"มุฮัมมัด" ศาสนฑูตของอัลลอฮฺ

ท่านนะบีมุฮัมมัด นั้น ท่านไม่ได้พึ่งความยิ่งใหญ่ แห่งมนุษย์ชาติ บนทรัพย์สิน ความมีหน้ามีตา ความเป็นมหาเศรษฐี หรือความเป็นญาติใกล้ชิด ทั้งนี้ เพราะท่านเติบโตขึ้นมา ในฐานะลูกกำพร้า และความยากจน ท่านมีชีวิตอยู่อย่างผู้ที่อ่านเขียนไม่เป็น ตั้งแต่แรกเริ่ม จนกระทั่งวาระสุดท้าย ชีวิตของท่านปราศจากความฟุ่มเฟือย เพริดแพร้ว ความจอมปลอมของวัตถุ และอารณ์ใฝ่ต่ำ ดังนั้น ท่านจึงสู้รบกับนักรบ หาฟืน ขุดสนามเพลาะ และสร้างมัสยิด ด้วยมือที่มีเกียรติของท่าน ท่านต้องเผชิญการโจมตีของศัตรูหลายๆ สมรภูมิ ท่านเคยหาหินมาผูกไว้กับท้อง เพราะความหิวโหย ท่านได้ถูกให้เลือก ระหว่างการเป็นนะบีที่เป็นกษัตริย์  และการเป็นนะบีที่เป็นบ่าว ท่านได้เลือกเอาการเป็นนะบีที่เป็นบ่าว เพราะจะได้หิวโหยวันหนึ่งแล้วอดทน และอิ่มวันหนึ่ง แล้วขอบคุณต่ออัลลอฮ์

ท่านรักการเป็นนะบีมากกว่า ทั้งๆ ที่เสียงของพวกมุชริก ยังดังก้องหู เรียกร้องให้ท่านเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวย โดยคัดค้านท่าน ในการเป็นบ่าว และเป็นเราะซูล

อัลกุรอาน ได้เล่าเรื่องของคนเหล่านั้น ไว้ในซูเราะฮ์อัลฟุรกอน มีความว่า "และ เขาเหล่านั้นกล่าวว่า นี่เราะซูลอะไรกัน เขากินอาหาร และเดินในตลาด ไฉนเล่ามลาอิกะฮ์ตนหนึ่งไม่ถูกส่งมายังเขา (เราะซูล) จะได้มาเป็นผู้ตักเตือนร่วมกับเขา หรือไม่ก็คลังสมบัติถูกโยนมาให้เขา หรือไม่ก็ให้มีสวนหนึ่งแก่เขา โดยที่เขาจะได้บริโภค (ลูกไม้) จากสวนนั้น และพวกอธรรมกล่าวว่า ท่านทั้งหลาย (กลุ่มผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์) มิได้ดำเนินตามใคร นอกจากคนที่ถูกอาคมครอบงำเท่านั้น"

ท่านอุมัร อิบนุคอฏฏอบ ได้เดินเข้าไปหาท่านเราะซูล    ขณะที่ท่านกำลังนอนหลับ อยู่บนเสื่อผืนเก่าๆ ซึ่งสีข้างของท่าน ยังมีรอยเสื่อติดอยู่ ท่านอุมัร ได้ร้องไห้ เมือได้เห็นสภาพของท่านเราะซูล   เป็นเช่นนั้น หลังจากท่านได้รำลึกถึงกษัตริย์เปอร์เซีย (กิสรอ) ซีซาร และสิ่งที่คนทั้งสองอวดดี อวดโต และโอ้อวดด้วยการใช้ผ้าไหม ผ้ากำมะหยี่ และสิ่งที่เขาทั้งสอง ได้รับความสุขในพระราชวัง

ท่านเราะซูล   จึงปลอบโยนท่านอุมัรว่า"โอ้ อุมัร พวกเหล่านี้เป็นหมู่คณะที่จะได้รับสิ่งดีๆ อย่างรีบด่วนในชีวิตนี้ ส่วนพวกเรานั้น เป็นหมู่คณะที่จะได้รับสิ่งดีๆ ในภายหลัง คือ วันกิยามะฮ์"

แท้จริง มุฮัมมัด  ในความยิ่งใหญ่อันแท้จริงของท่านนั้น ท่านมีชีวิตอยู่อย่างง่ายๆ แม้ภายหลัง อัลลอฮ์ ได้ทรงอำนวย ให้พิชิตเมืองต่างๆ และบรรลุสู่ชัยชนะอย่างชัดแจ้งต่อศัตรู ท่านก็มิได้ใช้ผ้าไหมปูแทนพรม มิได้สวมใส่เสื้อผ้ากำมะหยี และมิได้ประดับประดาด้วยทองคำ ตรงกันข้ามบ้านพักของท่าน กลับเป็นบ้านเล็กๆ ที่อยู่แบบธรรมดาๆ และปรากฏว่าเดือนหนึ่ง หรือสองเดือนผ่านไป ในบ้านหลังนั้น มิได้มีการจุดไฟหุงหาอาหารกันเลย

อุรวะฮ์ อิบนุ ซุไบยร์ กล่าวขณะนั่งฟังท่านหญิงอาอิซะฮ์ น้าสาวของเขาพูดกับเขา ถึงเรื่องนี้ว่า "โอ้ น้าสาว เขา (มุฮัมมัด ) มิได้ให้พวกท่านกินอยู่บ้างหรือ" ท่านหญิงอาอิซะฮ์ กล่าวว่า "มีอยู่สองอย่าง คือ อินทผลัม กับ น้ำ"

ท่านเราะซูล   ไม่เคยประจบสอพลอ หมู่คณะของท่าน หรือพยายามเอาอกเอาใจคนเหล่านั้น หากแต่ท่านมีเป้าหมาย อยู่อย่างเดียวเท่านั้น คือ การเชิญชวน การเรียกร้องสู่อัลลอฮ์ สู่การศรัทธาต่อพระองค์ และช่วยเหลือมนุษย์  ให้พ้นจากความหลงผิด ของการบูชาเทวรูป  เเละความเหลวไหลไร้สาระ ของญาฮิลียะฮ์

ขณะที่ท่านเราะซูล   กล่าวเเก่เขาเหล่านั้นว่า  เเท้จริง  ฉันนี้ คือเราะซูลของอัลลอฮ มายังพวกท่านทั้งมวล พวกเขาเหล่านั้นปฏิเสธท่าน เเละรวมหัวกันต่อต้าน เเต่ท่านไม่ได้อ่อนข้อให้เขาเหล่านั้น ตรงกันข้าม ท่านกลับเริ่มโจมตี ในสิ่งที่พวกเขาหวงเหน เเละบูชาอยู่ คือ ในหลักการเชื่อมั่น  เเละการค้าขายของพวกเขา จนกระทั่งบางคนในหมูพวกเขา กล่าวเเก่ท่านว่า

"โอ้ มูฮัมหมัด เเท้จริงท่านได้นำเรื่องสำคัญยิ่ง มาสู่หมู่คณะ เเละด้วยสิ่งที่เจ้านำมานั้น เจ้าได้ให้หมู่คณะเเตกแยกกัน เจ้าได้สบประมาทคนเหล่านั้น เเละได้ตำหนิพระผู้เป็นเจ้า เเละศาสนาของของคนเหล่านั้น"

คนทั้งหลายได้ทำร้าย เละสู้รบกับท่านนะบี   กดขี่ และทำร้ายสาวกของท่าน จนชีวิตความเป็นอยู่ของท่านนะบี ในมักกะห์นั้น เป็นเสมือนสายโซ่ แห่งความยากลำบาก (คือมีความยากลำบากอยู่เนืองๆ) อีกทั้งศรัทธาชน  ผู้เป็นสาวกได้รับการเขย่าขวัญอย่างรุนเเรง

ถึงกระนั้นก็ตาม ท่านมิได้อ่อนเเอ และความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยว มิได้เสื่อมคลายเลย ท่านมิได้คิดที่จะเอาใจ  หรือสร้างความพึงพอใจแก่คนเหล่านั้น แม้แต่ลุงของท่านเอง (อบูฏอเล็บ) เมื่อเขาได้ขอร้องให้ท่านลดหย่อนการรณรงค์ต่อพวกมุชริกีน ท่านนะบี ได้ปฏิเสธคำขอร้องนั้นอย่างเด็ดขาด  พร้อมกับกล่าวถ้อยคำที่เป็นที่ทราบกันอย่างเเพร่หลายว่า "โอ้ คุณลุง ขอสาบานด้วยอัลลอฮ์ หากเขาเหล่านั้น จะเอาดวงอาทิตย์มาวางไว้ ในมือขวาของฉัน   และเอาดวงจันทร์มาวางไว้ ในมือซ้ายของฉัน โดยทีจะให้ฉันทิ้งเรืองนี้ (เรืองการเผยเเพร่ศาสนา)   ฉันจะไม่ยอมทิ้งเป็นอันขาด จนกว่าอัลลอฮ์จะทรงให้เรื่องนั้น ประจักษ์ชัด  หรือจะทรงทำลายสิ่งอื่นจากมัน"

เเละนี่คือสิ่งที่พวกกกุรอยช์ ได้เสนอเเก่ท่านนะบี    ซึ่งการเป็นกษัตริย์ครองอำนาจราชบัลลังก์  ทรัพย์สมบัติ   เกียรติ  ความมีหน้ามีตา เเละการเป็นนาย โดยให้แลกเปลี่ยนกัน กับการละทิ้งการเรียกร้องเชิญชวน        หรือไม่ก็ปล่อยให้อยู่ในระหว่างตัวท่าน กับหมู่คณะของท่าน

อุตบะฮ์  อิบนุ  ร่อบีอะฮ์   ไปหาท่านเราะซูล  ในฐานะเป็นตัวแทนจากพวกกุรอยช์   เสนอข้อเสนอดังกล่าวทั้งหมด เพื่อเป็นการยั่วให้เกิดความอยากได้  และเป็นการทดสอบท่าน  อุตบะฮ์  กล่าวว่า

"โอ้  ลูกของน้องชาย  (หลาน) เอ๋ย เจ้านั้นก็เป็นคนหนึ่งในพวกเรา โดยที่เจ้านั้น มาจากตระกูลที่ดีเลิศในพวกเรา  เเละมีเชื่อสายที่มีเกียรติยิ่ง ในพวกเรา แท้จริง เจ้าได้นำเอาเรื่องสำคัญใหญ่หลวง มาสู่หมู่คณะของเจ้า เจ้าได้ทำให้ชุมชนในหมู่คณะนั้น แตกแยกกัน  เจ้าได้สบประมาทพระผู้เป็นเจ้า ของเขาเหล่านั้น  โอ้มุฮัมมัดเอ๋ย  หากเจ้าต้องการทรัพย์สมบัติในเรื่องนี้ เราก็จะรวบรวมทรัพย์สมบัติให้เเก่เจ้า จนกระทั่งเจ้าเป็นคนที่มีทรัพย์สมบัติมากที่สุด ในพวกเรา หากเจ้าต้องการเป็นกษัตริย์   เราก็จะแต่งตั้งเจ้า ให้เป็นกษัตริย์ปกครองเรา   หากเจ้าต้องการเกียรติยศ และการเป็นนาย เราก็จะเเต่งตั้งเจ้าให้เป็นนายเหนือพวกเรา หากผู้ที่มาหาเจ้าเเสดงว่า เป็นผู้ที่มาจากญิน เเละเจ้าไม่สามารถจะขจัดปัดเป่า ให้พ้นจากตัวเจ้าได้   เราก็จะหาหมอให้เจ้า เเละจะเป็นผู้ที่ออกค่าใช้จ่ายให้เจ้า จนกระทั่งเจ้าพ้นจากการรบกวนของพวกญิน"

ท่านเราะซูล   ตอบ อุตบะฮ์ ด้วยอายาตอัลกุรอาน ซึ่งสามารถครอบงำจิตใจความนึกคิด เเละก่อให้เกิดความประทับใจเเก่เขา อย่างยิ่งยวด   จากอายาตต่างๆ  ที่ท่านเราะซูล ได้นำมาอ่าน  เขาได้พบว่า  ท่านไม่มีความโลภ ความหลงในการมีอำนาจปกครอง ในทรัพย์สมบัติ  หรือการเป็นนายเหนือหัว  หากเเต่ความตั้งใจจริงอันเดียว เเละเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของท่าน คือ ต้องการให้คนทั้งหลาย เคารพสักการะพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา    ไม่นำเอาสิ่งใดมาเป็นภาคีกับพระองค์   เเละละทิ้งสิ่งที่ปู่ย่าตายายเคยปฏิบัติมา อันเป็นเรื่องหลงผิด เเละเหลวไหล

อีกด้านหนึ่ง ท่านเราะซูล  ได้อ่านพระคัมภีร์ให้เเก่มนุษย์ฟัง ซึ่งในคัมภีร์นั้น พระองค์ได้ทรงตำหนิท่าน ในบางครั้ง ขณะที่เราเห็นว่าผู้ชอบเป็นผู้นำ พยายามที่จะปกปิดข้อตำหนิเหล่านั้น มิให้ประชาชนรู้ เเล้วเเสดงต่อหน้าคนทั้งหลาย  ซึ่งทุกสิ่งที่เป็นความประเสริฐ อันจะทำให้ใกล้ชิดกับคนทั้งหลายยิ่งขึ้น

ส่วนท่านเราะซูล    นั้น  ทั้งๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจากวะฮีย์ ที่มาจากเบื้องบน ท่านยังยอมการตำหนิจากอัลลอฮ์ ด้วยหัวใจที่กว้างขว้าง  ท่านได้เผยเเพร่ออกไปอย่างตรงไปตรงมา ชัดเจน เเละด้วยความสัตย์จริง   เเละความซื่อสัตย์ ส่วนหนึ่งจากตัวอย่างนั้น  คือ  สิ่งที่อัลลอฮ์ได้ระบุไว้ซึ่งมีความว่า

"ไม่บังควรที่นะบี จะมีเชลยไว้กับเขา  จนกว่าเขาจะได้ทำการสังหารอย่างมากมาย  ในผืนเเผ่นดิน  พวกเจ้าต้องการปัจจัยในโลกนี้    เเต่อัลลอฮ์ทรงประสงค์ ให้ได้ในอาคีเราะฮ์ เเละอัลลอฮ์นั้นทรงเดชานุภาพ  ทรงปรีชาญาณ"

"และหากไม่มีกำหนดมาจากอัลลอฮ์มาก่อน แน่นอนการลงโทษอันอันยิ่งใหญ่ ก็ประสบกับเจ้า ในสิ่งที่พวกเจ้าได้เอา (ค่าไถ่)"

และอัลลอฮ์ตรัสไว้มีความว่า

"และ จงรำลึก เมื่อเจ้ากล่าวแก่ผู้ที่อัลลอฮ์ทรงโปรดปรานแก่เขา และที่เจ้าก็โปรดปรานแก่เขาว่า ท่านจงยึดคู่ครองของเจ้า ไว้แก่เจ้าเถิด และจงยำเกรงต่ออัลลอฮ์ และจงปกปิดไว้ในใจของเจ้า สิ่งที่อัลลอฮ์จะทรงเป็นผู้เปิดเผยมัน และเจ้าเกรงกลัวมนุษย์ และต่ออัลลอฮ์นั้น สมควรยิ่งกว่าที่เจ้าจะกลัวเกรงพระองค์"

ถัดไป

หน้าหลัก

มีนาคม 21, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
ติดต่อทีมงานผ่าน
 www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม