การเดินทางเพื่อค้นหาอัลฮะดีษ

โดย  ผศ.ดร.อับดุลลอฮฺ หนุ่มสุข
د.عبدالله نومسوك 

ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ได้บันทึกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ในช่วงต้นของอิสลาม หลังจากการจากไปของท่านรอซูลุลลอฮฺ เป็นปรากฏการณ์ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับชนชาติใด หรือศาสนิกใดมาก่อน ปรากฏการณ์ดังกล่าว คือ ปรากฏการณ์ของนักรายงานฮะดีษ ที่หลั่งไหลมาจากหัวเมืองต่างๆ จากเหนือจรดใต้ จากตะวันออกจรดตะวันตก ด้วยจุดประสงค์เดียวกัน คือสืบหาฮะดีษของท่านรอซูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) จากปากของนักจำ และจากนักบันทึกฮะดีษ ที่กระจัดกระจายอยู่ตามหัวเมืองต่างๆ

นักรายงานเหล่านี้ มีความจำเป็นเลิศ มีความรับผิดชอบ และความอดทนสูง และมีการทำงาน อย่างเป็นระบบ และจริงจัง และสำคัญคือ มีความบริสุทธิ์ใจ (อิคล๊าศ) ในการทำงานเพื่ออิสลาม พวกเขาไม่ต้องการชื่อเสียง เกียรติยศ หรือเงินตรา สิ่งที่พวกเขาต้องการ คือ ปกปักษ์รักษาฮะดีษ ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ให้อยู่ในสภาพเดิม และให้ปลอดภัยจากการอุปโลกน์ การแอบอ้าง และการเสกสรรปั้นแต่ง ของผู้ไม่ปรารถนาดี

ประวัติความเป็นมาของการเดินทางเพื่อสืบหาฮะดีษ

การเดินทางเพื่อสืบหาฮะดีษ เริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยท่านรอซูล โดยมีชนเผ่าต่างๆ จากคาบสมุทรอาหรับ เดินทางเข้ามายังท่านรอซูลุลลอฮฺ ณ นครมะดีนะห์ เพื่อให้สัตยาบันต่อท่าน ในการเข้ารับอิสลาม และเพื่อศึกษาวะฮีย์ จากท่าน ทั้งในรูปแบบอัลกุรอาน และอัซซุนนะฮฺ

ครั้นเมื่อท่านรอซูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เสียชีวิต บรรดาเหล่าซอฮาบะฮฺ ต่างก็ให้ความสนใจ ในการเดินทาง เพื่อหาฮะดีษมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากอิสลามได้แผ่ขยาย ตามหัวเมืองต่างๆ และเหล่าบรรดาซอฮาบะฮฺ ที่จดจำฮะดีษ ก็กระจัดกระจายอยู่ตามหัวเมืองเหล่านั้น

ตัวอย่างการเดินทางของซอฮาบะฮฺ คือท่าน ญาบิร อิบนิ อับดิลลาฮฺ (อยู่นครมะดีนะห์) ใช้เวลาหนึ่งเดือน ในการเดินทางไปหาท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิ อุนัยสฺ ณ เมืองชาม เพื่อฟังฮะดีษเพียงบทเดียว ที่ไม่มีซอฮาบะฮฺท่านใด ที่ยังจดจำได้ นอกจากท่าน

และอีกตัวอย่างหนึ่งคือ ท่านอบูอัยยูบ อัลอันซอรีย์ (อยู่ ณ นครมะดีนะฮฺ) ได้เดินทางไปหาท่านอุกบะฮฺ อิบนิ อามิร ที่อียิปต์ เพื่อฟังฮะดีษบทหนึ่ง ที่ไม่มีซอฮาบะฮฺท่านใดจดจำ นอกจากท่าน และเดินทางกลับมายังนครมะดีนะฮฺทันที หลังจากฟังฮะดีษเสร็จ

การเดินทางเพื่อค้นหาฮะดีษ ยังคงแพร่หลาย และได้รับความสนใจอย่างมาก ในช่วงศตวรรษที่สอง (ยุคตาบีอีน) เนื่องจากตาบิอีนส่วนใหญ่ จะได้รับฮะดีษจากศอฮาบะฮฺโดยตรง (โดยเฉพาะตาบีอีน รุ่นอาวุโส เนื่องจากมีโอกาสได้ร่วมสมัย กับซอฮาบะฮฺส่วนใหญ่) พวกเขาจึงต้องเดินทาง ไปยังหัวเมืองต่างๆ ที่มีซอฮาบะฮฺอยู่ เพื่อรับฟัง และรับฮะดีษจากบรรดา ซอฮาบะฮฺเหล่านั้น แม้ในหมู่ตาบีอีนด้วยกัน ตาบีอีนรุ่นหลัง ก็ยังเดินทางเพื่อสืบหาฮะดีษ จากตาบีอีนรุ่นแรก (อาวุโส) ที่กระจัดกระจายอยู่ตามหัวเมืองต่างๆ เช่นเดียวกัน ลักษณะเช่นนี้ ยังคงปรากฏอย่างต่อเนื่อง ในยุคสมัยของตาบิอิตตาบิอีน (ศตวรรษที่3) และยุคต่อๆ มา จนกล่าวได้ว่า นักรายงานฮะดีษทุกคน เป็นนักเดินทาง มีนักรายงานฮะดีษจำนวนน้อยมาก ที่ไม่เคยเดินทาง ออกจากบ้านเกิดของตน

สาเหตุสำคัญของการเดินทางหาฮะดีษ

ในยุคซอฮาบะฮฺนั้น ปรากฏว่าบรรดาซอฮาบะฮฺ จะเดินทางหาฮะดีษ ด้วยสาเหตุสองประการ คือ :

1. เพื่อฟังฮะดีษ ที่ตนเอง มิได้รับฟังมาจากท่านรอซูล

2. เพื่อหาความมั่นใจ ในฮะดีษที่ตนเองจดจำ จากท่านรอซูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) และไม่มีคนอื่นจดจำ ในเมืองของเขา เขาจึงต้องเดินทางไปหาผู้จดจำฮะดีษนั้นๆ ตามหัวเมืองต่างๆ เพื่อแน่ใจในฮะดีษ

สำหรับในยุคตาบีอีนนั้น สาเหตุสำคัญที่ทำให้ตาบีอีน ต้องออกเดินทางหาฮะดีษ ก็เนื่องจากบรรดาซอฮาบะฮฺ อยู่กระจัดกระจาย ตามหัวเมืองต่างๆ จึงจำเป็นต้องไปหาซอฮาบะฮฺเหล่านั้น เพื่อรับฟังฮะดีษ จากปากของพวกเขา

ดังรายงานท่านอบุลอาลียะฮฺ เล่าว่า พวกเราชาวบัศเราะห์ (เมืองหนึ่งในประเทศอิรัก) ได้ยิน ได้ฟัง รายงานต่างๆ ที่เล่ามาจากบรรดาซอฮาบะฮฺ พวกเรายังไม่พอใจ จนกว่า จะได้ขี่ยานพาหนะ ไปยังนครมะดีนะฮฺ เพื่อฟัง รายงานเหล่านั้น จากปากของศอฮาบะฮฺเอง

อย่างไรก็ตาม มีสาเหตุสำคัญบางสาเหตุเกิดขึ้น หลังจากสองยุคดังกล่าวผ่านไป เช่น

1) เกิดการปลอมแปลงฮะดีษโดยฝีมือของกลุ่มเบี่ยงเบนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มรอวาฟิฎ (ชีอะฮฺ) กลุ่มคอวาริจญฺ กลุ่มมุรญิอะฮฺ และกลุ่มญะฮฺมียะฮฺ มีการแอบอ้างฮะดีษต่างๆ เพื่อใช้เป็นสื่อเรียกร้อง ให้ผู้คนศรัทธา และเชื่อถือหลักการ และแนวคิดของตน เมื่อเป็นเช่นนั้น นักรายงานฮะดีษในยุคต่อมา จึงกระตือรือร้นในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ของฮะดีษ ด้วยการเดินทาง เพื่อหาสายสืบที่ถูกต้อง

2) การสืบหาสายสืบที่ “อาลี” เรียกในวิชาฮะดีษว่า นาซิล หรือ อิสนาด หมายถึงสายสืบที่มีจำนวนผู้รายงานน้อย เมื่อเทียบกับอีกสายสืบหนึ่ง ที่รายงานฮะดีษบทเดียวกัน

กล่าวคือ นักรายงานฮะดีษในยุคนี้ จะพยายามค้นหาสายสืบฮะดีษที่ อาลี ไม่ว่าสายนั้น จะอยู่กับใคร และอยู่ที่ใด เนื่องจากนักฮะดีษ มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่า ฮะดีษที่มีสายสืบอาลี มีความเชื่อถือมากกว่า ฮะดีษที่มีสายสืบไม่อาลี ด้วยเหตุผลว่า ผู้รายงานที่น้อย ความผิดพลาดย่อมน้อย เป็นเงาตามตัว

ท่านอิมามอะหฺหมัด อิบนิ ฮัมบัล ได้กล่าวไว้ว่การแสวงหาอิสนาดที่อาลี นั้น เป็นวิถีที่ได้มาจากคนรุ่นก่อน (สลัฟ)”

3) การรวบรวมสายสืบหลายๆ สาย ของฮะดีษบทเดียว กล่าวคือ นักรายงานฮะดีษในยุคนี้ ไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะตัวบทฮะดีษ เพียงอย่างเดียว แต่ได้ให้ความสำคัญอย่างมาก ต่อการรวบรวมสายสืบ ของตัวบทฮะดีษ คนเหล่านี้ ต้องเดินทางยังหัวเมืองต่างๆ ด้วยความยากลำบาก เพื่อให้ได้มา เพื่อสายสืบใหม่ๆ ของฮะดีษ เนื่องจากสายสืบต่างๆ นั้น จะเป็นส่วนสำคัญ ในการพิจารณาตัวบทฮะดีษ ว่าอยู่ในสถานะที่สามารถใช้เป็นหลักฐาน ได้หรือไม่ อย่างไร (สายสืบดังกล่าว หากสืบถึงซอฮาบะฮฺคนเดียวกัน เรียกว่า มุตาบิอฺ แต่หากสืบถึงซอฮาบะฮฺหลายท่าน เรียกว่า ชาฮิด)

ตัวอย่างที่โดดเด่น ของนักรายงานในกลุ่มนี้ คือ ท่านอิมามอะหฺหมัด อิบนิ ฮัมบัล (241 ฮ.ศ.) ท่านอิสหาก อิบนิ รอหะวัยฮฺ (238 ฮ.ศ.) ท่านอะลีย์ อิบนุลมาดีนีย์ ( 234 ฮ.ศ.) ท่านยะหฺยา อิบนิ มะอีน( 233 ฮ.ศ.) ท่านอิมามอัลบุคอรีย์ ( 256 ฮ.ศ.) ท่านอิมามมุสลิม (261 ฮ.ศ.) ท่านอบูซุรอะฮฺ (327 ฮ.ศ.) และท่านอบูฮาติม (277 ฮ.ศ.) และท่านอื่นๆอีกมากมาย

ถัดไป

หน้าหลัก

มิถุนายน 29, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม

จำนวนผู้เข้าชม