Custom Search

ฐานะของอัล-หะดีษในบทบัญญัติอิสลาม 1

โดย....อับดุลกอเดร  พลสะอาด

          อัลฮะดีษ หรือ อัซซุนนะฮฺ นั้น มีความหมายเดียวกัน ทั้งสองคำถูกใช้ในความหมายของ คำพูดของท่านนบี    การกระทำ  การยอมรับ และการวินิจฉัย ของท่าน ดังนั้น คำพูดของท่านนบี   ก็จะต้องได้รับการให้เกียรติ เช่นเดียวกับที่เราได้ให้เกียรติ ต่อตัวท่านเอง เนื่องจากมีโองการอัลกุรอ่าน มากมากมาย ที่ได้กล่าวถึงสถานะของท่าน และนบีทุกท่านที่อัลลอฮฺ ทรงส่งมา ในแต่ละยุคสมัยที่ผ่านมา

وَمَا أَرْسَلْنَا مِنْ رَسُولٍ إِلَّا لِيُطَاعَ بِإِذْنِ اللَّهِ

"และเรามิได้ส่งร่อซูลคนใดมา นอกจากเพื่อให้เขาได้รับการเชื่อฟัง ด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์เท่านั้น" ซูเราะฮฺ อันนิสาอฺ อายะฮฺที่  ๖๔

    แต่สำหรับท่านนบีมุฮัมมัด อัลลอฮฺทรงประทาน ทั้งอัลกุรอานและหะดีษ เป็นวะฮฺยูให้แก่ท่าน ซึ่งพระองค์ทรงตรัสว่า

إِنَّا أَوْحَيْنَا إِلَيْكَ كَمَا أَوْحَيْنَا إِلَى نُوحٍ وَالنَّبِيِّينَ مِنْ بَعْدِهِ

"แท้จริงเราได้มีโองการแก่เจ้า เช่นเดียวกับที่เราได้มีโองการแก่นูฮ และบรรดานบีหลังจากเขา" ซูเราะฮฺ อันนิสาอฺ อายะฮฺที่  ๑๖๓

         ในหลักการยึดมั่น ของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ  วัลญะมาอะฮฺ นั้น  อัลกุรอ่านและอัล-หะดีษ ถือเป็นสองรากฐานหลัก   อันเป็นแหล่งที่มาของบทบัญญัติอิสลาม ที่ไม่สามารถจะแยกออกจากกันได้ โดยสิ้นเชิง    แม้นว่าทั้งสองประการ จะมีความแตกต่างทางด้านของตัวบท ก็ตาม กล่าวคือ  อัลกุรอานถูกประทานลงมา ประกอบด้วยมุอฺญิซาต  ทั้งที่เป็นตัวบท และความหมาย ส่วนหะดีษนั้น ถูกประทานลงมายังท่านนบีมุฮัมมัด ในด้านความหมาย โดยผ่านมลาอิกะฮฺญิบรีล และท่านนบี  กล่าว โดยยึดความหมาย ตามสภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นต่อหน้าท่าน หรือเป็นการตอบคำถาม ของบรรดาเศาะหาบะฮฺ หรือตอบข้อซักถาม เกี่ยวกับเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น ที่ท่านไม่ได้เห็นด้วยตนเอง  

          อัล-หะดีษของท่านนบี   จึงมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด กับอัลกุรอาน  ซึ่งมาอธิบาย เจตนารมณ์ที่มีอยู่ในอัลกุรอ่าน  ทั้งในเรื่องอากีดะฮฺ (หลักการยึดมั่น) , อิบาดะฮฺ ( หลักการปฏิบัติศาสนกิจ) , อะฮฺกาม ( กฏเกณฑ์ต่างๆ) และเรื่องของมุอามาลาต ( การปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน) รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต ตั้งแต่เกิด จนกระทั่งตาย

         สำหรับอัลกุรอ่าน พระดำรัสของอัลลอฮฺ   เป็นวะฮีย์ที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้ ใน ซูเราะฮฺอัลฮิญรฺ ว่า

إِنَّا نَحْنُ نَزَّلْنَا الذِّكْرَ وَإِنَّا لَهُ لَحَافِظُونَ (9)

"แท้จริงเราได้ให้ข้อตักเตือน (อัลกุรอาน) ลงมา และแท้จริงเราเป็นผู้รักษามัน อย่างแน่นอน"ซูเราะฮฺอัลฮิญรฺ อายะฮฺที่ ๙

         และสิ่งยืนยันว่า พระองค์ทรงปกปักษ์รักษาอัลกุรอ่านไว้ ก็คือ ถึงแม้วันเวลาจะผ่านมากว่า ๑๔ ศตวรรษแล้วก็ตาม หลังจากที่พระองค์ได้ทรงประทานลงมา จนถึงวันนี้ อัลกุรอ่าน เป็นคัมภีร์เล่มเดียวในโลก ที่ถูกท่องจำจากนักท่องจำทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่อักษรแรก จนอักษรสุดท้าย โดยไม่ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลง แม้แต่พยัญชนะเดียว ทั้งที่พวกเขาเหล่านั้น ยังมีความแตกต่างทั้งด้านภาษา สีผิว เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ และอัลกุรอ่านจะยังคงถูกปกปักษ์รักษา ตราบจนถึงวันกิยามะฮฺ 

