แนวทางของนักปราชญ์ (มุฮัดดิซีน) ในการพิจารณาตัวบทฮะดีษ

โดย  ผศ.ดร.อับดุลลอฮฺ หนุ่มสุข
د.عبدالله نومسوك

บทนำ

ฮะดีษในนิยามของนักปราชญ์ทางฮะดีษ (มุฮัดดิซีน) คือ สิ่งที่พาดพิงถึงท่านนบี  ในทุกๆ ด้าน เช่น คำพูด การกระทำ การยอมรับ ในคุณลักษณะ ทั้งในด้านสรีระ และจริย ตลอดจนชีวประวัติของท่าน ทั้งก่อนและหลัง การได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนบี *( ดูมุสตอฟา อัสซิบาอีย์ : “อัซซุนนะห์วะมากานะตุฮา” หน้า 47 ) ฮะดีษ มีองค์ประกอบสำคัญ อยู่สองส่วน คือตัวบท (มะตัน متن ) และสายรายงาน  (สะนัด  سند)

ฮะดีษในยุคของท่านนบี  เป็นเพียงตัวบท ที่เหล่าสาวก (ซอฮาบะห์) ได้รายงาน และจดบันทึกไว้ ครั้นต่อมาไม่นานนัก ก็ได้มีการกำหนดสายรายงาน สำหรับการรายงานทุกๆ ฮะดีษ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการแอบอ้าง และกล่าวเท็จ ต่อท่านนบี  สายรายงาน (สะนัด) จึงเป็นส่วนสำคัญ ต่อการพิจารณาตัวบทฮะดีษ ว่า ถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง อย่างไร

ท่านอิบนุซีรีน *(ซอฮีฮฺ มุสลิม 1/15 บางรายงาน ระบุว่า เป็นรายงานของท่านอับดุลลฮฺ บินนุ มุบาร็อก ฮ.ศ.181) (สิ้นชีวิตเมื่อ ฮ.ศ.ที่ 110)  กล่าวว่า : สายรายงาน (อิสนาด) นับเป็นส่วนหนึ่ง ของศาสนา (อิสลาม) หากไม่มีสายรายงานแล้ว บุคคลก็สามารถพูด ในสิ่งที่ตัวเองอยากพูด

ตัวบทและสายรายงานฮะดีษ ได้รับความสนใจ อย่างกว้างขวาง จากเหล่านักปราชญ์ ทางด้านฮะดีษ (มุฮัดดิซีน) ทั้งในแง่ของการบันทึก การรวบรวม การกลั่นกรอง การวิพากษ์วิจารณ์ และการอรรถาธิบาย ในแง่มุมต่างๆ

ในส่วนของสายรายงานนั้น นักปราชญ์ (มุฮัดดิซีน) ได้วางมาตรฐาน และหลักเกณฑ์ ในการพิจารณาไว้ อย่างละเอียด และพิสดารยิ่ง จนสามารถกล่าวได้ว่า มุสลิมเป็นประชาชาติเดียว ที่สามารถรักษาตัวบท ที่ถ่ายทอด จากท่านนบี  ด้วยระบบสายสืบ และวิธีการกลั่นกรอง ที่ไม่เคยมีประชาชาติใด เคยกระทำมาก่อน

ศาสตร์ต่างๆ ของฮะดีษ เช่น วิชาที่ว่าด้วยทฤษฎี และหลักในการพิจารณาฮะดีษ (อัลมุสฏอละฮ์) วิชาที่ว่าด้วยการประเมินคุณสมบัติ ของผู้รายงาน (อัลญัรฮฺวัตตะอฺดีล) วิชาที่ว่าด้วยไวรัสของฮะดีษ (อัลอิลัล) ศาสตร์เหล่านี้ ล้วนเป็นศาสตร์อันละเอียดอ่อน ที่เหล่านักปราชญ์ ทางด้านฮะดีษ (มุฮัดดิซีน) ในอดีต คิดขึ้นมา เพื่อกลั่นกรองฮะดีษ และส่วนใหญ่ ก็จะเกี่ยวข้องกับเรื่องของสายรายงาน อันประกอบด้วยบุคคลผู้รายงาน กระบวนการรายงาน และสำนวนที่ใช่ในการรายงาน จนทำให้ดูประหนึ่งว่า นักปราชญ์ ทางด้านฮะดีษ (มุฮัดดิซีน) นั้น สนใจในการพิจารณาสายรายงาน แต่เพียงด้านเดียว ไม่สนใจพิจารณา ในส่วนของตัวบท (มะตัน) ซึ่งก็หมายความว่า ฮะดีษที่ใช้ได้นั้น คือ ฮะดีษที่มีสายรายงานถูกต้อง เพียงอย่างเดียว ส่วนตัวบท จะเป็นอย่างไร ไม่พิจารณา  ความเข้าใจดังกล่าว เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และไม่ถูกต้อง *(เป็นความเข้าใจ ของนักปราชญ์ตะวันตก Orientalist และของ ด.ร. อะห์หมัด อะมีน ในหนังสือ “ฟัจญรุลอิสลาม” หน้า 217,218 (ดูอัซซุนนะห์ ก็อบลัดตัดวีน หน้า 254)  เนื่องจากนักปราชญ์ ทางด้านฮะดีษ (มุฮัดดิซีน) มีแนวทางที่ชัดเจน ในการพิจารณา ตัวบทฮะดีษ และได้ให้ความสำคัญ ต่อตัวบท ไม่แตกต่างจากสายรายงาน แต่อย่างใด

บทความนี้ จึงขอมีส่วนในการให้ความกระจ่าง ต่อประเด็นดังกล่าว เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังรายละเอียด ที่จะกล่าวต่อไป  (والله المستعان )

ขั้นตอนของนักปราชญ์ ทางด้านฮะดีษ (มุฮัดดิซีน) ในการพิจารณาตัวบทฮะดีษ

มีข้อเท็จจริงสองประการ ที่นักปราชญ์มุฮัดดิซีน เห็นตรงกัน คือ :

1. ฮะดีษที่ซอฮีฮฺนั้น จะต้องซอฮีฮฺ ทั้งสายสืบ (สะนัด) และตัวบท (มะตัน) 

สายสืบซอเฮี๊ยะ หมายถึง สายสืบที่ติดต่อกันไม่ขาดตอน และผู้รายงานทั้งหมด ต้องมีคุณธรรม และความจำเป็นเลิศ 

ส่วนตัวบทที่ซอฮีฮฺ หมายถึง ไม่ขัดแย้งกับสายอื่น ที่น่าเชื่อถือมมากกว่า หรือมีจำนวนมากกว่า หรือที่รู้กันในหมู่นักวิชาการว่า “ชูซู๊ซ” และไม่มีข้อบกพร่อง ที่ซ่อนเร้นอยู่ (ไวรัส) หรือที่รู้จักกันในหมู่นักวิชาการว่า “อิลละห์”

2. สายสืบที่ซอฮีฮฺ ไม่จำเป็นว่า ตัวบทจะต้องซอฮีฮฺเสมอไป เนื่องจากตัวบท อาจมีลักษณะชูซู๊ซ หรือมีอิลละห์ และเช่นเดียวกัน ตัวบทที่ซอฮีฮฺ ก็ไม่จำเป็นว่าสายสืบ จะซอฮีฮฺเสมอไป เพราะบางครั้งพบว่า ฮะดีษหลายบท มีสายรายงานที่ไม่ซอฮีฮฺ เนื่องจากขาดเงื่อนไขหนึ่งเงื่อนไขใด ของความเป็นซอฮีฮฺ แต่ตัวบทกลับเป็นตัวบทที่ซอฮีฮฺ เนื่องจากมีสายรายงานอื่นๆ ที่ซอฮีฮฺ รายงานตัวบทนั้นๆ

อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่า ฮะดีษส่วนใหญ่ ได้รับการประเมิน โดยพิจารณาสายสืบ เป็นสำคัญ เนื่องจากความน่าเชื่อถือ ของผู้รายงาน (สายสืบ) แสดงถึงความน่าเชื่อถือ ของข้อมูล (ตัวบท) ยกเว้นในบางกรณี ที่จำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลที่รายงาน(ตัวบท) เนื่องจากมีกรณีแวดล้อม บ่งบอกถึงความไม่น่าเชื่อถือ

 ท่านอิมามชาฟีอีย์ (สิ้นชีวิตในปี ฮ.ศ.ที่ 204) ได้อธิบายเรื่องดังกล่าว ด้วยสำนวนวิชาการ ว่า : “ความน่าเชื่อถือ และไม่น่าเชื่อถือ ของฮะดีษส่วนใหญ่นั้น ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือ และไม่น่าเชื่อถือ ของผู้รายงาน และมีฮะดีษอยู่จำนวนน้อย ที่ความน่าเชื่อถือ และไม่น่าเชื่อถือ ขึ้นอยู่กับตัวบท เช่น เป็นตัวบทที่ไม่น่าจะเป็นฮะดีษ จากท่านนบี  หรือเป็นตัวบท ที่ขัดแย้งกับหลักฐานต่างๆ ที่ชัดเจน” *(ท่านอัลบัยฮะกีย์ ได้รายงานคำพูดนี้ ในหนังสือของท่าน ที่มีชื่อว่า “มะอฺริฟะตุซซุนัน วัลอาซ๊าร” หน้า 50)

จากข้อความข้างต้นนั้น พอสรุปได้ว่า นักปราชญ์ทางด้านฮะดีษ (มุฮัดดิซีน) มีแนวทางในการพิจารณาฮะดีษ อยู่สองแนวทาง คือ

1. พิจารณาความน่าเชื่อถือ ของผู้รายงาน เป็นเกณฑ์ที่ใช้กับฮะดีษ โดยส่วนใหญ่ และเป็นเกณฑ์ธรรมชาติ ที่บุคคลทั่วไป นำไปใช้ในการพิสูจน์ ความน่าเชื่อถือของ ข้อมูลข่าวสาร

2. พิจารณาตัวบท เมื่อมีกรณีแวดล้อม เบี่ยงเบนความน่าเชื่อถือ

นักปราชญ์วิชาอัลมุสฏอละห์ ได้กำหนดกรอบไว้อย่างชัดเจน ในการพิจารณาตัวบทฮะดีษ กรอบดังกล่าว ได้แก่สิ่งที่ถูกระบุไว ้ในเงื่อนไขของการพิจารณาฮะดีษซอฮีฮฺ สองประการคือ หนึ่ง : ลักษณะที่เรียกว่า “ชูซู๊ซ” และสอง :คือลักษณะที่เรียกว่า “อิลละห์” สองลักษณะดังกล่าวนี้ นับเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ตัวบท ไม่น่าเชื่อถือ (ฏ่ออีฟ) ทั้งๆ ที่สายรายงาน มีความน่าเชื่อถือ

ถัดไป

หน้าหลัก

มิถุนายน 30, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม

จำนวนผู้เข้าชม