Custom Search

บทบาทของพ่อในอิสลาม

โดย ... อบู อับดิลหะกีม

โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงปกป้องตัวของสูเจ้า และครอบครัวของสูเจ้า ให้พ้นจากไฟนรก ซึ่งเชื้อเพลิงของมันนั้น คือมนุษย์และหิน” (อัตตะฮฺรีม 6)

คำว่า “พ่อ” เราทุกคนเคยใช้ในการเรียกผู้บังเกิดเกล้า ผู้ที่เลี้ยงดูเรา ผู้ที่คอยเฝ้าอันตราย ที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเรา งานเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งจากอีกหลายชิ้นงาน ที่พ่อได้ทำให้เรา

อิสลามในฐานะเป็นศาสนาที่สมบูรณ์แบบ ได้ให้ความสำคัญกับผู้เป็นพ่อ ถึงขนาดว่า เป็นผู้ดูแลกิจการทุกอย่าง ที่เกิดขึ้นกับสถาบันครอบครัว พ่อคือผู้ที่มีบทบาทสำคัญ และเป็นผู้ที่ได้รับอามานะฮฺจากอัลลอฮฺ กอร์ปกับการที่ต้องถูกสอบในวันอาคีเราะฮฺ ต่อหน้าที่อันสำคัญนี้ ดังหะดีษบทหนึ่ง

“...พวกท่านทุกคนเป็นผู้ปกครอง และพวกท่านทุกคน จะต้องรับผิดชอบ ในสิ่งที่อยู่ใต้การปกครอง ผู้นำเป็นผู้ปกครอง บรุรุษนั้น เป็นผู้ปกครองสมาชิกครอบครัวของเขา....(บันทึกโดย มุสลิม 3/1459 ภาคว่าด้วยการปกครอง บทที่ว่าด้วยผู้นำที่ยุติธรรม)

จากการที่ผู้เป็นพ่อต้องรับผิดชอบ หรือรับอะมานะฮฺจากอัลลอฮฺ ทำให้เขาต้องคำนึง ถึงอนาคตของตนเอง และผู้ใต้การปกครองของท่าน ท่านต้องพยายามตัดถนนบนเส้นทาง ที่ปราศจากภยันตราย เพื่อการเดินทางของรถครอบครัว ให้เกิความผาสุก ทั้งยุคนี้และมีชีวาที่สง่างาม ในโลกหน้า อินชาอัลลอฮฺ ท่านต้องเริ่มต้นชีวิตคู่ ด้วยการเลือกเนื้อคู่ หรือศรีภรรยาที่ศอลิหะฮฺ นั่นคืออะมานะฮฺแรก ที่ท่านต้องรับผิดชอบ กับทายาทที่สมัครมาใหม่ เมื่อท่านได้ตำแหน่ง “พ่อ” และนั่นก็คืออะมานะฮฺชิ้นที่สอง ซึ่งผู้เขียนจะขอกล่าว ณ ที่นี้ หวังว่าจะไดัรับการชี้นำจากอัลลอฮฺ

แด่ ... ผู้เป็นพ่อมือใหม่ หรือจะเป็นมือเก่าก็ตาม ของขวัญชิ้นแรกที่ท่านต้องมอบให้กับลูกรัก ก็คือการส่งเสียงอาซานข้างๆ หูของลูก จากนั้นท่านลองป้อนเนื้ออินทผาลัม ให้ลูกได้ชิม พร้อมด้วยหยดน้ำตามเข้าปาก ฉากนี้มีชื่อตามภาษาบ้านเราว่า “เปิดปาก” และท่านต้องหาชื่อดีๆ ที่จะตั้งให้กับลูก แล้วอย่าลืมเชือดสัตว์ อะกีเกาะฮฺ เพื่อตามซุนนะฮฺ  สิ่งเหล่านี้ ท่านควรศึกษาจากตำราศาสนา ลูกของท่าน คืออะมานะฮฺอันสำคัญ ที่ท่านต้องแบกรับเอาไว้อย่างหนักอึ้ง ทารกที่เกิดมาใหม่นั้น เป็นชีวิตที่มีจิตใจที่ใสสะอาด ปราศจากเชื้อโรคมะอฺศิยัต ดังที่ท่านนบี  ได้กล่าวไว้ว่า  “เด็กทุกคนนั้นเกิดมาตามธรรมชาติ ที่สะอาดบริสุทธิ์ ดังนั้น พ่อแม่ของเขานั่นแหละ ที่ทำให้เขาเป็นยิว เป็นคริสต์ หรือเป็นพวกบูชาไฟ” (บันทึกโดย บุคอรีย์ 2/125 ภาคว่าด้วยการจัดการศพ)

จากบทหะดีษข้างต้น จะเห็นได้ว่าอิสลามมอบบทบาทที่สำคัญ ให้แก่พ่อแม่ในการรักษา ความบริสุทธิ์ของลูกๆ ให้คงไว้ตลอดไป โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่บ้านเมืองเฟื่องฟู ด้วยโรคร้ายภยันตรายหลายๆ ด้าน สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่ข่มเหงรังแก ล่วงละเมิดทางเพศ และที่ยิ่งไปกว่านั้น คือผู้ที่เป็นความหวังของสังคม ความหวังของศาสนา ได้พากันมั่วสุมสิ่งผิดกฏหมาย ฉะนั้น การอบรมสั่งสอนลูกๆ นั้นเป็นเรื่องใหญ่ และสำคัญ เพราะมีผลต่อศาสนา ต่อสังคมและประเทศชาติ

ณ วรรคนี้ ผู้เขียนอยากจะขออนุญาต หยิบยกสองชิ้นงานใหญ่ๆ ที่ผู้เป็นพ่อต้องตระหนัก และให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง นั้นก็คือการให้การศึกษา (ความรู้) และการอบรมบ่มนิสัยลูกๆ

(1) การให้การศึกษา (ให้ความรู้)

ทารกนั้น จะเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่แรกเกิด เริ่มจากวิธีการดูดนมแม่ การส่งเสียงร้อง เมื่อเกิดการหิว และอีกหลายพฤติกรรม ที่ทารกแสดงออกมา เรามักจะเห็นพฤติกรรมเด็กๆ ในช่วงอายุต้นๆ เหมือนกับพ่อบ้าง เหมือนกับแม่ หรือพี่น้องคนอื่นๆบ้าง จากการศึกษาพบว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เด็กสามารถที่จะทำตามคนอื่น ในช่วงอายุห้าปีแรก โดยเฉพาะพ่อ คือต้นแบบที่ลูกๆ นำมาวาดลวดลายในตัวเอง ดังนั้น พ่อจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องเสนอแบบอย่างที่ดีต่อหน้าลูกๆ

 ท่านอิบนุล เญาซี ได้กล่าวไว้ว่า  “การอบรมที่ดีต้องเริ่มตั้งแต่เด็กๆ หากปล่อยไว้จนโต แน่อนมันเป็นสิ่งที่ยากมาก” (อัตฏิบ อัรรูหานีย์ หน้า 60)

ดังที่กวีท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า

กิ่งไม้นั้น หากท่านดัด มักจะตรง                   แต่คงไม่ เมื่อเป็นไม้ ที่แข้งกร้าว
เมื่อยังเด็ก เก็บได้พอ ต่อคำกล่าว                 พอเป็นเยาว์ กล่าวเท่าไหร่ ไม่เป็นผล

ด้วยเหตุที่ว่าการให้การศึกษา เป็นหน้าที่หนึ่งที่คุณพ่อต้องให้กับลูกๆ ฉะนั้น คุณพ่อต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ในเรื่องศาสนา สิ่งไหนเป็นสิ่งหะลาล และสิ่งไหนเป็นสิ่งหะรอม มีความรู้ในเรื่องการอบรมลูก สอนให้ลูกๆ ได้ปฏิบัติศาสนกิจประจำวัน เช่น การละหมาดที่ถูกต้อง การใช้ชีวิตตามครรลองของอิสลาม ถ้าหากคุณพ่อเป็นผู้หนึ่ง ที่ปราศจากความรู้ทางศาสนา ก็จงอย่าละทิ้งลูกๆ ให้สังคมดูดไป  สุดท้ายก็เป็นขยะสังคม จงเลือกสถานที่เรียนให้แก่ลูกๆ หวังเพื่ออนาคตข้างหน้า ลูกจะได้เป็นของขวัญอันล้ำค่า ให้กับสังคมที่ดี

เด็กเล็กนั้น ไม่สามารถที่จะแยกแะ ระหว่างสิ่งที่ดีกับสิ่งที่เลว แต่จะคอยตามคำสั่ง หรือการอบรมบ่มนิสัยจากผู้ใหญ่  เด็กจะใช้ชีวิตบนเส้นทาง ที่ผู้ใหญ่ได้ลากเส้นไว้  หากผู้ใหญ่ หรือผู้เป็นพ่อ ไม่ได้กำหนดเส้น ไม่ได้ให้คำชี้แนะ แน่นอนชีวิตของเด็ก จะต่ำต้อยด้อยโอกาสในทางที่ดี  ดังนั้น พ่อจึงเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญ ในการชุบชีวิตลูก เพื่อให้ลูกได้เป็นผู้ที่มีมารยาทงาม ห่างไกลจากสิ่งเลวร้าย สุดท้ายคือพำนักอยู่ ณ สวนสวรรค์ที่สุขสบาย

เราลองมาดูแบบฉบับที่ประทับใจ จากท่านรอซูล  แสดงให้กับผู้เป็นพ่อ ดังที่มีสายรายงานว่า ครั้งหนึ่ง ท่านรอซูล  ได้เห็นเด็กคนหนึ่ง ซึ่งกำลังลอกหนังสัตว์อย่างผิดๆ

ท่านรอซูล  ได้กล่าวว่า “หลีกหน่อยน่ะ เดี๋ยวฉันจะทำให้ดู” แล้วท่านรอซูล  ก็ทำตัวอย่างให้ดู ด้วยการเอามือลอก (รายงานโดยอบูดาวูด หมายเลขหะดีษ 185)

นี่คือแบบฉบับที่ดี  ถึงแม้ว่าท่านรอซูล  มีงานใหญ่ที่ต้องรับผิดชอบ  แต่ท่านก็ไม่ได้ละเลย กับการที่จะช่วยชี้แนะ ให้กับเด็กเล็กๆ ในเรื่องการลอกหนังสัตว์ ทั้งๆ ที่ซอหาบะฮฺคนอื่นๆ ก็สามารถช่วยให้การชี้แนะได้ แต่อะไรเล่าเป็นสิ่งกีดขวาง ที่คอยห้ามผู้เป็นพ่อ ไม่ให้ร่วมกับลูก ณ เวลาที่เหมาะสม เพื่อการให้ความรู้หรืออบรมบ่มนิสัย ซึ่งมันสำคัญยิ่งไปกว่า การลอกหนังสัตว์เสียอีก สำหรับผู้เป็นพ่อแล้ว การให้คาวามรู้นั้นไม่ใช่ว่าต้องใช้วิธี ที่ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว แต่ที่สำคัญคือการให้ความรู้ การปลูกฝังหลักการศรัทธา ที่เที่ยงตรง มารยาทงามที่ยึดตามหลักอัลกุรอาน และซนนะฮฺ  หากวิธีการบรรยาย เป็นเรื่องยากสำหรับเขา ก็จงใช้วิธีการอ่าน วิธีการตอบคำถาม หรือวิธีอื่นๆ ที่เห็นเหมาะสมกับวัยเด็ก และไม่ใช่ว่า จะให้ความรู้ในช่วงเวลา ที่ได้ถูกกำหนดไว้แน่นอนแล้วเท่านั้น แต่คุณพ่อสามารถที่จะให้ความรู้กับลูกๆ ทุกเวลา ที่เห็นว่าสมควร คุณพ่ออาจจะให้ลูกได้ท่องอัลกุรอาน หรือหะดีษ หรือบทซิกรฺ ในช่วงที่ท่านกำลังขับรถรับส่งลูก จากโรงเรียน ซึ่งเป็นเวลา ที่เราสามารถนำมาใช้ ให้เกิดประโยชน์ได้ (อัลก็อฏฏอน,อะหฺมัด. หน้าที่ของพ่อต่อลูกๆ หน้า36)

(2) การอบรม

นักอบรมมุสลิม ได้ให้การยอมรับต่อความสำคัญ ของการทำโทษ ซึ่งเป็นวิธีหนึ่ง ที่สามารถจะช่วยในการอบรมบ่มนิสัยของเด็ก ให้ดีขึ้นได้ แต่ควรนำมาใช้ในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น และต้องเหมาะสมกับวัยของเด็กด้วย ครั้งหนึ่งท่านรอซูล  ได้เห็นอบูบักรฺกำลังตีเด็ก ท่านรอซูล  ได้แต่ยิ้ม และไม่ได้ห้ามแต่ประการใด  (รายงานโดย อัลหากิม ใน อัลมุสตัดร็อก เล่ม1 หน้า 454 )

การตีเด็กในกรณีจำเป็นนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ดังหะดีษบทหนึ่งที่มีความว่า

ท่านจงให้ลูกๆ ของท่านละหมาดเมื่ออายุได้เจ็ดขวบ และเมื่ออายุสิบขวบ (เขาไม่ละหมาด) ให้เฆี่ยนตีได้ และจงแยกที่นอน ในระหว่างพวกเขาด้วยกัน” (บันทึกโดย อบูดาวูด หมายเลขหะดีษ 495 ภาคว่าด้วยการละหมาด บทที่ว่าด้วย เมื่อใดที่ต้องสั่งให้เด็กละหมาด)

สำหรับผู้เป็นพ่อ ต้องเข้าใจว่าการเฆี่ยนตี เป็นมาตรการสุดท้าย ที่ควรนำมาใช้การอบรม ไม่ใช่ว่าทุกครั้งที่ลูกทำผิด ก็เอามาตรการนี้มาใช้ จนทำให้ลูกเกิดความเคยชิน กับสิ่งนี้ ไม่รู้สึกกลัว และในที่สุดการเฆี่ยนตี ก็ไม่มีผลอะไรกับลูกๆ มิหนำซ้ำ การทำโทษวิธีอื่นๆ เช่น การไม่พูดไม่คุยด้วย การไม่ให้เงินในแต่ละวัน ก็ยิ่งไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อลูกๆ เลย ฉะนั้น ผู้เป็นพ่อต้องพยายามเลือกใช้วิธี ในการอบรมบ่มนิสัยลูกๆ ให้เหมาะสม และตามขั้นตอนของความจำเป็น โดยเริ่มจากการไม่ส่งเสริม ให้ลูกทำผิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม ถ้ามีการทำผิดอีกก็ให้บอกกับลูกว่า สิ่งนี้เป็นที่พ่อไม่เห็นด้วย จากนั้นก็ทำโทษโดยการทำสีหน้าที่แสดงความโกรธ การทำทีไม่สนใจลูก การไม่ให้ในสิ่งที่ลูกชอบ จนกระทั่งมาตรการสุดท้าย คือการทำโทษด้วยการเฆี่ยนตีเพียงเบาๆ ก่อน ซึ่งต้องเป็นวิธีสุดท้ายเท่านั้น

บทความเก่าจากเว็บห้องสมุดอิสลามยะลา

http://www.e-daiyah.com

islammore.com

หน้าหลัก

กันยายน 08, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม