Custom Search

การบริหารความขัดแย้ง

เขียนโดย วินัย สะมะอุน   

ความขัดแย้งเป็นสภาพปกติของมนุษย์ชาติ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางด้านความคิด ความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้งทางสังคม ความขัดแย้งทางศาสนา วัฒนธรรม สมัยก่อนความขัดแย้งระหว่าง ๒ ฝ่าย ได้ก่อปัญหาความแตกแยก ถึงขั้นทำสงครามกัน ทำให้ผู้คนทั้งสองฝ่าย เสียชีวิตจำนวนมหาศาล แม้กระทั่งความขัดแย้งทางศาสนา ก็เคยก่อให้เกิดปัญหาความแตกแยก และทำสงครามระหว่างสองฝ่าย จนแต่ละฝ่ายนั้นต้องเสียหายรี้พลรวม เป็นจำนวนล้าน

หากจะย้อนหลัง ศึกษาประเด็นความขัดแย้ง เราสามารถย้อนหลัง ไปถึงปัญหาความขัดแย้ง ที่ปรากฏในสวรรค์ ระหว่างนบีอาดัมกับอิบลีส จนเป็นเหตุให้ทั้งหมด ต้องออกจากสวรรค์ ลงมาประจำอยู่ในโลก จนถึงปัจจุบัน สู่อนาคตอีกยาวไกล และเมื่อนบีอาดัมมีบุตร ความขัดแย้งระหว่างบุตร คือกอบิลและฮาบิล ก็เกิดขึ้นให้เราได้ศึกษา อันที่จริงความขัดแย้งทางความคิด มิใช่ความเสียหาย ตรงกันข้ามความขัดแย้งทำให้เกิดความเข้มแข็ง อุปมาเสมือนการประลองกัน ระหว่างคนที่มีฝีมือสองฝ่ายที่แตกต่างกัน แม้กระทั่งในตัวเราเอง ก็จะเห็นความขัดแย้งกันอยู่เสมอ การต่อสู้ทางความคิดในตัวตนของเรา ก็จะเห็นอย่างชัดเจน ว่ามีการประลองความขัดแย้งกันอยู่บ่อยๆ  จนเมื่อสมองได้พิสูจน์ด้วยเหตุผล และประสบการณ์ทั้งสองฝ่ายว่าฝ่ายใดชนะ  ฝ่ายชนะจะมีความมั่นใจสูงกว่าเดิม  และการปฏิบัติในสาระที่ตั้งความหวังไว้ ก็จะมีกำลังใจ  ประสบความสำเร็จ  ส่วนฝ่ายแพ้การประลองความคิด ก็ยอมรับในความพ่ายแพ้ของตนเอง  และมีความสุภาพ และมีน้ำใจพอ ที่จะไม่โกรธเคือง คิดล้างแค้น อย่างที่คนเกเรทั่วไปปฏิบัติ

 แม้แต่การแข่งขันกีฬาทุกประเภท ก็จะตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับที่กล่าวมา เมื่อการแข่งขันกีฬารู้ผลแล้ว คนแพ้และคนชนะ ก็จะวิ่งมาสวมกอดกัน  เมื่อฝ่ายแพ้แสดงความยินดี และฝ่ายชนะก็มีความภาคภูมิใจและรับผิดชอบภารกิจร่วมกันตลอดไป  การกีฬาที่ถูกจัดระดับหลายระดับ ย่อมมีเนื้อหาจากการต่อสู้ของคู่ต่อสู้ จะเป็นสองต่อสอง หรือฝ่ายต่อฝ่ายก็ตาม แน่นอนการต่อสู้ของฝ่ายต่อฝ่าย ย่อมประกอบด้วยคนจำนวนมาก  แต่การต่อสู้นั้น ต่างฝ่ายต่างระมัดระวังรักษากติกาอย่างเข้มแข็ง  เพราะฝ่ายใดทำผิดกติกา ก็แสดงว่าฝ่ายนั้น แพ้คะแนนไปแล้ว จะมากน้อยก็แล้วแต่ผู้ตัดสิน    นี่แหละคือการแข่งขันทำความดี ที่อัลกุรอานส่งเสริม และบัญญัติความว่า “.....พวกเจ้าทั้งหลายจงแข่งขันทำความดีกันเถิด......” (๒/๑๔๘)

ความขัดแย้งจากต้นเหตุทางวิชาการ หรือทางการบริหาร ย่อมมีเหตุผลในตัวของมันเอง ที่ไม่นำไปสู่ความแตกแยก หรือผลเสียใดๆ ทั้งสิ้น  คู่กรณีที่ขัดแย้งกัน ในด้านวิชาการ หรือด้านการบริหาร แต่ขยายความขัดแย้งนั้น ไปถึงระดับแตกแยก นั่นคือกิเลสตัณหาของคู่ขัดแย้งเอง หมายถึง  อารมณ์ร้ายที่นำไปสู่ความมืดบอดของปัญหาทั้งหมด อันนำไปสู่การวิวาท ซึ่งเริ่มต้นด้วยวาจา อันขยายไปสู่ความแตกแยกทางจิตใจ แล้วมักจะลงเอยกันที่การใช้กำลังต่อสู้ เพื่อเอาชนะกัน ความขัดแย้งและความแตกแยก จะขยายออกไปอย่างกว้างขวาง มิเฉพาะแต่คู่เดิม แต่จะมีคนเข้ามาร่วมในความแตกแยกนั้น โดยบุคคลที่สัมพันธ์กับเขาอีกหลายด้าน ไม่ว่าด้านเครือญาติ ด้านมิตรสหาย หรือด้านศาสนา หรือด้านเชื้อชาติ หรือด้านลัทธิความเชื่อ หรือด้านผลประโยชน์ ความแตกแยกจะขยายไปถึงการต่อสู้ จนถึงเป็นสงครามอย่างแน่นอน

 ลักษณะความขัดแย้งเช่นนี้ เป็นผลเสียต่อตัวเอง และต่อสังคมอย่างแน่นอน ส่วนความขัดแย้ง ที่ไม่นำไปสู่ความแตกแยก แต่นำไปสู่การขยายตัวทางวิชาการ หรือการขยายตัวทางนโยบายการบริหาร จะเป็นผลดีต่อตัวเองและต่อสังคม รวมทั้งต่อการผลิต สังคมจะได้รับประโยชน์จากความขัดแย้งลักษณะนี้  เหมือนกับที่ท่านศาสดา ฯ สอนว่า  “ความขัดแย้งของประชาชาติฉัน ย่อมเป็นเมตตาธรรม”

   นักวิชาการที่ขัดแย้งกันในความเห็น ไม่ว่าวิชาแขนงไหน เมื่อมีการตอบโต้กันด้วยความบริสุทธิ์ใจ มิใช่ตอบโต้กันด้วยอารมณ์ ผลยุติแห่งความขัดแย้งกันนั้น จะไม่เกิดปัญหาทางสังคมและคู่กรณีที่ขัดแย้ง เพราะมิได้ตอบโต้ความขัดแย้ง เพียงเพื่อเอาชนะกัน แต่ด้วยความเคารพต่อสิทธิของกันและกัน  สรุปแล้ว “ฝ่ายแพ้จะขอบคุณ ฝ่ายชนะจะเมตตา และทั้งสองฝ่ายจะได้บุญ” 

 การยุติความขัดแย้งในทุกกรณี จะต้องยุติที่อัลกุรอานและอัลหะดิษ มิใช่ยุติกันที่อารมณ์ หรือหลักการที่มนุษย์คิดกันเอง แม้หลักการของมนุษย์ จะดีเด่นแค่ไหน หากขัดแย้งกับอัลกุรอานและอัลหะดิษ ก็จะต้องปรับปรุงแก้ไขหลักการนั้น ให้สอดคล้องกับอัลกุรอานและอัลหะดิษ    อัลกุรอานบัญญัติความว่า “.......ครั้นเมื่อพวกเจ้าขัดแย้งกันในเรื่องใด  พวกเจ้าจงนำเรื่องนั้นกลับคืนสู่อัลลอฮ์และรอซูล.....” (๔/๕๙)

 ดังนั้น เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในองค์กรใด จะต้องนำข้อขัดแย้งนั้น มาพิจารณาด้วยพื้นฐานของหลักการอิสลาม คือ อัลกุรอาน (บทบทญัติจากอัลลอฮ์)  และอัลหะดิษ  (คำตรัสของท่านศาสดา) การตีความต่างๆ จะต้องตีความด้วยบันฐานของทั้งสองนั้น ทุกบทสรุป จะต้องสามารถมีบทอัลกุรอาน หรืออัลหะดิษ มาอ้างอิง จะโดยอ้างอิงเนื้อหาโดยตรง หรือเนื้อหาโดยตีความก็ตาม การตีความ ไม่ควรจะตีความห่างจากเนื้อหาจนเกินไปนัก นั่นคือการตีความนั้น กว่าจะเข้ามาสู่เนื้อหาได้ ก็ต้องสรุปกันหลายประโยคหลายทฤษฎีหลายเหตุผลจนเมื่อยสมอง

 ประเด็นที่แตกต่างที่นำไปสู่ความขัดแย้ง มีเหตุมาจาก  การเห็น การฟัง  การนึกคิด  สามส่วนนี้ในแต่ละคนที่รับผิดชอบภารกิจเดียวกัน ย่อมมีโอกาสที่จะแตกต่างกัน ไม่ตรงกัน เพราะความเคลือบแคลง เพราะความระแวง เพราะความไม่ชัดเจน คือ เห็นไม่ชัด ฟังไม่ชัด นึกคิดไม่ชัด  เป็นสาเหตุนำไปสู่ความขัดแย้ง หากบริหารความขัดแย้งไม่เป็น  ความแตกแยกก็จะเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย  อัลกุรอานจึงบัญญัติให้เราต้องรับผิดชอบทั้งสามส่วนนั้นความว่า “........แท้จริงหูก็ดี ตาก็ดี และหัวใจก็ดี ทั้งหมดนั้นจะถูกสอบถามอย่างแน่นอน”  (๑๗/๓๖)
 
 ที่จริงความขัดแย้งดังกล่าวนั้น เรายังไม่ควรที่จะรีบด่วนเข้าไปเผชิญหน้า กับคู่แข่งเพื่อหาข้อยุติ เพราะหากเป็นประเด็น หรือเป็นเรื่องที่อาจเป็นเหตุนำไปสู่ความรุนแรง ก็ควรจะหลบหลีกที่จะโต้แย้ง ไม่ควรรีบโต้แย้งอย่างกะทันหัน ท่ามกลางพายุแห่งความปั่นป่วนของอารมณ์ และความโกรธเกรี้ยว  อัลกุรอานบัญญัติความว่า “และเมื่อเจ้าเห็นบรรดาผู้กำลังล่วงเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์ บรรดาโองการของเรา จงหันห่างจากพวกเขา จนกว่าพวกเขาจะเข้าไปสู่เรื่องอื่น  และบางทีไซฏอนทำให้เจ้าลืมตัว ดังนั้น เจ้าอย่านั่งร่วมกับบรรดาผู้อธรรม หลังจากได้ระลึกแล้ว” (๖/ ๖๘)

 การประชุม การสั่งงาน เป็นองค์ประกอบสำคัญในการบริหาร และเครื่องมือสำคัญ สำหรับองค์ประกอบนั้นก็คือ หู ตา สมอง ต้องใช้มันทั้งสามส่วน อย่างปะติดปะต่อ ขาดส่วนใดไม่ได้เลย ประเด็นที่หูฟังมา หากเราฟังด้วยความหวังดี เราจะไม่นำไปหาเรื่อง กุรอานโองการนี้ จึงไม่บัญญัติถึงปาก แม้ประเด็นต่างๆ  จะออกมาจากปากก็ตาม เพราะปากมีหน้าที่ต้องพูดอยู่แล้ว โดยแท้จริงเรื่องที่เกิดขึ้นได้นั้น เนื่องมาจากหูที่ฟังคนพูดหากผู้ฟังฟังเฉยๆ ก็ไม่มีเรื่อง แต่หากผู้ฟังนำคำพูดนั้น ไปหาเรื่อง ก็จะเกิดเรื่องโดยไม่ยากเลย เหมือนตาถ้าเราดูเฉยๆ  อย่าคิดอะไรมากเรื่องก็ไม่มี  แต่ถ้านำสิ่งที่เห็นไปหาเรื่อง ก็เกิดเรื่องได้เช่นเดียวกัน  และที่สำคัญที่สุด ก็คือสมองหรือใจที่เรานำมาคิด จะคิดดีหรือคิดร้าย ก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง ไม่ว่าจะคิดเนื่องมาจากสัญญาณจากหู หรือจากตาก็ตาม แต่สมองหรือใจ เป็นผู้สั่งการไปสู่ร่างกายทุกส่วนให้ปฏิบัติตาม และต้องรับผิดชอบการกระทำนั้น

 การบริหารความขัดแย้ง จึงต้องฟังต้องดู และต้องคิดให้ละเอียดและรอบคอบ  ผู้บริหารทุกระดับและทุกองค์กร ต้องเรียนรู้ผู้ร่วมงานทุกระดับ และทุกตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นพฤตินิสัยส่วนตัวของเขา  เรียนรู้วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์  ผลสัมฤทธิ์  ความบกพร่อง และระเบียบข้อบังคับขององค์กร ให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างถูกต้องตามที่กำหนด แน่นอนความขัดแย้งในองค์กรย่อมจางหาย และหมดไปในที่สุด
   ผู้รับผิดชอบงานทุกระดับ จะเป็นระดับบริหาร หรือระดับปฏิบัติก็ตาม ต้องมีความเคารพต่ออัตลักษณ์ขององค์กรในด้านต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว อย่างบริสุทธิ์  ด้วยความมั่นใจในองค์กร  เคารพกติกา  รักความจริง  ยอมรับผิด  รู้จักแก้ไข  ตั้งใจริเริ่ม มีจิตให้อภัย  กิริยาสุภาพ  อ่อนโยน ปรึกษา  ยินดี   คุณสมบัติเหล่านี้ เมื่อองค์กรใดสะสมไว้ และมีอยู่ในคณะทำงานทุกคนทุกระดับ  ปัญหาขัดแย้งที่เกิดขึ้น จะได้รับการแก้ไข  และโอกาสที่ความขัดแย้งจะเกิดขึ้นเป็นไปได้ยากมาก  เอกภาพขององค์กรจะยืนยงตลอดไป

 ผู้นำผู้บริหารและผู้สั่งงาน เป็นคนๆ เดียวกัน จะสั่งงานโดยวาจา หรือโดยเอกสารก็ตาม และการบริหารที่มีคุณภาพนั้น ควรเป็นการบริหารที่ผ่านการประชุมปรึกษา มิใช่ใช้อำนาจโดยพละการ  เมื่อผ่านการประชุมปรึกษา การสั่งงานที่เป็นหน้าที่ของผู้บริหารเพียงคนเดียว จะมีความมั่นใจและมั่นคง  ผู้บริหารจะสั่งงานก็ควรใช้ปากสั่งงาน ซึ่งทำให้ผู้บริหารได้ใกล้ชิดกับผู้ปฏิบัติยิ่งขึ้น  ส่วนการสั่งงานโดยใช้เอกสารจะทำให้ผู้บริหารกับผู้ปฏิบัติห่างเหินกัน ความใกล้ชิดกันย่อมสร้างความรักสามัคคีไม่ร้าวฉาน ไม่แตกแยก ทำให้องค์กรมีความก้าวหน้า และมั่นคงตลอดไป

 ผู้บริหารกับผู้ปฏิบัติ ต้องอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิด  สามารถติดต่อและสื่อสารถึงกันได้ตลอดเวลา อย่างรวดเร็ว อย่างน้อยที่สุดติดต่อกันทางโทรศัพท์ ถ้าหากทั้งสองฝ่ายอยู่ห่างกัน  และการพบกัน อาจทำให้เสียเวลาและเสียงาน แต่เมื่อมีเวลาว่างผู้บริหารกับผู้ปฏิบัติ จะต้องพบกัน คุยกัน ปรึกษากัน  ทั้งในรูปแบบหรือไร้รูปแบบ เมื่อข้อตกลงเกิดขึ้น จากวิธีการใดๆ ก็ตาม  ควรจะนำเสนอในการประชุมอย่างเป็นทางการเพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐาน  อัลกุรอานที่บัญญัติความว่า “...และหากเจ้ากักขฬะหยาบช้า จิตกระด้าง พวกเขาย่อมหนีห่าง ไปจากเจ้าอย่างแน่นอน.....”(๓/๑๕๙)  แสดงว่าการบริหารองค์กร จะต้องอยู่กันอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา ระหว่างผู้บริหารในระดับต่างๆ และผู้ปฏิบัติในภารกิจต่างๆ  การจะอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิด ผู้บริหารจะต้องไม่มีความกักขฬะ หยาบช้า และจิตกระด้าง ดังกล่าวมาแล้ว  สภาพกิริยาที่ไม่กักขฬะและจิตที่ไม่กระด้าง เป็นปัจจัยสำคัญยิ่ง ในการบริหารองค์กร ผู้บริหารตามรูปลักษณ์ที่ว่านี้ จะต้องมีแต่ความสุภาพอ่อนโยน ตามอัลกุรอานบัญญัติความว่า “ด้วยความเมตตาจากอัลลอฮ์ เจ้าจึงสุภาพอ่อนโยน....”(๓/๑๕๙) ผู้บริหารจึงต้องพูดจาสุภาพอ่อนโอน นอบน้อม  ถ่อมตน  มีมารยาท อย่าใช้วาจาก้าวร้าว ดุดัน แข็งกร้าว รุนแรง หยาบคาย   และคนที่พูดจาสุภาพอ่อนโยน จะมีใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลาที่พูด  อาการแสดงออกเช่นนี้ แสดงว่าเขาเป็นผู้บริหารที่ใจดี  ใจกว้าง ใจบุญ  จริงใจ เมตตาสูง ทุกคนในองค์กร ไม่ว่าจะอยู่ในระดับใด จะรักเคารพเขา คำพูดของเขาที่สุภาพอ่อนโยนนั้น จะไม่มีใครปฏิเสธ มีแต่คนสนับสนุน  อยากทำตาม  มีความสุขที่ได้ฟังและได้ทำตาม  ผลที่เกิดขึ้นกับองค์กร คือบุคคลากรทุกฝ่ายและทุกระดับ ตั้งใจจริง มั่นใจ มุมานะ มีความสุข ไม่รู้สึกเบื่อหน่าย ไม่รู้สึกลังเล ไม่รู้สึกเป็นทุกข์ ไม่รู้สึกลำบาก ไม่รู้สึกขัดขืน

 การปฏิบัติภารกิจต่างๆ นั้น  ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา เราจึงต้องมีโอกาสทำผิดบ้างในบางวาระ รวมทั้งคิดผิด ตัดสินใจผิด ตั้งเป้าหมายผิด  อย่าได้คิดว่าเป็นข้อหา ที่มีความผิดอย่างรุนแรง จนอภัยให้ไม่ได้ แล้วก็ลงโทษอย่างไม่ให้โอกาสแก้ตัว  ความจริงสภาพปกติของคนเรานั้น ต้องมีโอกาสทำผิดกันทั้งนั้น เราจึงต้องให้อภัยแก่กันและกัน  โดยเฉพาะเราเป็นผู้บริหาร หากจิตเราแข็งโป๊ก ไม่ยอมให้อภัยใคร เราจะเป็นผู้บริหารไม่ได้หรอก อัลกุรอานได้บัญญัติ เพื่อเราพึงนำไปปฏิบัติความว่า “.....ดังนั้น เจ้าจงให้อภัยแก่พวกเขา และจงขออภัยให้พวกเขา.....”(๓/๑๕๙)   หนักหนานักหรือ ที่จะให้อภัย แท้จริงเมื่อเราให้อภัยใคร ใจเราจะรู้สึกเบาและว่างสบาย มีความสุขอย่างที่สุด แล้วเราไม่อยากมีความสุขหรือ?

ถัดไป

หน้าหลัก

ตุลาคม 27, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม