารเฉพาะกิจ  ค้นหาติดตาม จนกระทั่งพวกเขาพบเห็น เศษเมล็ดอินทผลัม ซึ่งกองกำลังฯ นำติดตัวเป็นเสบียงมาจากมะดีนะฮฺ  พวกเขากล่าวว่า นี่คือ “อินทผลัมยัษริบ” (เป็นร่องรอยให้พวกเขาทราบว่า กองกำลังฯ อยู่ที่ไหน) พวกเขาจึงออกค้นหาต่อไป ครั้นเมื่ออาศิม และเหล่ากองกำลังทหารรู้สึกได้ว่า พวกตนเองกำลังถูกไล่ตาม จึงได้หลบไปพักพิงที่ฟัดฟัด  (เป็นสถานที่สูง คล้ายภูเขา)

บะนูลิหฺยาน ตามกองกำลังฯ จนพบ และล้อมพวกเขาไว้  แล้วกล่าวว่า “พวกท่านจงลงมาเถิด มอบตัวให้เรา และเราจะให้สัตย์สัญญา และคำมั่นตกลงกับพวกท่าน  แล้วเราจะไม่สังหารพวกท่าน แม้สักคนเดียว”  อาศิม บิน ษาบิต ผู้นำกองกำลังทหาร ได้ตอบบะนูลิหฺยานว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ วันนี้ข้าจะไม่ยอมรับข้อตกลง ไม่ทำสนธิสัญญากับผู้ปฏิเสธศรัทธา เป็นอันขาด ข้าแต่อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงบอกเล่าเรื่องราวของพวกข้าพระองค์ ให้แก่นบีของพระองค์ทราบด้วยเถิด” แล้วการปะทะระหว่างสองฝ่ายก็เกิดขึ้น จนอาศิมเป็นหนึ่งในเจ็ดคนที่ถูกสังหาร  กระทั่งสามคนที่เหลือ คือ คุบัยบฺ  (บิน อะดียฺ) อัล-อันศอรียฺ,  (ซัยดฺ) อิบนุ ดะษินะฮฺ และชายอีกคนหนึ่ง (คืออับดุลลอฮฺ บิน ฏอริก) ได้ยอมลงมา และตกลงรับสนธิสัญญาของพวกเขา ครั้นเมื่อบะนูลิหฺยาน เป็นฝ่ายกุมอำนาจ พวกเขาก็ได้ทำการปลดอาวุธกองกำลังทหารทั้งสาม  ยึดธนู และพันธนาการตรวนพวกเขาเอาไว้  ชายคนที่สาม (คือ อับดุลลอฮฺ บิน ฏอริก)  จึงกล่าวว่า “นี่คือการทรยศ ไม่รักษาสัจจะครั้งแรก ข้าจะไม่ไปกับพวกท่าน แท้จริงบุคคลเหล่านั้น  (คือ เหล่าทหารที่ถูกสังหาร) เป็นแบบอย่างสำหรับฉัน” บะนูลิหฺยาน จึงลากจูง และบังคับเขา ให้ไปกับพวกเขาให้จงได้ แต่เขาก็ยังยืนกรานปฏิเสธ  แล้วบะนูลิหฺยานก็สังหารเขา  หลังจากนั้นพวกเขาก็ออกเดินทาง โดยมีคุบัยบฺ กับอิบนุ ดะษินะฮฺ เป็ยเชลยไปด้วย  แล้วพวกเขาก็นำทั้งสองไปขาย ที่มักกะฮฺ ภายหลังสมรภูมิบัดรฺ  (บัดรฺครั้งที่สอง เดือนชะอฺบาน ปีฮิจเราะฮฺที่ 4)  ผู้ซื้อคุบัยบฺคือ บะนู อัล-หาริษ บิน อามิร บิน เนาฟัล บิน อับดิ มะนาฟ  ซึ่งคุบัยบฺนั้น เป็นผู้สังหาร อัล-หาริษ บินอามิร ในสงครามบัดรฺ (บัดรฺอันยิ่งใหญ่ ครั้งแรก ในเดือนเราะมะฎอน ปีฮิจเราะฮฺที่ 2)  แล้วคุบัยบฺ ก็ตกเป็นเชลยในอาณัติของพวกเขา (บะนู อัล-หาริษ)

อุบัยดุลลอฮฺ บิน อิยาฎ บอกแก่ฉันว่า (ผู้กล่าวคือ อัซซุฮรียฺ) แท้จริง บุตรีของอัล-หาริษ ได้เล่าให้ฟังว่า แท้จริงเมื่อพวกเขา (บะนูอัล-หาริษ) ได้รวมตัวกัน (เพื่อสังหารคุบัยบฺ บินอะดียฺ) คุบัยบฺ ก็ได้ขอยืมมีดโกนจากนาง  เพื่อโกนขนส่วนเกิน  นางก็ให้เขายืม  ครั้นเมื่อนางเผลอ  ลูกชายของนางคนหนึ่ง ได้เดินเข้าไปหาคุบัยบฺ  เมื่อนางพบ  ก็เห็นว่าลูกของนาง นั่งอยู่บนตักเขา  และในมือเขานั้น มีมีดโกนอยู่  นางตกใจกลัวมาก  จนคุบัยบฺทราบความตกใจกลัวของนาง จากสีหน้า  เขากล่าวว่า “เธอกลัวว่าฉันจะฆ่าลูกเธอหรือ แท้จริงฉันไม่ทำเช่นนั้นหรอก” นางได้เล่าต่ออีกว่า “ฉันไม่เคยเห็นเชลยคนใดดี ยิ่งกว่าคุบัยบฺเลย  วันหนึ่งฉันเห็นเขากินองุ่น ในมือเขามีพวงองุ่นมากมาย  ทั้งที่เขาถูกล่ามตรวนไว้ ด้วยโซ่เหล็ก และที่มักกะฮฺในวันนั้น ไม่ได้มีผลไม้อะไรเลย” นางกล่าวอีกว่า “แท้จริงมันเป็นริซกี ที่อัลลอฮฺทรงประทานให้คุบัยบฺ” แล้วเมื่อบะนู อัล-หาริษ นำคุบัยบฺออกจากอัล-หะร็อม (มักกะฮฺ) ไปสู่อัล-หิลล์ (นอกเขตอัล-หะร๊อม นักวิชาการกล่าวว่า คือ เขตอัตตันอีม ทางตอนเหนือของอัล-หะร็อม) เพื่อนำไปสังหาร คุบัยบฺได้กล่าวแก่พวกเขาว่า “ขอให้ฉันละหมาด  2 ร็อกอะฮฺก่อนเถิด” พวกเขาปล่อยเขาละหมาด  จนกระทั่งเมื่อเสร็จเรียบร้อย คุบัยบฺ จึงกล่าวแก่บะนู อัล-หาริษว่า “ถ้าหากว่าฉันไม่กลัวพวกท่านกล่าวหาว่า ฉันละหมาดนาน เพราะกลัวถูกฆ่าแล้วละก็ ฉันจะละหมาดอย่างยาวนานกว่านี้อีก” แล้วเขาก็กล่าวดุอาอ์ว่า

اللهم أحْصِهِمْ عَدَدًا

“ข้าแต่อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงนับจำนวนพวกเขา อย่างครบถ้วน”

(บางรายงานเพิ่มเติมว่า وَاقْتُلْهُمْ بَدَدًا وَلا تُغَادِرْ مِنْهُمْ أَحَداً “และขอทรงสังหารพวกเขาทีละคนๆ และอย่าให้หลงเหลืออยู่เลย แม้แต่คนเดียว”)

หลังจากนั้นเขาก็ขับบทกวีว่า

فَلَسْتُ أُبَالِي حِينَ أُقْتَلُ مُسْلِمًا         عَلَى أَيِّ جَنْبٍ كَانَ لِلَّهِ مَصْرَعِي
وَذَلِكَ فِي ذَاتِ الْإِلَهِ وَإِنْ يَشَأْ           يُبَارِكْ عَلَى أَوْصَالِ شِلْوٍ مُمَزَّعِ

ฉันไม่คำนึง แม้นจะถูกฆ่า ในสภาพที่เป็นมุสลิม ไม่ว่าจะตายท่าไหน การตายของฉัน ก็เพื่ออัลลอฮฺ ดังกล่าวนั่นแหละ เป็นการงานของพระเจ้า หากเป็นพระประสงค์ พระองค์จะทรงประทานความจำเริญ แก่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย แม้จะถูกหั่นเป็นชิ้นๆ

แล้วบุตรของอัล-หาริษ ก็สังหารเขา (ในปีฮิจเราะฮฺที่ 5)  ดังนั้น คุบัยบฺ จึงเป็นผู้ริเริ่มการละหมาด 2 ร็อกอะฮฺ ขณะจะถูกฆ่า แล้วอัลลอฮฺ ก็ได้ทรงตอบรับดุอาอ์ของอาศิม  ในวันที่เขาถูกฆ่า พระองค์ได้ทรงบอกข่าวเรื่องราว ของกองกำลังทหารเฉพาะกิจ ในสิ่งที่พวกเขาประสบ แก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วเมื่อชาวกุเรชมุชริก ได้ยินข่าวว่าอาศิมถูกสังหาร พวกเขาก็ส่งคนออกไปที่ร่างของอาศิม เพื่อนำชิ้นส่วนร่างกายของเขามา เพื่อยืนยันเย้ยหยัน เพราะอาศิมนั้น ได้สังหารคนสำคัญใหญ่โตของชาวกุเรช ในสงครามบัดรฺอันยิ่งใหญ่  แต่ทว่าเมื่อพวกเขามาถึงร่างของอาศิม ก็พบว่า เหนือร่างของเขา มีตัวผึ้งหรือตัวต่อ  ก่อตัวรวมกันเป็นดั่งก้อนเมฆ  ปกป้องคุ้มครองร่างของเขาเอาไว้  จนพวกเขาไม่สามารถ ตัดชิ้นส่วนร่างกายของเขา เพื่อเอาไปได้  (อัล-บุคอรียฺ หะดีษหมายเลข 3045)

จากหะดีษนี้ มีข้อคิด มีอุทธาหรณ์ มากมาย ซึ่งอัล-หาฟิซ อิบนุ หะญัรฺ ระบุไว้ในหนังสือ ฟัตหุลบารียฺ (เล่ม 7 /หน้า384) ว่า

หนึ่ง ในหะดีษเล่าว่า อาศิม บิน ษาบิต นั้น ได้สังหารหนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่ ผู้มีเกียรติของชาวกุเรช ในสงครามบัดรฺ อันยิ่งใหญ่ อิบนุ หะญัรฺ กล่าวว่า ผู้นั้นอาจจะเป็น อุกบะฮฺ บิน อะบี มุอีฏ และมีรายงานจาก อิบนุ อิสหาก จาก อาศิม บิน อุมัร จาก เกาะตาดะฮฺ เล่าว่า “อาศิมนั้น เคยให้คำมั่นสัญญากับอัลลอฮฺไว้ว่า จะไม่มีทางให้มุชริกมาสัมผัสเขาได้ และเขาก็จะไม่สัมผัสมุชริกอย่างเด็ดขาด” มีอีกรายงานเล่าว่า เขากล่าวว่า “ในวันนี้ แท้จริงฉันปกปักรักษาศาสนาของพระองค์ ดังนั้น ขอพระองค์ทรงปกปักรักษา เนื้อตัวของข้าพระองค์ด้วยเถิด” อัลลอฮฺจึงได้ทรงส่งตัวต่อ หรือผึ้ง เพื่อปกปักรักษาร่างของเขา จากบรรดามุชริก และเมื่อท่านอุมัรได้ทราบข่าวเขา จึงกล่าวว่า “อัลลออฮฺทรงรักษาปกป้องบ่าวผู้ศรัทธา หลังจากเขาเสียชีวิต เสมือนกับที่ทรงรักษาปกป้องเขา เมื่อเขามีชีวิต”

สอง ผู้ตกเป็นเชลย มีสิทธิที่จะปฏิเสธคัดค้าน  ไม่ยอมรับข้อตกลงสันติภาพ จากศัตรู  แม้นว่าจะต้องถูกฆ่า ก็เป็นเกียรติกว่า เมื่อไม่สามารถรักษาสวัสดิภาพของชีวิต ซึ่งเป็นการน่าอัปยศ หากต้องปฏิบัติตามกฎ หรือคำสั่งของผู้ปฏิเสธ ดังกล่าวนั้น ผู้ที่ต้องการยึดกฎเคร่งครัดแน่วแน่  (อัลอะซีมะฮฺ บัญญัติตามปกติ)  ส่วนผู้ที่ต้องการยึดกฎอนุโลมผ่อนปรน (อัรรุคเศาะฮฺ บัญญัติอนุโลม ในภาวะคับขัน)  ก็ให้ยอมรับข้อตกลงสันติภาพ เพื่อรักษาสวัสดิภาพไว้

สาม  การซื่อสัตย์ในสัตยาบัน ต่อบรรดามุชริก การงดเว้นไม่สังหารเด็กๆ ของพวกเขา และอ่อนโยนต่อผู้ที่ต้องการจะสังหารเขา

สี่  ดุอาอ์ให้บรรดามุชริกโดยรวม ให้ได้รับหายนะ การละหมาดเมื่อขณะจะถูกฆ่า และจากหะดีษ เป็นหลักฐานแสดงว่า คุบัยบฺนั้น เป็นผู้แรกที่ริเริ่มการละหมาด 2 ร็อกอะฮฺ ขณะจะถูกฆ่า

ห้า  การสร้างสรรค์บทกวี และกล่าวขานขับเอื้อน  เมื่อจะถูกฆ่า และหะดีษนี้ บ่งบอกถึงความเชื่อมั่น อันแรงกล้า และความเคร่งครัดของคุบัยบฺ ในเรื่องศาสนา

หก  อัลลอฮฺทรงทดสอบบ่าวมุสลิมของพระองค์ ด้วยสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ ดังที่อยู่ในความรอบรู้ของพระองค์  เพื่อที่จะตอบแทนบ่าว และหากพระเจ้าของเจ้าทรงประสงค์แล้ว  พวกเขาก็มิอาจกระทำมันขึ้นได้

﴿ الٓمٓ ١ أَحَسِبَ ٱلنَّاسُ أَن يُتۡرَكُوٓاْ أَن يَقُولُوٓاْ ءَامَنَّا وَهُمۡ لَا يُفۡتَنُونَ ٢ وَلَقَدۡ فَتَنَّا ٱلَّذِينَ مِن قَبۡلِهِمۡۖ فَلَيَعۡلَمَنَّ ٱللَّهُ ٱلَّذِينَ صَدَقُواْ وَلَيَعۡلَمَنَّ ٱلۡكَٰذِبِينَ ٣ ﴾ [العنكبوت: ١ - ٣

ความว่า “อะลิฟ ลาม มีม มนุษย์คิดหรือว่า พวกเขาจะถูกทอดทิ้ง เพียงแต่พวกเขากล่าวว่า เราศรัทธาแล้ว และพวกเขาจะไม่ถูกทดสอบกระนั้นหรือ ? และโดยแน่นอน  เราได้ทดสอบบรรดาก่อนหน้าพวกเขา แล้ว  ดังนั้น อัลลอฮฺจะทรงจำแนก ให้รู้แจ้งถึงบรรดาผู้สัตย์จริง  และจะทรงจำแนก ให้รู้แจ้งถึงบรรดาผู้กล่าวเท็จ”  (อัล- อันกะบูต 1-3)

เจ็ด  ดุอาอ์ของมุอ์มิน ได้รับการตอบรับ และมุอ์มินได้รับเกียรติ ทั้งในขณะที่มีชีวิต และเสียชีวิต แท้จริงอัลลอฮฺทรงตอบรับดุอาอ์ของอาศิม  ในการรักษาปกป้องร่างกายของเขา จากบรรดามุชริก แต่พระองค์มิได้ทรงขัดขวางบรรดามุชริก มิให้ฆ่าเขา เพราะพระองค์ทรงประสงค์ที่ จะยกเกียรติของอาศิม ด้วยการเป็นชะฮีด และเกียรติยศของเขา ก็คือการถูกปกป้องจากการล่วงละเมิด ด้วยการตัดชิ้นส่วนร่างกายของเขา

แปด  การให้ความเคารพของบรรดามุชริก ต่ออัล-หะร็อม (เขตมักกะฮฺ ซึ่งเป็นสถานที่ห้ามการฆ่า) และเดือนอัล-หุรุม (เดือนซุลเกาะอฺดะฮฺ ซุลหิจญะฮฺ มุหัรรอม และเราะญับ ซึ่งเป็นเดือนที่ห้ามการฆ่า)

เก้า  การบิดพลิ้ว ไม่รักษาสัญญา ทรยศหักคดโกง  เป็นลักษณะของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา พวกเขาฆ่าอับดุลลอฮฺ บิน ฏอริก และจับซัยดฺ กับคุบัยบฺ เป็นเชลยและขายพวกเขา ให้แก่ชาวกุเรช  เพราะหวังเงินทองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

สิบ  การให้เกียรติของอัลลอฮฺ ต่อผู้ที่พระองค์ทรงรัก ทั้งในดุนยา และอาคิเราะฮฺ แท้จริงพระองค์ทรงประทานริซกีให้คุบัยบฺ ด้วยองุ่นและผลไม้มากมาย ทั้งที่เขาถูกล่ามตรวน ด้วยโซ่เหล็กอยู่ในพันธนาการของศัตรู  อัลลอฮฺตรัสจริงว่า

﴿ ... وَمَن يَتَّقِ ٱللَّهَ يَجۡعَل لَّهُۥ مَخۡرَجٗا ٢ وَيَرۡزُقۡهُ مِنۡ حَيۡثُ لَا يَحۡتَسِبُۚ ... ٣ ﴾ [الطلاق : ٢- ٣

ความว่า “และผู้ใดยำเกรงอัลลอฮฺ พระองค์ก็จะทรงหาทางออกให้แก่เขา  และจะทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่เขา จากที่ที่เขามิได้คาดคิด” (อัฏ-เฏาะลาก 2-3)

และหากพิจารณาให้ถ่องแท้  ก็จะพบข้อคิด และอุทาหรณ์อื่นๆ อีกมากมาย นอกเหนือจากที่ได้กล่าวมานี้

والحمد لله رب العالمين، وصلى الله وسلم على نبينا محمد وعلى آله وصحبه أجمعين

แปลโดย : รีมา เพชรทองคำ
ตรวจทานโดย : อัสรัน นิยมเดชา
ที่มา : หนังสือ อัด-ดุร็อรฺ อัล-มุนตะกอฮฺ มิน อัล-กะลีมาต อัล-มุลกอฮฺ

IslamHouse.com

หน้าหลัก

กรกฎาคม 06, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม

จำนวนผู้เข้าชม