         ส่วนอัลฮะดีษ หรือซุนนะฮฺ คือ วะฮีย์ของอัลลอฮฺ เช่นเดียวกัน ดังที่พระองค์ทรงยืนยันไว้ ในซูเราะฮฺ อันนัญมฺ ว่า

وَمَا يَنْطِقُ عَنِ الْهَوَى (3) إِنْ هُوَ إِلَّا وَحْيٌ يُوحَى (4)

"และเขามิได้พูดตามอารมณ์  อัลกุรอานมิใช่อื่นใด นอกจากเป็นวะฮีย์ที่ถูกประทานลงมา"  (ซูเราะฮฺ อันนัญมฺ อายะฮฺที่ ๓ – ๔)

และอัลลอฮฺ   ยังตรัสอีกว่า

وَأَنْزَلَ اللَّهُ عَلَيْكَ الْكِتَابَ وَالْحِكْمَةَ

"และอัลลอฮ์ได้ทรงประทานคัมภีร์ ลงมาแก่เจ้า และความเข้าใจในบทบัญญัติ แห่งคัมภีร์นั้นด้วย" (ซูเราะฮฺ อันนิสาอฺ  อายะฮฺที่ ๑๑๓)        

          คำว่า  َالْحِكْمَةَ ซึ่งพระองค์ได้ทรงตรัสไว้ต่อท้าย  الكتابอันหมายถึงอัลกุรอ่าน ก็จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจาก อัลหะดีษ หรือ ซุนนะฮฺ ของท่านนบี

          นอกจากนี้ ยังมีโองการจากอัลกุรอ่าน อัลฮะดีษ อีกมากมาย  ทั้งยังมีการเห็นพ้องกัน ของเหล่าบรรพชนยุคแรก ถึงสถานะอันสูงส่ง ของอัลฮะดีษ หรือซุนนะฮฺ  ดังนี้

หลักฐานจากอัลกุรอ่าน

وَمَا آتَاكُمُ الرَّسُولُ فَخُذُوهُ وَمَا نَهَاكُمْ عَنْهُ فَانْتَهُوا وَاتَّقُوا اللَّهَ إِنَّ اللَّهَ شَدِيدُ الْعِقَابِ (7)

"และอันใดที่ร่อซู้ลได้นำมายังพวกเจ้า ก็จงยึดเอาไว้ และอันใดที่ท่านได้ห้าม พวกเจ้าก็จงละเว้นเสีย พวกเจ้าจงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเข้มงวด ในการลงโทษ" (ซูเราะฮฺอัลฮัชรฺ อายะฮฺที่ ๗)

قُلْ إِنْ كُنْتُمْ تُحِبُّونَ اللَّهَ فَاتَّبِعُونِي يُحْبِبْكُمُ اللَّهُ وَيَغْفِرْ لَكُمْ ذُنُوبَكُمْ وَاللَّهُ غَفُورٌ رَحِيمٌ (31)

จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า หากพวกท่านรักอัลลอฮ์ ก็จงปฏิบัติตามฉัน อัลลอฮ์ก็จะทรงรักพวกท่าน และจะทรงอภัยให้แก่พวกท่าน ซึ่งโทษทั้งหลายของพวกท่าน และอัลลอฮ์นั้น เป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ  (ซูเราะฮฺอาลิอิมรอน อายะฮฺที่ ๓๑)

فَلَا وَرَبِّكَ لَا يُؤْمِنُونَ حَتَّى يُحَكِّمُوكَ فِيمَا شَجَرَ بَيْنَهُمْ ثُمَّ لَا يَجِدُوا فِي أَنْفُسِهِمْ حَرَجًا مِمَّا قَضَيْتَ وَيُسَلِّمُوا تَسْلِيمًا (65) 

 "มิใช่เช่นนั้นดอก ข้าขอสาบานด้วยพระเจ้าของเจ้าว่า เขาเหล่านั้นจะยังไม่ศรัทธา จนกว่าพวกเขา จะให้เจ้าตัดสินในสิ่งที่ขัดแย้งกัน ระหว่างพวกเขาแล้วพวกเขาไม่พบความคับใจใดๆ ในจิตใจของพวกเขา จากสิ่งที่เจ้าได้ตัดสินใจ และพวกเขายอมจำนนด้วยดี" (ซูเราะฮฺอันนิสาอฺ อายะฮฺที่ ๖๕)

فَلْيَحْذَرِ الَّذِينَ يُخَالِفُونَ عَنْ أَمْرِهِ أَنْ تُصِيبَهُمْ فِتْنَةٌ أَوْ يُصِيبَهُمْ عَذَابٌ أَلِيمٌ (63)

"ดังนั้น บรรดาผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งของเขา หรือว่าการลงโทษอันเจ็บปวดนั้น จะเกิดขึ้นแก่พวกเขาเช่นกัน" (ซูเราะฮฺอันนูร อายะฮฺที่ ๖๓)

         และโองการอีกมากมาย ที่กล่าวถึงการส่งเสริม ให้ปฏิบัติตามซุนนะฮฺของท่านนบี  และกล่าวถึงความจำเป็น ที่จะต้องปฏิบัติตามท่าน ห้ามฝ่าฝืนต่อทางนำที่ท่านได้นำมา

ถัดไป

หน้าหลัก

มีนาคม 11, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม

จำนวนผู้เข้าชม