Custom Search

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

ดุลยภาพและความพอดี ในการดะอฺวะฮฺ

ชัยคฺ มุหัมมัด บิน ศอลิหฺ อัล-อุษัยมีน

มวลการสรรเสริญ เป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺ พวกเราขอสรรเสริญพระองค์ ขอความช่วยเหลือจากพระองค์ และขออภัยโทษต่อพระองค์ ขออัลลอฮฺทรงคุ้มครองพวกเรา ให้รอดพ้นจากความชั่วร้าย ที่เกิดจากตัวเรา และการงานของเรา ผู้ใดที่อัลลอฮฺทรงชี้นำทาง จะไม่มีผู้ใดทำให้เขาหลงทางได้ และผู้ใดที่พระองค์ ทรงทำให้เขาหลงทาง ก็ไม่มีผู้ใดชี้นำทางเขาได้ ฉันขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺ เพียงองค์เดียว ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ และฉันขอปฏิญาณว่า มุหัมมัดเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ และเป็นศาสนทูตของพระองค์ อัลลอฮฺได้ทรงส่งท่านมา ด้วยทางนำ และศาสนาแห่งสัจธรรม โดยท่านได้ประกาศเผยแผ่สารนั้น และได้ปฏิบัติหน้าที่ ในการตักเตือนชี้แนะประชาชาติของท่าน ทั้งยังได้ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ อย่างมุ่งมั่น กระทั่งสิ้นลมหายใจ ขอศานติและคำอำนวยพรจากพระองค์ จงประสบแด่ท่าน วงศ์วานมิตรสหายของท่าน ตลอดจนผู้ที่ยึดถือ ตามพวกท่านเหล่านั้น ตราบจนวันกิยามะฮฺ

นับเป็นโอกาสอันดี ที่ข้าพเจ้าได้มาพบปะพูดคุย กับท่านทั้งหลาย ในหัวข้อที่มีความสำคัญ ต่อพี่น้องมุสลิมทุกคน นั่นคือเรื่องของการดะอฺวะฮฺ เชิญชวนผู้อื่น สู่หนทางของอัลลอฮฺ

อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า

﴿ وَمَنۡ أَحۡسَنُ قَوۡلٗا مِّمَّن دَعَآ إِلَى ٱللَّهِ وَعَمِلَ صَٰلِحٗا وَقَالَ إِنَّنِي مِنَ ٱلۡمُسۡلِمِينَ ٣٣ ﴾ [فصلت: ٣٣]

ความว่า "และผู้ใดเล่า จะมีคำพูดดีเลิศ ยิ่งไปกว่าผู้เชิญชวนไปสู่อัลลอฮฺ และปฏิบัติการงานที่ดี และกล่าวว่า แท้จริงฉันเป็นคนหนึ่ง ในบรรดาผู้นอบน้อม" (ฟุศศิลัต: 33)

คำถามในอายะฮฺนี้ เป็นเชิงปฏิเสธ โดยมีความหมายว่า “ไม่มีผู้ใดที่มีคำพูดดีเลิศยิ่งกว่า” ซึ่งการใช้รูปประโยคคำถาม กับสิ่งที่ต้องการปฏิเสธนั้น เป็นการสื่อถึงข้อเท็จจริง สองประการคือ

หนึ่ง: สิ่งนั้นไม่มีอยู่
สอง: เป็นการท้าทายผู้รับสาร ให้นำสิ่งดังกล่าวมาแสดง กล่าวคือคำถามในที่นี้ แฝงการท้าทายไว้ เป็นการสื่อในทำนองว่า “ถ้าเจ้ามีสิ่งอื่นใดที่ดีกว่านี้ ก็จงนำมา” ซึ่งเราก็จะตอบว่า “ไม่มีผู้ใดจะมีคำพูดที่ดียิ่ง ไปกว่าผู้ที่ดะอฺวะฮฺเชิญชวน สู่หนทางของอัลลอฮฺ และปฏิบัติการงานที่ดี รวมทั้งได้กล่าวว่า ฉันเป็นคนหนึ่ง จากบรรดามุสลิม”

การดะอฺวะฮฺสู่หนทางของอัลลอฮฺนั้น หมายถึงการเรียกร้องเชิญชวนผู้อื่น ให้ยึดมั่น ในศาสนาของอัลลอฮฺ อันเป็นหนทางสู่ความเมตตา ของพระองค์ ทั้งนี้ การดะอฺวะฮฺของบรรดาเราะสูล นั้น ครอบคลุมสามสิ่งดังต่อไปนี้

ประการแรก: การรู้จักอัลลอฮฺ ผ่านพระนามอันไพจิตร และคุณลักษณะอันสูงส่งของพระองค์
ประการที่สอง: การรู้จักบทบัญญัติของพระองค์
ประการที่สาม: การรู้ถึงผลบุญซึ่งเป็นรางวัลสำหรับผู้ที่เชื่อฟัง และบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน

ทั้งนี้ การดะอฺวะฮฺเชิญชวนสู่หนทางของอัลลอฮฺนั้น ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญข้อหนึ่ง ของการงานที่ดีงาม อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า

﴿ وَٱلۡعَصۡرِ ١ إِنَّ ٱلۡإِنسَٰنَ لَفِي خُسۡرٍ ٢ إِلَّا ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ وَعَمِلُواْ ٱلصَّٰلِحَٰتِ وَتَوَاصَوۡاْ بِٱلۡحَقِّ وَتَوَاصَوۡاْ بِٱلصَّبۡرِ ٣  ﴾ [العصر: ١-3] 

ความว่า "ขอสาบานด้วยกาลเวลา แท้จริงมนุษย์นั้น อยู่ในการขาดทุน นอกจากบรรดาผู้ศรัทธา และกระทำความดีทั้งหลาย และตักเตือนกันและกันในสิ่งที่เป็นสัจธรรม และตักเตือนกันและกัน ให้มีความอดทน" (อัล-อัศรฺ: 1-3)

การสนับสนุนและส่งเสริมกัน ในสิ่งที่เป็นสัจธรรมนั้น จำเป็นจะต้องมีการชักชวนผู้อื่น สู่หนทางที่ถูกต้อง เช่นเดียวกับการส่งเสริมให้อดทน ที่จะต้องมีการเชิญชวนให้อดทน ต่อการดำรงไว้ซึ่งศาสนาของอัลลอฮฺ ทั้งในสิ่งที่เป็นเรื่องหลักสำคัญ และส่วนที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อย

(การดะอฺวะฮฺ: ระหว่างสองฝ่ายที่สุดขั้ว กับฝ่ายที่ยึดความพอดี)

เราจะเห็นว่า ผู้ที่ทำงานดะอฺวะฮฺในปัจจุบันนั้น อาจแบ่งออกได้เป็นสามประเภท โดยสองประเภทแรก เป็นกลุ่มสุดขั้ว ในขณะที่อีกกลุ่ม เลือกเดินสายกลาง อย่างเที่ยงธรรม

กลุ่มสุดขั้วที่ว่านั้น ฝ่ายหนึ่งเป็นกลุ่ม ที่มีความสุดโต่งเกินเลย กล่าวคือดาอีย์ ผู้ทำการเชิญชวน บางคนอาจ มีความเคร่งครัดในศาสนาสูง จึงหวังที่จะให้ผู้อื่น ปฏิบัติตามหลักการศาสนา ทุกกระเบียดนิ้ว โดยไม่ผ่อนปรน แม้จะเป็นสิ่งที่ศาสนาอนุญาต ให้ผ่อนปรนได้ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเขาเห็นข้อบกพร่องของผู้อื่น ซึ่งเป็นเรื่องมุสตะหับ (ส่งเสริมให้กระทำ แต่ไม่ถึงขั้นวาญิบ – ผู้แปล) เขาก็จะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ และเลือกตักเตือนผู้คนเหล่านั้น ด้วยกิริยาวาจาที่แข็งกร้าว และหยาบกระด้าง ราวกับว่า พวกเขาละทิ้งสิ่งที่เป็นข้อบังคับทางศาสนา เลยทีเดียว ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็เช่น

ตัวอย่างแรก: ชายคนหนึ่งเห็นบางคนละหมาด โดยไม่นั่งพักสั้นๆ ในจังหวะที่จะลุกขึ้นยืนละหมาดต่อ ในร็อกอัตที่สอง หรือร็อกอัตที่สี่ ซึ่งนักวิชาการเรียกว่าการนั่ง “อิสติรอหะฮฺ” ในขณะที่ตัวเขาเห็นว่า การนั่งในลักษณะนี้ ถือเป็นสุนนะฮฺที่ควรปฏิบัติ แต่เขากลับเกรี้ยวกราด ใส่ผู้ที่ไม่ปฏิบัติ และถามว่า “ทำไมคุณไม่ปฏิบัติสิ่งนี้?” ทั้งนี้ ด้วยถ้อยคำวาจา ที่ส่อให้รู้สึกประหนึ่งว่า เขามองเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องวาญิบ ทั้งที่นักวิชาการ มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า การนั่งในลักษณะดังกล่าว ไม่ถือเป็นวาญิบ เพียงแต่มีความเห็นแตกต่างกัน เป็นสามทัศนะดังนี้

ถัดไป

หน้าหลัก

ตุลาคม 25, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม