Custom Search

มุสลิมเป็นพี่น้องกัน เปรียบประดุจเรือนร่างเดียวกัน

อัลเลาะห์ ทรงตรัสว่า

แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธานั้น เป็นพี่น้องกัน (ซูเราะห์ อัลหุญุร๊อต : 10)

รายงานจาก อบีมูซา กล่าวว่า ท่านรอซูล กล่าวว่า : ผู้ศรัทธาต่อผู้ศรัทธานั้น (ต้องช่วยเหลือกัน) เหมือนกับอาคาร ซึ่งบางส่วนของมันยึดเหนี่ยว กับอีกบางส่วน แล้วท่านรอซูลประสานมือเข้าด้วยกัน บันทึกโดยบุคอรีย์ และมุสลิม (ดูในบุคอรีย์ เล่ม 5 หน้า 72 และดูในมุสลิม หะดีษเลขที่ 2585)

คำอธิบาย

การให้ความช่วยเหลือกัน ระหว่างผู้ศรัทธานั้น จะต้องดูให้ครบทุกๆ ด้าน ทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในทางโลกอาคิเราะห์ หรือการดำเนินชีวิตในดุนยา เปรียบได้กับอาคาร ทุกชิ้นส่วนของมัน จะต้องยึดเหนี่ยวซึ่งกันและกัน จึงจะทำให้อาคารนั้น แข็งแรงมั่นคง

สิ่งที่ได้รับจากฮะดีษ

1. ผู้ศรัทธาต้องให้ความช่วยเหลือกัน
2. ผู้ศรัทธาจะเอาตัวรอดเพียงลำพังไม่ได้ ทั้งเรื่องดุนยาและอาคิเราะห์

รายงานจาก นัวอฺมาน อิบนิบะชีร กล่าวว่า  ท่านรอซูล ได้กล่าวว่า :  เปรียบเทียบบรรดาผู้ศรัทธา ในด้านความรัก ความเอ็นดูเมตตา และการให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลของพวกเรา ที่มีต่อกันนั้น เหมือนกับร่างกาย กล่าวคือ เมื่ออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งเจ็บปวด อวัยวะส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ก็จะเจ็บปวดไปด้วยทั่วร่างกาย พาให้นอนไม่หลับ เกิดอาการไข้ บันทึกโดยบุคอรีย์และมุสลิม (ดูในบุคอรีย์ เล่ม 10 หน้า 367 และดูในมุสลิม หะดีษเลขที่ 2586)

คำอธิบาย

ท่านรอซูล เปรียบเทียบลักษณะของผู้ศรัทธา เกี่ยวกับความรักที่มีต่อกัน การให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันว่า เหมือนกับร่างกายของคนเรา ถ้าหากอวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใด ได้รับความเจ็บปวด ก็จะทำให้ทั่วเรือนร่าง ต้องพลอยเจ็บปวดไปด้วย

มุสลิมก็เช่นเดียวกัน ถ้าหากผู้หนึ่งผู้ใดได้รับความทุกข์ ทุกคนก็จะคอยให้ความช่วยเหลือ จะทอดทิ้งกันไม่ได้ อิสลามถือว่าทุกคนเป็นพี่น้องกัน ทุกข์สุขร่วมกัน เหมือนคนคนเดียวกัน

สิ่งที่ได้รับจากฮะดีษนี้

1. สายสัมพันธ์แห่งความศรัทธา ทำให้มุสลิมทั่วโลก เหมือนคนคนเดียวกัน
2. มุสลิมต้องรักกัน ทุกข์ สุข ร่วมกัน ช่วยเหลือกันอยู่เสมอ


รายงานจากอิบนิอุมัร ว่า แท้จริงท่านรอซูล กล่าวว่า :  มุสลิม นั้น เป็นพี่น้องของมุสลิม เขาจะไม่อธรรมต่อพี่น้องของเขา และเขาจะไม่จับตัวพี่น้องของเขา (มอบให้แก่ศัตรู) ผู้ใดช่วยเหลือธุระของพี่น้องของเขา อัลเลาะห์ก็จะทรงช่วยเหลือ ในธุระของเขา ผู้ใดบรรเทาความเดือดร้อน ให้แก่มุสลิมคนหนึ่งคนใด อัลเลาะห์จะทรงบรรเทาความเดือดร้อนหนึ่ง จากบรรดาความเดือดร้อน ในวันกิยามะห์ ให้เขา ผู้ใดปกปิดสิ่งไม่ดีไม่งาม ให้แก่มุสลิมคนหนึ่งคนใด อัลเลาะห์จะทรงปกปิดสิ่งไม่ดีไม่งาม ให้แก่เขา ในวันกิยามะห์ บันทึกโดยบุคอรีย์ และ มุสลิม (ดูในบุคอรีย์ เล่ม 5 หน้า 70 และดูในมุสลิม ฮะดีษเลขที่ 2580)

คำอธิบาย

ผู้ศรัทธานั้น ต่างก็มีความผูกพันทางด้านจิตใจกันอยู่ ในฐานะเป็นพี่น้องร่วมหลักการศรัทธาเดียวกัน จากจิตสำนึกนี้ ทำให้ทุกคนต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ช่วยกันปกปิดสิ่งไม่ดีไม่งามของกันไว้ ผลตอบแทนในการกระทำเช่นนี้ อัลเลาะห์จะทรงตอบแทนให้ ในวันกิยามะห์

สิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้

1. มุสลิมเป็นพี่น้องกัน ต้องช่วยเหลือกันทุกๆด้าน
2. มุสลิมจะทอดทิ้งกันไม่ได้
3. อัลเลาะห์จะทรงช่วยเหลือ ผู้ที่เคยให้ความช่วยเหลือพี่น้องของเขา

รายงานจาก อบีฮุรอยเราะห์ กล่าวว่า ท่านรอซูล กล่าวว่า : ท่านทั้งหลายอย่าอิจฉากัน อย่าหลอกลวงกัน อย่าเกลียดกัน อย่าหันหลังให้กัน อย่าขายของตัดหน้ากัน จงเป็นบ่าวของอัลเลาะห์ ในฐานะเป็นพี่น้องกันเถิด มุสลิมนั้น เป็นพี่น้องของมุสลิม เขาจะไม่อธรรมต่อพี่น้องของเขา เขาจะไม่เหยียดหยามพี่น้องของเขา และเขาจะไม่ทอดทิ้งพี่น้องของเขา การยำเกรงอัลเลาะห์นั้นอยู่ที่นี่ และท่านรอซูลชี้ไปที่หน้าอก สามครั้ง นับได้ว่าเป็นความชั่วแล้ว ในการที่คนหนึ่ง ดูถูกเหยียดหยามพี่น้องมุสลิมของเขา มุสลิมต่อมุสลิมนั้น เลือด ทรัพย์สิน และเกียรติยศ เป็นที่ต้องห้าม บันทึกโดยมุสลิม ดูในมุสลิม ฮะดีษเลขที่ 2564

คำอธิบาย

ส่วนหนึ่งสำหรับเป้าหมาย ที่ว่ามุสลิมเป็นพี่น้องกัน ก็คือ จะต้องไม่อิจฉาริษยา คนจนต้องไม่มีอคติต่อคนรวย เพราะต่างก็ทราบกันว่า อัลเลาะห์เป็นผู้ทรงให้ริสกี คนที่อ่อนแอ ไม่ต้องอิจฉาคนที่เข้มแข็ง คนที่เป็นลูกน้อง ไม่ต้องอิจฉาคนที่เป็นหัวหน้า และในมุมกลับกัน คนรวย ต้องเสียสละให้มาก คนเข้มแข็ง ต้องให้ความช่วยเหลือ คนที่เป็นหัวหน้า ต้องเอ็นดูเมตตาลูกน้อง ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดแรงต่อต้าน กดดันฝ่ายหนึ่งฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้ มุสลิมนั้น จะต้องไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยม ในการซื้อขาย จะต้องเสริมสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน ให้มีความรักใคร่เอ็นดูเมตตา ไม่เห็นแก่ตัว และจะต้องขจัดความหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจกันออกไป ถ้าหากกระทำเช่นที่กล่าวมานี้แล้ว ความเป็นพี่น้องกัน ก็บรรลุสู่เป้าหมายที่อิสลามวางไว้

สิ่งที่ได้รับจากฮะดีษนี้

1. มุสลิมจะต้องมีความจริงใจต่อกันทุกด้าน
2. มุสลิมจะละเมิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดของกันและกันไม่ได้
3. การดูถูกเหยียดหยามมุสลิมด้วยกันถือว่าเป็นความชั่วแล้ว


รายงานจากท่าน อะนัส จากท่านนบี กล่าวว่า : คนหนึ่งคนใดในหมู่ของพวกท่าน ยังไม่มีศรัทธาที่สมบูรณ์ จนกว่าเขารัก ที่จะให้ได้แก่พี่น้องของเขา ซึ่งสิ่งที่เขารัก ที่จะให้ได้แก่ตัวเอง บันทึกโดยบุคอรีย์และมุสลิม
ดูในบุคอรีย์ เล่ม 1 หน้า 53 และดูในมุสลิม หะดีษเลขที่ 45

คำอธิบาย

ผู้ที่ศรัทธานั้น การศรัทธาของเขายังไม่สมบูรณ์ จนกว่าเขาจะรักใคร่เอ็นดูเมตตา พี่น้องมุสลิมทุกคน เหมือนกับรักตัวเอง เขาอยากจะได้สิ่งใด ก็อยากจะให้พี่น้องมุสลิมได้รับด้วย เขาไม่ชอบสิ่งใด ก็ไม่ชอบให้สิ่งนั้น ประสบกับพี่น้องมุสลิมเช่นกัน สภาพเช่นนี้ จะก่อให้เกิดความสงบสุขขึ้นในสังคม แต่ถ้าหากผู้ศรัทธา ไม่มีลักษณะดังกล่าวแล้ว สังคมก็จะเดือดร้อน เนื่องจากผู้คนจะทุจริตต่อกัน มีการอิจฉาริษยา ขโมย คดโกง ซึ่งดังกล่าวนี้ ล้วนแต่จะมาบั่นทอนความศรัทธา ออกไปจากหัวใจ สังคมก็เหมือนตกอยู่ในความมืด ดังนั้น อิสลามจึงใช้ให้ทุกคน เมื่อรักตัวเองแล้ว ก็ต้องรักผู้อื่นด้วย

สิ่งที่ได้รับจากฮะดีษนี้

1. ส่วนหนึ่งจากการมีศรัทธาอย่างสมบูรณ์ คือต้องรักพี่น้องมุสลิมเหมือนรักตัวเอง
2. มุสลิมต้องนอบน้อมต่อพี่น้องมุสลิม
3. มุสลิมต้องรักใครสนิทสนมกัน ซึ่งจะนำไปสู่การให้ความช่วยเหลือกัน


รายงานจาก อะนัส กล่าวว่า ท่ารอซูล กล่าวว่า : “ท่านจงช่วยเหลือพี่น้องของท่าน ไม่ว่าเขาจะเป็นผู้อธรรม หรือผู้ถูกอธรรมก็ตาม” ชายคนหนึ่งถามว่า : ฉันจะช่วยเหลือเขา ก็เมื่อเขาถูกอธรรม จงบอกฉันหน่อยซิว่า ถ้าหากเขาเป็นผู้อธรรมแล้ว ฉันจะช่วยเหลือเขาอย่างไร ท่านรอซูลกล่าวว่า :ท่านก็ยับยั้งเขา จากการอธรรมนั้นๆ แท้จริงนั่นแหละ คือการช่วยเหลือเขาแล้ว บันทึกโดยบุคอรีย์ ดูในบุคอรีย์ เล่ม 5 หน้า 71

คำอธิบาย

ศาสนาอิสลามมุ่งทำลายสิ่งเลวร้าย และความประพฤติที่ไม่ดีงาม ของญาฮิลียะห์ ทุกวิถีทาง สิ่งหนึ่งที่ติดมาจากสังคมญาฮิลียะห์ ก็คือ การให้ความช่วยเหลือคนในเผ่าเดียวกัน ไม่ว่าจะผิดหรือถูก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายอธรรม หรือถูกอธรรม จนกระทั่งทำให้สังคมสมัยนั้น แตกแยก ต่างคนต่างอยู่ เมื่อท่านรอซูล บอกให้ช่วยเหลือกันอีก บรรดาซอฮาบะห์จึงแปลกใจ จึงถามท่านรอซูลว่า จะให้ช่วยเหลืผู้ที่อธรรมต่อคนอื่น อย่างไร เพราะนั่นเท่ากับเป็นการกระทำ เหมือนในสมัยก่อนอิสลาม ท่านรอซูล  จึงอธิบายว่า การช่วยเหลือผู้ที่อธรรมในที่นี้ ก็คือ ให้ยับยั้งเขา จากการอธรรมนั้นเสีย เท่ากับ เป็นการขจัดการอธรรมออกไป และช่วยให้ความดีงามคงอยู่

สิ่งที่ได้รับจากฮะดีษนี้

1. อิสลามได้ขจัดสภาพของ “ญาฮิลียะห์” และนำหลักการที่ดีกว่ามาสู่โลก
2. อิสลามถือว่าการให้ความช่วยเหลือกันเป็นสิ่งสำคัญ


ที่มา: ริยาดุสซอลีฮีน

โดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ

หน้าหลัก

กรกฎาคม 06, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม

¿ÃÕ Ê¶ÔµÔàÇçºä«µì