Custom Search

สะลัฟและเคาะลัฟ

al-azhary

การที่ผมนำเสนอเกี่ยวกับเรื่อง สะลัฟและเคาะลัฟนี้  อันเนื่องจากว่า  มีบางกลุ่มยังเข้าใจคำว่า สะลัฟและเคาะลัฟผิดไป  หรือเข้าใจหลักการอากิดะฮ์ของสะลัฟ และเคาะลัฟผิด พลาด  โดยอ้างว่าตนเองนี้ มีอากิดะฮ์สะลัฟ  ไม่ใช่อากิดะฮ์เคาะลัฟ   หรืออ้างว่าตนเองนี้ มีอากิดะฮ์สะลัฟ  ส่วนผู้อื่นจากตนนั้น มีอากิดะฮ์เคาะลัฟ ซึ่งเป็นบิดอะฮ์  ซึ่งคำพูดอย่างนี้ ไม่ใช่เพียงแต่พูด ในหมู่คนทั่วไปเท่านั้น  แต่ยังครอบคลุมไปถึงผู้รู้บางท่านอีกด้วย  ดังนั้น  กระผมจึงปรารถนาอย่างยิ่ง ที่จะชี้แจงข้อเท็จจริง เกี่ยวกับสะลัฟและเคาะลัฟนี้  เพื่อให้พี่น้องอะฮ์ลิสซุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์ ได้เข้าใจ 

อนึ่ง  คำว่าสะลัฟและเคาะลัฟนั้น  เป็นชื่อเรียกของบรรดาบุคคล ที่อยู่ในช่วงสมัยหนึ่งๆ  เท่านั้น  คือ ทัศนะที่มีน้ำหนัก ก็คือ  สะลัฟ คือกลุ่มชนมุสลิมีน ที่อยู่ในช่วง 300 ปี หลังจากที่ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เสียชีวิตไปแล้ว  และเคาะลัฟ  ก็คือ กลุ่มชนมุสลิมีน ที่อยู่ในช่วงหลังจาก 300 ถัดเรื่อยมา 

คำว่า ซะลัฟ ( السلف ) ในเชิงภาษาอาหรับนั้น หมายถึง ก่อน หรือ เวลาที่ผ่านมาแล้ว ศัพท์เทคนิคตามหลักวิชาการ หมายถึง กลุ่มชนสามศตวรรษแรก ของอุมมะฮฺอิสลาม ที่จากประชาชาติของท่านนบีมุหัมมัด (ซ.ล.)

ท่านอิบนุมัสอูด (ร.ฏ.) รายงานจากท่านร่อซูลุลเลาะฮฺ (ซ.ล.) ท่านกล่าวว่า " บรรดามนุษย์ที่ประเสริฐสุด คือศตวรรษของฉัน จากนั้นบรรดาบุคคล ที่ถัดจากพวกเขา และจากนั้นบรรดาบุคคล ที่ถัดมาจากพวกเขา ..." รายงานโดยท่านอิมามบุคอรีย์ และมุสลิม

กลุ่มชนสามศตวรรษแรกนั้น สามารถจำแนกได้ดังนี้ คือ

1. บรรดาซอฮาบะฮฺ ซึ่งพวกเขาเป็นชนกลุ่มแรก ที่รับอุดุมการณ์ และอะกีดะฮฺต่างๆ จากท่านร่อซูลุลเลาะฮฺ (ซ.ล.) โดยตรง หลักการต่างๆ จึงมั่นคง และมีเสถียรภาพ อยู่ในสติปัญญา และหัวใจของพวกเขา โดยยังความบริสุทธิ์ จากความมัวหมองของบิดอะฮฺ และความคลุมเครือ

2. บรรดาตาบิอีน ซึ่งพวกเขาก็ยังได้รับสัมผัสทางนำของท่านนบี (ซ.ล.) ด้วยการเจริญรอยตาม บรรดาซอฮาบะฮฺ ของท่านร่อซูลุลเลาะฮฺ (ซ.ล.) และได้รับการชี้นำจากพวกเขา ด้วยการได้เห็น อยู่ร่วม และได้รับอิทธิพล จากคำสอนต่างๆ ของท่านร่อซูลุลเลาะฮฺ (ซ.ล.)

3. ตาบิอิตตาบิอีน ซึ่งพวกเขาอยู่ในยุค ที่ความบริสุทธิ์ของหลักการอัลอิสลาม ได้ถูกแทรกซึมจาก หลักการภายนอก ที่ไม่ใช่อัลอิสลาม จึงทำให้บิดอะฮฺ เกิดขึ้นอย่างเปิดเผย โดยบิดอะฮฺ ความลุ่มหลง และอารมณ์ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น จากสมัยหนึ่ง มายังอีกสมัยหนึ่ง จนกระทั้งถึงปัจจุบัน โดยที่ท่านร่อซูลุลเลาะฮฺ (ซ.ล.) ได้กล่าวยืนยันไว้แล้ว ท่านอะนัส บิน มาลิก รายงานจากท่านร่อซูลุลเลาะฮฺ (ซ.ล.) ว่า " ...กาลสมัยหนึ่ง จะไม่ผ่านมากับพวกเจ้า นอกจากว่า กาลสมัยหลังจากนั้น จะเลวร้ายยิ่งกว่า" รายงานโดยบุคอรีย์และมุสลิม

ดังนั้น  เมื่อหลังจากยุคสะลัฟ จะเกิดสิ่งที่เลวร้าย หรือบิดอะฮ์ ขึ้นมาบ้าง ในศาสนาอิสลาม  แต่บรรดานักปราชญ์เคาะลัฟ ก็จะทำการแบกรับ และปกป้องหลักการ และอากิดะฮ์อิสลาม จากศัตรูและพวกบิดอะฮ์  จนกระทั้งหลักการต่างๆ ที่นักปราชญ์เคาะลัฟ ได้มีการรับสืบทอด มาจากนักปราชญ์สะลัฟ  จวบจนถึงเราในปัจจุบัน 

ได้มีหะดิษที่ซอเฮียะฮฺ ที่ได้รับการสนับสนุน จากสายรายงานอื่น มีความว่า

مثل أمتى مثل المطر ، لا يدرى أوله خير أم أخره

" ประชาชาติของฉัน อุปมาดังสายฝน โดยที่ไม่รู้ว่าฝนช่วงแรก หรือช่วงหลัง ที่ดีกว่ากัน " รายงานโดยอิมามอะหฺมัด เล่ม 3 หน้า 130 และท่านตัรมิซีย์ เล่ม 5 หน้า 152 ฮะดิษที่ 2869

ท่านจะพบว่า หะดิษนี้ ชี้ถึงความประเสริฐของชนเคาะลัฟ เช่นเดียวกับสะลัฟ

แต่กระนั้น  ก็ยังมีบางกลุ่มกล่าวว่า  อากิดะฮ์สะลัฟ  ดีกว่าอะกีดะฮ์เคาะลัฟ   ซึ่งความเป็นจริงแล้ว  คำว่าเคาะลัฟและสะลัฟ ไม่ใช่เป็นคำที่ชี้ถึงความเป็นอากิดะฮ์  เนื่องจากสะลัฟและเคาะลัฟนั้น  มีอากิดะฮ์เดียวกัน  และพวกเขาก็มีอะกีดะฮ์อะฮ์ลิสซุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์ เดียวกัน   แต่ความแตกต่างบางประการ ระหว่างสะลัฟ และเคาะลัฟ ในเรื่องอากิดะฮ์นั้น  คือ เกี่ยวกับแนวทาง (الطريق ) หรือ วิธี (الكيفية )  ในการอ้างหลักฐาน จากบรรดาตัวบทต่างๆ  ที่เกี่ยวกับซีฟัตของอัลเลาะฮ ซุบหานะฮ์ ฯ ที่ยังมีความคลุมเคลือ ในจุดมุ่งหมายของมัน เพื่อพวกเขาจะไปสู่หลักอะกีดะฮ์เดียวกัน ในการยึดมั่นถึงความบริสุทธิ์ (التنزيه ) กับบรรดาซีฟัตของอัลเลาะฮ์ ซุบหานะฮ์ ฯ โดยให้พ้นจากการไปมีความเชื่อ ในการยืนยันถึงความเสมอเหมือน หรือคล้ายคลึงกับ บรรดาคุณลักษณะของมัคโลค   

คือบรรดาสะลัฟส่วนมากนั้นจะทำการมอบ หมาย(التفويض )  คืออ่านผ่านมันไปตามที่ได้ระบุมา  โดยไม่ทำการอธิบายความหมาย  และทำการมอบหมายความรู้ไปยังอัลเลาะฮ์  ซุบหานะฮ์ และท่านร่อซูลุลเลาะฮ์  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม   และส่วนมากของสะลัฟนั้น ทำการตีความ (التأويل ) ด้วยความหมายที่เหมาะสม กับความเกรียงไกรของอัลเลาะฮ์  ซุบหานะฮ์ ฯ โดยตรงกับหลักภาษาอาหรับ ซึ่งเป็นภาษาของคำภีร์อัลกุรอาน

เรามักจะพูด และได้ยินคำพูดที่ว่า

  السلف أسلم و الخلف أعلم

"สะลัฟนั้นปลอดภัยกว่า  และเคาะลัฟนั้นรู้มากกว่า"

ซึ่งคำกล่าวในความหมายทำนองนี้  จะเป็นคำกล่าวของบรรดานักปราชญ์อะฮ์ลิสซุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์ จากอัลอิชาอิเราะฮ์ และอัลมุตูริดียะฮ์   จนกระทั้งมีบางแนวทางในปัจจุบัน ที่มีความอคติ กับอัลอะชาอิเราะฮ์ และอัลมุตูริดียะฮ์  โดยทำการโพธนาแอบอ้าง และเก็บเกี่ยวจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ของคนทั่วไปว่า  "อัลอะชาอิเราะฮ์ กล่าวว่าเคาะลัฟนั้น มีความรู้มากกว่าสะลัฟ"!!!  ทั้งที่ข้อเท็จจริง ไม่ใช่เป็นอย่างนั้นเลย แม้แต่น้อย และเท่าไหร่แล้ว จากคำกล่าวที่ถูกต้อง ที่มีผู้ตำหนิ อันเนื่องจากเขา มีความเข้าใจที่ป่วยไข้

ความจริงแล้ว  ถ้อยคำดังกล่าว  ไม่ใช่หมายถึงเคาะลัฟ มีความรู้มากกว่าสะลัฟ  แต่มันหมายถึง  "วิธีหรือแนวทางการอ้างหลักฐาน ของสะลัฟนั้น ปลอดภัยกว่า และวิธีหรือแนวทาง การอ้างหลักฐานของเคาะลัฟนั้น ให้ความรู้ยิ่งกว่า" 

ท่าน อิมาม อัศศุบกีย์  กล่าวว่า

والتفويض مذهب السلف وهو أسلم، والتأويل مذهب الخلف وهو أعلم، أى أحوج الى مزيد علم

"การมอบหมายนั้น  คือ แนวทางของสะลัฟ  โดยที่มันปลอดภัยกว่า  และการตีความนั้น  คือ แนวทางของเคาะลัฟ  โดยที่มีความรู้มากกว่า  ซึ่งหมายถึง  ต้องการไปยังการเพิ่มความรู้ได้มากกว่า"  ดู หะชียะฮ์ อัลอัฏฏ๊อร อะลา ชัรหฺ ญัมอิลญะวาเมี๊ยะ  เล่ม 1 หน้า 461

ถัดไป

หน้าหลัก

สิงหาคม 29, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม