ความประเสริฐของเวลาซุบฮิ และอัศริ

โดยอาจารย์ กอเซ็ม เดชเลย

มีรายงานจากท่านนอบีฮุรอยเราะห์ แจ้งว่า : ท่านรอซูล กล่าวว่า :

มะลาอิกะห์ช่วงกลางวัน และมะลาอิกะห์ช่วงกลางคืน จะมาผลัดเปลี่ยนเวรกัน และจะมารวมกัน ในเวลาละหมาดฟัจริ (ซุบฮิ) และอัศริ หลังจากนั้น มะลาอิกะห์ที่อยู่ร่วมกับพวกท่าน (พวกที่ทำการละหมาด) ในช่วงที่ผ่านมา ก็จะกลับขึ้นไป แล้วพระเจ้าของพวกเขา (อัลเลาะห์) จะทรงถามพวกเขาว่า : (ซึ่งพระองค์ทราบดีอยู่แล้ว) ท่านทั้งหลาย ละทิ้งบ่าวของฉันมา ในสภาพเช่นไร? มลาอิกะห์ทั้งหลาย จะตอบว่า :เราละทิ้งพวกเขามา ในสภาพที่พวกเขากำลังละหมาด และเราก็ไปหาพวกเขา ในสภาพที่พวกเขากำลังละหมาดอยู่ (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ และมสุลิม)

คำอธิบาย

อัลเลาะห์ ได้ทรงสัญญาว่า จะปกปักษ์รักษาบ่าวของพระองค์ พระองค์จึงได้ทรงมอบหมาย ทหารของพระองค์ นั่นก็คือมะลาอิกะห์ ให้มาคอยดูแล คุ้มครองและจดบันทึก บางท่าน (มะลาอิกะห์) มีหน้าที่คุ้มครองบรรดามุอฺมิน จากบรรดาชัยฏอนและญิน บางท่านก็มีหน้าที่จดบันทึกความดี และความชั่วที่บรรดามุอฺมินได้พูด หรือ กระทำ

และฮะดีษที่เรากำลังทำความเข้าใจ และอธิบายอยู่นี้ ท่านรอซูล ได้บอกกับเราว่า : นอกเหนือจากบรรดามะลาอิกะห์ ที่คอยคุ้มครองดูแล และคอยจดบันทึกคุณงามความดี ต่างๆ แล้ว ยังมีมะลาอิกะห์ที่คอยเป็นพยานยืนยัน ซึ่งมะลาอิกะห์เหล่านี้ จะมารวมตัวกันในเวลาละหมาด และจะกลับขึ้นไปยังพระเจ้าของพวกเขา เพื่อที่จะรายงานเรื่องราวต่างๆ (ซึ่งพระองค์อัลเลาะห์ นั้นทรงทราบดี) เกี่ยวกับความจงรักภักดีของบรรดามุอฺมิน ในการทำอิบาดะห์ และการในการมาร่วม ละหมาดญะมาอะห์ แม้ว่าเขาเหล่านั้น (มุอฺมิน) จะมีความยากลำบาก หรือว่าต้องใช้ความเพียรพยายามมากเพียงใดก็ตาม

มะลาอิกะห์มีร่างกายที่เป็นรัศมี อัลเลาะห์ ทรงสร้างมาจากรัศมี และทรงให้ความสามารถพิเศษ ในการจำแลงร่างเป็นรูปต่างๆ ตามต้องการ และมะลาอิกะห์ส่วนใหญ่นั้น เป็นทหารของอัลเลาะห์ ปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ อิบาดะห์ต่อพระองค์ และรำลึกถึงพระองค์อยู่เสมอ

พระองค์ตรัสว่า : และไม่มีผู้ใดรู้จำนวนไพร่พลของ (ทหาร) ของพระเจ้าของเจ้า นอกจากพระองค์ และนี่ไม่ใช่อื่นใด นอกจากเป็นข้อตักเตือนแก่มนุษย์ (อัลมุดดัรซิร 74 : 31)

และก่อนที่อัลเลาะห์ จะสร้างอาดัม พระองค์ได้ทรงบอกบรรดามะลาอิกะห์ว่า อาดัม และลูกหลาน จะนำความเจริญรุ่งเรือง ให้แก่แผ่นดิน และพระองค์ทรงทราบ ก่อนหน้านี้แล้วว่า แท้จริงอาดัมคือผู้แทนของพระองค์ บนหน้าผืนแผ่นดินนี้ และมะลาอิกะห์ได้ถามอัลเลาะห์ ถึงบาทหน้าที่ของอาดัม และลูกหลานในการเกิดขึ้นมาครั้งนี้ และได้แสดงความคิดเห็นว่า : พวกเขา (มะลาอิกะห์) กลัวว่าอาดัมจะทำสิ่งที่เป็นการฝ่าฝืน และสร้างความเสียหาย บนหน้าแผ่นดิน พระองค์ทรงตอบบรรดามลาอิกะห์ว่า : แท้จริงพระองค์ได้ทรงกำหนดไว้แล้ว และความดีงามต่างๆ จะเกิดขึ้นตามที่พระองค์ทรงประสงค์ และพระองค์ทรงทราบดี ในขณะที่พวกเขาไม่ทราบอะไรเลย

อัลเลาะห์ ตรัสว่า : และ จงรำลึกขณะที่พระเจ้าของเจ้า ได้ตรัสแก่มะลาอิกะห์ว่า แท้จริงข้าจะให้มีผู้แทนคนหนึ่ง ในพิภพ มะลาอิกะห์ได้ทูลขึ้นว่า พระองค์จะทรงให้มีขึ้นในพิภพ ซึ่งผู้บ่อนทำลาย และก่อการนองเลือดในพิภพ กระนั้นหรือ ทั้งๆที่พวกข้าพระองค์ให้ความบริสุทธิ์ พร้อมด้วยการสรรเสริญพระองค์ และเทิดทูนความบริสุทธิ์ในพระองค์ พระองค์ตรัสว่า แท้จริงข้ารู้ยิ่งในสิ่งที่พวกเจ้าไม่รู้ (อัลบะเกาะเราะห์ 2 : 30)

ดังนั้น เมื่อมะลาอิกะห์ได้มาร่วมกับมุอฺมิน ในเวลาละหมาดทั้งสอง คือฟัจรฺ และอัสริ และเป็นพยานยืนยัน ถึงการเคารพอิบาดะห์ และการฏออะห์ (ภักดี) ที่พวกเขาได้เห็นจากการกระทำของมุอฺมิน

ซึ่งการกระทำดังกล่าว เป็นการยอมรับในข้อผิดพลาดเมื่อครั้งก่อน ในวันซึ่งพวกเขากลัวว่า อาดัมและลูกหลาน จะมาสร้างความเสื่อมเสียบนผืนแผ่นดิน แต่ปัจจุบันนี้ และทุกๆวัน จะกลับขึ้นไปหาอัลเลาะห์ และรายงานสภาพของมุอฺมิน และจะเป็นพยานยืนยัน ในการเคารพภักดีของพวกเขา โดยกล่าวว่า :“เราละทิ้งพวกเขามา ในสภาพที่พวกเขากำลังละหมาด และเราได้ไปหาพวกเขา ในสภาพที่พวกเขากำลังละหมาด”

และการเลือกเวลาฟัจริ และอัสริ เป็นเวลาผลัดเปลี่ยนเวร ของมะลาอิกะห์ ยังเป็นการย้ำให้เห็นถึง ความประเสริฐของสองเวลานี้ รวมถึงความประเสริฐของผู้ที่ละหมาดทั้งสองเวลานี้ อย่างตรงเวลา อัลเลาะห์ ยังทรงเน้นย้ำถึงการรักษาละหมาดทั้งสองเวลานี้ โดยที่พระองค์ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นเวลาใดแน่นอนชัดเจน

ดังที่พระองค์ตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงรักษาการละหมาดไว้ และละหมาดที่อยู่กึ่งกลาง และจงยืนละหมาด เพื่ออัลเลาะห์ โดยนอบน้อม (อัลบะเกาะเราะห์ 2 : 238)

และสำหรับสาเหตุ หรือฮิกมะห์ในการที่อัลเลาะห์ ทรงตรัสเกี่ยวกับละหมาดสองเวลานี้อย่างกว้างๆ โดยมิได้เจาะจงว่าเป็นเวลาฟัจริ และอัสริ เพื่อเราจะได้ทุ่มเทอุตสาหะ ในการรักษาละหมาดสองเวลานี้ โดยหวังว่าคงได้รับการตอบรับจากอัลเลาะห์ ไม่เวลาหนึ่งก็เวลาใดจากสองเวลานี้

แท้จริงการละหมาดเป็นสื่อกลางระหว่างบ่าวกับพระผู้ทรงสร้างเขา เป็นเสมือนการขอบคุณต่อความโปรดปรานและเนี๊ยะมะห์ต่าง ๆ ของพระองค์

การละหมาดนั้นเป็นการอภัยโทษ เป็นการปกปิดข้อตำหนิต่างๆ เป็นการชำระล้างความผิดเล็กๆน้อยๆ ทำให้สะอาดทั้งภายในและภายนอก ละหมาดจะมาปิดกั้นผู้ที่ทำละหมาด จากสิ่งน่ารังเกียจ และสิ่งไม่ดีงามต่างๆ ผู้ที่ดำรงรักษาละหมาด เพื่ออัลเลาะห์ อย่างบริสทธิ์ใจนั้น พระองค์จะทรงยกสถานะของเขา และจะชื่นชมเขาต่อหน้าปวงบ่าว และเหล่ามะลาอิกะห์ของพระองค์ ซึ่งพวกเขาจะเป็นพยานยืนยัน ถึงความรักความพอใจของอัลเลาะห์ ที่มีต่อผู้ดำรงรักษาละหมาด

ท่านอุ๊กบะห์ บิน อามิร กล่าวว่า : ฉันได้ยินท่านรอซูล กล่าวว่า :ระเจ้าของท่านนั้น พึงพอใจคนเลี้ยงแกะ ที่เขาเลี้ยงแกะอยู่บนยอดเขา เขาอะซานและละหมาด เขาเกรงกลัวฉัน ดังนั้น ฉันได้อภัยโทษให้แก่บ่าวผู้นี้ของฉัน และได้ให้เขาเข้าสวรรค์ (บันทึกโดยอิมาม อบูดาวู๊ด และอันนะซาอีย์)

และเมื่อท่านรอซูล มีความกลัดกลุ้มใจ ท่านจะเข้าสู่การละหมาด ดังมีรายงานจากท่าน ฮุซัยฟะห์ ว่า : ท่านนบี นั้น เมื่อมีเรื่องทำให้ท่านไม่สบายใจท่านจะละหมาด (บันทึกโดยอบูดาวูด)

เมื่อมุอฺมินรักอัลเลาะห์ และรอซูลของพระองค์อย่างจริงใจ และมีความหวังว่า จะได้อยู่กับท่านนบี ในสวรรค ก็ไม่มีหนทางใดที่จะทำให้เขาสมหวัง นอกจากการรักษาการละหมาด สุญูดต่ออัลเลาะห์ (ซ.บ.)ให้มากๆ

ท่านรอบีอะห์ บิน กะอฺบ์ อัลอัสละมีย์ กล่าวว่า : ฉันเคยอยู่กับท่านรอซูล คอยเอาน้ำละหมาดมาให้ท่าน และทำธุระให้ท่าน ท่านรอซูล จึงกล่าวกับฉันว่า : จงขอฉันซ
ฉันกล่าวว่า : ขอให้ฉันได้อยู่กับท่านในสวรรค
ท่านนบี กล่าวว่า : จะขออย่างอื่นอีกไหม?
ฉันกล่าวว่า : มีเพียงเท่านี้ครับ
ท่านนบี กล่าวว่า : ดังนั้น ท่านจงช่วยฉัน (ให้บรรลุตามที่ต้องการ) โดยการสุญูดให้มากๆ
(บันทึกโดยอิมามมุสลิม และอบูดาวูด)

จึงสมควรและจำเป็น ที่เราจะต้องรักษาการละหมาด ละหมาดให้ตรงตามเวลา และสั่งสอนครอบครัว และลูกหลานของเรา ให้รักษาการละหมาด เพราะการกระทำดังกล่าว จะทำให้เราได้รับความปลอดภัย และทำให้พวกเขาพ้น จากการลงโทษจากอัลเลาะห์ และเป็นการตอบรับคำสั่งของพระองค์ ที่ตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า : และ จงใช้ครอบครัวของเจ้า ให้ทำการละหมาด และจงอดทนในการปฏิบัติ เรามิได้ขอเครื่องยังชีพจากเจ้า เราต่างหากเป็นผู้ให้เครื่องยังชีพแก่เจ้า และบั้นปลายนั้น สำหรับผู้ที่มีความยำเกรง    (ตอฮา 20 : 132)

ท่านรอซูล กำชับหนักหนา ให้สอนลูกหลานทำละหมาด และให้ลงโทษพวกเขา หากพวกเขาไม่กระทำ ดังฮะดีษที่ว่า :จงให้บุตรหลานของพวกท่าน ทำละหมาด ตั้งแต่มีอายุ 7 ปี และจงตีพวกเขา หากพวกเขาไม่ทำละหมาด เมื่อมีอายุ 10 ปี และจงแยกที่นอนระหว่างพวกเขา (ลูกชายและลูกสาว) (บันทึกโดยอิมามอบูดาวู๊ด)

ขออัลเลาะห์ทรงให้เรานั้น เป็นผู้ที่รักษาการละหมาด และปฏิบัติละหมาดตรงตามเวลา และขอให้พระองค์ได้ทรงทำให้การละหมาด เป็นรัศมีแก่เรา ในชีวิตแห่งดุนยานี้ และขอให้พระองค์ทรงอภัยโทษให้ ในความผิดต่างๆ ของเรา และขอพระองค์ได้ทรงให้เรา เป็นบรรดาผู้ที่ได้ยินคำพูดที่ดีงาม แล้วปฏิบัติตามคำพูดนั้น อามีน

สิ่งที่ได้รับจากฮะดีษ

1. การละหมาดนั้น เป็นอิบาดะห์ที่สูงส่งที่สุด เพราะคำถามที่เกิดขึ้นระหว่างอัลเลาะห์ กับมะลาอิกะห์นั้น เกี่ยวกับการละหมาด
2. ฮะดีษนี้ ใช้ให้เห็นถึงความสำคัญของการละหมาดฟัจริ และอัสริ เพราะมะลาอิกะห์ จะมาผลัดเปลี่ยนกัน ในสองเวลานี้ ซึ่งต่างจากละหมาดเวลาอื่นๆ
3. ฮะดีษนี้ชี้ให้เห็นว่า ประชาชาติของท่านนบี นั้น ประเสริฐกว่าประชาชาติอื่นๆ

เผยแพร่โดย   สายสัมพันธ

หน้าหลัก

เมษายน 30, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม